บนกิ่งต้นไม้สูงการินกำลังนอนหงายหน้ามองแสงจันทร์ที่ส่องลอดใบไม้ลงมาอย่างเหม่อลอยทันใดนั้นอุณหภูมิพลันสูงขึ้นพร้อมกับมีร่างบางลอยขึ้นมานั่งบนกิ่งไม้เดียวกันกับชายหนุ่ม
“คิดอะไรอยู่?”
เสียงอ่อนโยนถามขึ้น
ชายหนุ่มขยับตัวเอาศีรษะไปวางไว้ที่ตักเ้าของเสียงสบตากับั์ตาสีแดงทับทิมนั้น
“คิดถึงใครบางคนอยู่”
“ฮึคงไม่ใช่หญิงสาวในเมืองกลาซิสที่เคยใช้นักรบจิติญญาไปแอบดูหรอกนะ”
“เปล่า”
“งั้นใครล่ะ?”
“ตากับยาย”
“พวกท่านคงเป็ห่วงนายน่าดูเลยนะที่ต้องทำหน้าที่ของผู้มีรอยประทับ”
“ไม่หรอกพวกท่านรู้ดีว่าฉันฉลาด ยังไงก็เอาตัวรอดได้”
ทั้งคู่เงียบเสียงลงอลิสใช้นิ้วเรียวสางผมให้การินอย่างอ่อนโยน
ผ่านไปสักพักการินก็กล่าวขึ้นพร้อมยื่นมือของตัวเองไปจับมือที่กำลังสางผมให้เขาอยู่
“พรุ่งนี้ก็ต้องเจอสัตว์ร้ายระดับเมืองแล้วใช่ไหม?”
“ยังไงพวกเราก็สามารถจัดการได้อยู่แล้ว”
“ก็จริงนะ”
พูดจบการินก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายแล้ว‘งับ’มือของอลิส
“ทำอะไรของนายน่ะ...อะ...มันจั๊กกะจี้นะอย่าเลียสิ”
…
วันถัดมา่สาย
ทั้งที่น่าจะกำลังเดินอยู่ในป่าทึบทว่าจู่ ๆ คณะกวาดล้างป่าวงกตก็โผล่ออกมาเจอกับทุ่งหญ้าโล่งกว้าง
ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจอลิสก็ขมวดคิ้วกล่าวเสียงขรึม
“เตรียมตัวสู้”
ทุกคนพลันเคร่งเครียดจัดรูปขบวนที่เคยซักซ้อมไว้ทันที
หลังจากเดินขึ้นมาบนเนินแห่งหนึ่งเืในตัวผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกแทบแข็งตัว
พื้นที่ด้านหน้านี้มีลักษณะเป็แอ่งกระทะวัวสามเขาและสัตว์ร้ายที่มีลักษณะคล้ายวัวเดินกันเพ่นพ่านไม่ต่ำกว่า 20 ตัว
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาหน้าซีดก็คือสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่นอนอยู่กลางฝูงสัตว์ร้ายวัวเ่าั้
ร่างกายั้แ่คอลงไปเหมือนมนุษย์ทว่าส่วนหัวกลับเป็วัวร่างกายปกคลุมด้วยขนสั้นสีม่วงเทา ทันทีพวกอลิสเดินขึ้นมาบนเนินมันก็ลืมตาขึ้นทันที
ทันทีที่เห็นว่าร่างของมนุษย์วัวกำลังยืนขึ้นอลิสจึงรีบออกคำสั่ง
“ทุกกลุ่มเข้าจัดการกับพวกลูกสมุนการิน!”
สิ้นเสียงอลิสร่างของการินพลันพุ่งไปที่ร่างมหึมาสูง 10 เมตร
ชายหนุ่มง้างหมัดชกไปที่บริเวณหน้าอกของวัวครึ่งมนุษย์ทว่ามันกลับยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากันไว้ซะก่อน
หลังจากหมัดและแขนปะทะกันการินกระเด็นกลับไปไกลหลายสิบเมตร มือข้างที่ใช้ต่อยสั่นเล็กน้อย
ส่วนวัวครึ่งมนุษย์ร่างของมันปลิวไปไกลหลายร้อยเมตรแขนข้างซ้ายสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
ทางด้านผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกซึ่งกำลังจัดการกับพวกลูกสมุนต่างก็อ้าปากค้างก่อนหน้านี้อลิสได้บอกพวกเขาว่าการินเป็ผู้มีรอยประทับระดับเมืองทว่าพวกเขาไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก แต่ตอนนี้ไม่เชื่อก็คงไม่ได้แล้ว
“กระดูกแข็งไม่เบาเล่นซะชาเลยนะ”
ขณะเดียวกับที่การินพึมพำเสร็จหอกแก่นเพลิงก็ได้พุ่งไปที่วัวครึ่งมนุษย์พร้อมแผ่ไอความร้อนออกมา
วัวครึ่งมนุษย์ที่ััได้ก็ร้องคำรามดังสนั่นเขาทั้งสองบนศีรษะอันใหญ่โตเปล่งแสงสีม่วงออกมาจากนั้นก็มีแสงสายฟ้าพุ่งออกจากเขาทั้งสองข้างปะทะเข้ากับหอกแก่นเพลิง
ในเวลาเดียวกันก็มีดาบยาวที่ถูกห่อหุ้มสายลมพุ่งไปที่ลำตัวของวัวครึ่งมนุษย์ทว่าสัตว์ร้ายระดับเมืองตนนี้ก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียดทิ้งไว้เพียงรอยเฉือนเล็ก ๆ
อลิสเหาะมาหยุดอยู่เคียงข้างการินกางมือไปทางวัวครึ่งมนุษย์ ลูกเพลิงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของสัตว์ร้ายตนนี้
โดยที่มันไม่ทันตั้งตัวลูกเพลิงก็หล่นลงมาแล้ว
บึ้ม!
เสียงลูกเพลิงะเิดังกึกก้อง
เมื่อควันจางหายไปจึงเผยให้เห็นร่างของวัวครึ่งมนุษย์ที่ขนบางส่วนไหม้เป็สีดำ
วัวครึ่งมนุษย์คำรามด้วยโทสะบอลสายฟ้าสีม่วงสว่างขนาดเท่ากำมือปรากฏขึ้นรอบตัวนับร้อยลูกบอลสายฟ้าทำการพุ่งเข้าใส่มนุษย์ทุกคนที่อยู่ตรงนี้
กลุ่มผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกต่างกำลังสู้อยู่กับพวกลูกสมุนกว่าจะรู้ตัวก็ช้าไปเสียแล้ว
ทว่าก่อนที่บอลสายฟ้านั้นจะได้แตะตัวทุกคนร่างสีม่วงใส่นับร้อยร่างพลันปรากฏขึ้นขวางพวกมันไว้ก่อน
ทันทีที่บอลสายฟ้าััเข้ากับร่างนับรบจิติญญาสีม่วงมันก็จะสลายหายไปโดยไร้ร่องรอย
วัวครึ่งมนุษย์พลันชะงักที่ได้เห็นฉากนี้ก่อนจะมีลมหมุนพัดร่างใหญ่ั์ของมันขึ้นกลางอากาศ และก่อนที่มันจะได้ทำอะไรอีกหอกแก่นเพลิงสี่เล่มก็พุ่งเข้ามาเสียบร่างกายของมันจากสี่ทิศ
ประกายในแววตาของวัวครึ่งมนุษย์หายไปร่างของมันลุกไหม้อย่างรวดเร็วเมื่อตกถึงพื้นก็เหลือเพียงซากสีดำจนจำไม่ได้ว่าเป็ตัวอะไร
การินมองไปยังซากสีดำแล้วพึมพำอย่างเห็นใจ
“สัตว์ร้ายระดับเมืองตัวเดียวแต่โดนผู้มีรอยประทับระดับเมืองสามคนรุมโจมตีช่างยุติธรรมจริง ๆ”
การต่อสู่กับวัวครึ่งมนุษย์สัตว์ร้ายระดับเมืองจบลงในเวลาไม่ถึงนาทีส่วนพวกลูกสมุนก็ถูกจัดการทั้งหมดในเวลาไม่นานโดยกลุ่มผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออก
เนื่องในโอกาสที่จัดการสัตว์ร้ายระดับเมืองได้อลิสจึงบอกให้วันนี้ไม่ต้องเดินทางต่อบางคนเข้าป่าไปหาล่าสัตว์เพื่อเตรียมฉลองเย็นนี้บางคนเดินไปใกล้ซากของวัวครึ่งมนุษย์อย่างกล้า ๆ กลัว ๆราวกับกังวลว่ามันจะฟื้นขึ้นมาอีก
ตกเย็นทุกคนนั่งล้อมวงกองไฟกองใหญ่พูดคุยกันสนุกสนาน
การินที่ไม่ค่อยชอบความวุ่นวายจึงหลบมานอนอยู่ที่เนินเล็กเนินหนึ่ง
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าสองคู่พลันดังขึ้น
อลิสกับมาเรียนั่งลงด้านซ้ายมือของชายหนุ่มหญิงสาวผมสีแดงไวน์ถามขึ้นเสียงเบา
“ที่มือไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
“สบายมากดูเหมือนร่างกายฉันจะมีพลังการฟื้นตัวที่สูงกว่าคนทั่วไป”
ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบพร้อมลุกขึ้นนั่ง
“ทำไมตอนโดนก้อนสายฟ้าที่เ้าวัวนั่นปล่อยออกมานักรบจิติญญาของนายถึงไม่เป็อะไรเลยล่ะ?ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นนายปล่อยออกมาร้อยตนทั้งหมดนั่นเป็ระดับทั่วไปนักรบจิติญญาระดับทั่วไปไม่น่าจะต้ายทานก้อนสายฟ้าที่สัตว์ร้ายระดับเมืองปล่อยออกมาได้”
คนที่ถามคือมาเรียซึ่งมีอลิสนั่งกั้นระหว่างเธอกับการินไว้
“ตอนแรกฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะแต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่านักรบจิติญญาของฉันมีธาตุเป็ของตัวเองสีม่วงเป็ธาตุสายฟ้า สีเขียวธาตุลม สีน้ำเงินธาตุน้ำ สีเหลืองธาตุดิน สีแดงธาตุไฟพวกมันมีพลังในการต้านทานธาตุที่ตัวเองถือครองสูงในระดับหนึ่ง”
“เฮ้อเดิมทีฉันก็คิดว่านายเหมือนสัตว์ประหลาดอยู่แล้วนะ”
อลิสหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินเพื่อนสนิททอดถอนใจ จากนั้นเธอก็เอนตัวซบไหล่ชายหนุ่มข้าง ๆ
มาเรียที่เห็นว่าทั้งคู่เงียบไปจึงหันมามองดูภาพที่เห็นทำให้มุมปากเธอกระตุก ถอนหายใจครั้งหนึ่งก็ลุกขึ้นเดินจากไป
เดินมาหยุดอยู่บริเวณขอบที่แสงจากกองไฟส่องมาถึงมาเรียมองไปยังผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานก็อดที่ส่ายหน้าไม่ได้
เพียงแค่ล้มสัตว์ร้ายระดับเมืองตัวเดียวก็ดีใจขนาดนี้ถ้าเป็เขตตะวันตกแล้วในหนึ่งเดือนไม่มีสัตว์ร้ายระดับเมืองตายสักสี่ห้าตัวก็ไม่ใช่เขตตะวันตกแล้ว
ตอนนี้ยังไม่มีใครในกลุ่มรู้เื่ความสัมพันธ์ของการินกับอลิสเพราะเวลาที่ทั้งสองคนจะกุ๊กกิ๊กกันมักจะทำในที่ห่างไกลจากคนอื่นแต่ท่าทีสนิทสนมระหว่างเดินทางมานี้มาเรียคิดว่าน่าจะมีคนระแคะระคายบ้างแล้ว
ค่ำคืนอันครื้นเครงผ่านพ้นไป
คณะกวาดล้างเริ่มออกเดินทางต่อทุกอย่างยังเป็เหมือนเดิมคือเมื่อพบกับสัตว์ร้ายก็จะให้ผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกเข้าจัดการ
ยิ่งนานยิ่งเจอสัตว์ร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีเพียงระดับทั่วไปและระดับหมู่บ้านก็ตาม
นับั้แ่สู้กับวัวครึ่งมนุษย์ก็เดินทางไปได้อีกสี่วันทั้งที่น่าจะเจอสัตว์ร้ายระดับเมืองอีกตัวแล้วแต่อลิสกลับััถึงมันไม่ได้เลยทุกคนจึงคิดว่ามันน่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว
ผ่านไปอีกหกวันจู่ ๆ อลิสก็ชะงักเท้าขณะที่มาถึงยอดเขาเตี้ยลูกหนึ่ง
“เจอสัตว์ร้ายระดับเมืองแล้ว”
เสียงราบเรียบของเธอทำให้กล้ามเนื้อของผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกแข็งเกร็งเพราะอลิสไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนี้มาก่อน
มาเรียที่รู้นิสัยของเพื่อนสนิทดีที่สุดถามออกมาด้วยความกังวล
“หรือว่ามันจะไม่ได้มีแค่สัตว์ร้ายระดับเมือง?”
“เปล่าพวกมันทั้งหมดเป็แค่สัตว์ร้ายระดับเมือง”
“พวกมัน?หรือว่ามีสัตว์ระดับเมืองมากกว่าหนึ่งตัว?”
“สามตัว”
ได้ยินดังนั้นมือไม้ของผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกก็เริ่มสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้
“แล้วพวกมันมีลูกสมุนหรือเปล่า?”
การินถามขึ้นหลังจากคิดสักพัก
“รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบสองตัวในนั้นมีระดับหมู่บ้านสามสิบ”
บรรยากาศตกลงสู่ความเงียบชั่วขณะ
“เอาแบบนี้เป็ไงให้เธอที่มีพลังทำลายล้างสูงที่สุด กว้างสุด จัดการพวกลูกสมุนให้เร็วที่สุดก่อนโดยที่ฉันกับมาเรียจะเป็ฝ่ายต้านสัตว์ร้ายระดับเมืองสามตัวนั้นไว้เมื่อเธอจัดการพวกลูกสมุนเสร็จค่อยมาช่วยพวกเรา”
การินเป็คนที่เสนอแผนการออกมา
อลิสนิ่งคิดสักพักก็ยอมพยักหน้าตกลง
กลุ่มผู้มีรอยประทับในเขตตะวันออกถูกสั่งให้รอบนูเาเตี้ยลูกนั้น
เมื่อลอยขึ้นกลางอากาศการินเห็นทุ่งหญ้าโล่งกว้างขวางต้นไม้ขึ้นกระจัดกระจายรวมแล้วไม่กี่สิบต้นมีสิ่งมีชีวิตสี่เท้ากระจัดกระจายกันไป บ้างวิ่งไล่กันบ้างกำลังแทะซากของสัตว์อยู่ สัตว์ร้ายในครั้งนี้เป็ประเภทเสือ
ขนาดตัวของพวกมันใหญ่พอๆ กับช้างโตเต็มวัย
ใจกลางทุ่งโล่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งใต้ต้นไม้มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สามตัวนอนเรียงรายกัน
สองในสามเป็ลายพาดกลอนที่ความยาวจากลำตัวจนถึงโคนหางไม่ต่ำกว่ายี่สิบเมตรมีเขาสองเขาบนหัวลักษณะคล้ายเขากวาง กึ่งกลางหน้าผากมีรอยประทับสีดำ
ตัวสุดท้ายใหญ่กว่าสองตัวที่แล้วเกือบสองเท่ารูปร่างลักษณะคล้ายกันแต่เขาของมันเป็สีเขียวมรกตมีรอยประทับสีดำแตกต่างจากสองตัวก่อนหน้า
วินาทีที่พวกการินบินเข้าไปในอาณาเขตทุ่งกว้างเสือเขามรกตพลันลืมตาขึ้นพร้อมกับคำรามกึกก้อง