ข้านั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่กับทุกคน ความเงียบงันปะปนกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ของเสี่ยวหวา นางแซวเหลียงหมิงเรื่องเส้นผมอีกแล้ว
"หรือเจ้ากับข้าไม่มีใจให้กันจริง ๆ นะ?"
เสี่ยวหวายิ้มตาเป็นประกาย (◕‿◕✿)
เหลียงหมิงทำท่าจะเถียง ใบหน้าขึ้นสีแดงจาง ๆ ข้าก้มหน้าลงเล็กน้อย รู้สึกอายจนหัวใจเต้นแรง [ >///< ]
"ข้าเพียงคิดว่าควรหาวิธีใหม่ มิใช่หรือ"
เหลียงหมิงพูดเสียงเบา
เสี่ยวหวาหัวเราะคิกคัก ข้าสบตานางอย่างอ่อนโยน
「ทุกคนยังมีอารมณ์หยอกล้อกันได้ แม้จะเพิ่งล้มเหลวในพิธี」
ข้ารู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย [ (๑˘︶˘๑) ]
"หากเราไม่รีบคิดหาทางใหม่ คืนนี้คงมิได้หลับตา"
ข้าพูดเบา ๆ
ทุกคนเริ่มถกเถียงกันอีกครั้ง เสียงของแต่ละคนสลับกันไปมา ทว่าในใจข้ากลับว่างเปล่า
「ข้าควรทำเช่นไรต่อดี」
ข้ากำเสื้อคลุมแน่น
ทันใดนั้น ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านเข้ามา ไฟในห้องกระพริบวูบวาบ ข้าชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้น [ O_o ]
เสียงเชือกเสียดสีกับคานไม้ดังขึ้นกลางความเงียบ ทุกคนหยุดนิ่ง หันมองหน้ากันด้วยความตกใจ
"เสียงอะไร..."
เสียงเสี่ยวหวาเบาหวิว
ข้ายังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เงาดำหนึ่งปรากฏขึ้นกลางห้องโถง ผีผูกคอในชุดขาดรุ่งริ่ง เชือกในมือแกว่งไปมาอย่างน่ากลัว
ข้ารู้สึกเหมือนลมหายใจหยุดชะงัก ร่างกายแข็งทื่อ [ x_x ]
"ผีมาแล้ว!"
เสี่ยวหวาตะโกนลั่น [ >A< ]
เชือกเย็นเฉียบรัดเข้าที่ลำคอข้า ข้าสำลักอากาศ พยายามดิ้นรนแต่ไร้เรี่ยวแรง
「ข้าหายใจไม่ออก...อ๊อก...อ๊อก...」
ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง
「ข้าจะตายหรือ...ไม่...ข้ายังไม่อยากตาย...」 [ T^T ]
"เสี่ยวเหมย!"
เสียงเฉินอี้เฟิงดังขึ้น เขาพุ่งเข้ามาหาข้า แม้ใบหน้าจะซีดเผือดด้วยความกลัว
เสี่ยวหวารีบคว้าฮุ้ในมือแล้วโยนออกไป ทว่าฮุ้ลอยไปโดนแจกันแตกเสียงดัง เหลียงหมิงคว้าทรายเสกกับน้ำมนต์แต่ขวดน้ำมนต์กลับหกใส่ตัวเอง
"โยนฮุ้ไปทางซ้าย! ไม่ใช่ขวา!"
เสี่ยวหวาตะโกนสั่งผิด ๆ ถูก ๆ [ ^^’ ]
ข้ารู้สึกเหมือนโลกหมุนวน
「ข้าจะรอดหรือไม่...ข้าหายใจไม่ออก...อ๊อก...อ๊อก...」
ข้าพยายามเปล่งเสียงแต่แทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
"พวกเจ้า...เฉินอี้เฟิง...เสี่ยวหวา...เหลียงหมิง...ช่วยข้าเร็ว ๆ หน่อย...จะทำอะไรก็ได้..."
น้ำตาเอ่อคลอเบ้า [ Q_Q ]
「ข้าไม่อยากตาย...ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ...」
เฉินอี้เฟิงลื่นล้มเพราะน้ำมนต์ที่หก เขาพยายามยันตัวขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
"ข้า...ข้าไม่เป็นไร"
ข้าพยายามเปล่งเสียงแต่แทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
เสี่ยวหวาแอบขำเบา ๆ แต่ก็รีบเข้ามาช่วยเหลือ [ ^^ ]
ข้ารู้สึกเหมือนลมหายใจถูกบีบรัด ลำคอแน่นจนแทบสำลัก อ๊อก...อ๊อก...ร่างของข้าถูกยกสูงขึ้นจากพื้น ปลายเท้าแทบไม่แตะพื้น ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง [ (╥﹏╥) ]
เสี่ยวหวาตะโกนขึ้นมา
"ดึงเชือกเบา ๆ หน่อยสิ! เดี๋ยวสหายของข้าตาย"
ข้าได้แต่คิดในใจ
「นางตะโกนบอกผีหรืออย่างไร...」 [ -0- ]
"เสี่ยวเหมย! ให้ข้าลองดึงเส้นผมเจ้าอีกครั้งเถิด!"
เหลียงหมิงตะโกนเสียงสั่น ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ข้าพยักหน้าอย่างอ่อนแรง น้ำตาคลอเบ้า [ Q_Q ]
เหลียงหมิงรีบคว้าปลายผมข้าแล้วดึงเบา ๆ
"เจ็บนะ!"
ข้าร้องออกมา เสียงแหบพร่า [ >///<~ ]
เหลียงหมิงนำเส้นผมของข้าไปให้เฉินอี้เฟิง ส่วนเฉินอี้เฟิงรับมาแล้วห่อใส่ฮู้แล้วจุดไฟเผาใช้ในพิธีอย่างเร่งรีบ ทว่าผีผูกคอยังคงรัดคอข้าแน่นขึ้น ร่างข้าลอยสูงขึ้นอีก ทุกคนยิ่งแตกตื่น
"เหตุใดจึงไม่เป็นผล..."
เฉินอี้เฟิงพึมพำ ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและร้อนรน
ข้ารู้สึกเหมือนจะหมดแรง
「หรือเงื่อนไขนั้น...ต้องเป็นผู้ที่มีใจต่อกันทั้งสองฝ่าย...」
ใบหน้าข้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย [ -///- ]
แต่ในเวลานี้ข้ากลับกลัวมากกว่าทุกสิ่ง
「ข้าอยากรอด...ข้าอยากมีชีวิตอยู่...」
ทันใดนั้น ท่ามกลางความโกลาหล เสียงของเสี่ยวหวาเปลี่ยนไปเป็นเสียงทุ้มต่ำ แปลกประหลาด
"พวกเจ้านึกให้ดี...สตรีหัวทึบอยู่ในที่นี่!"
ทุกคนชะงักงัน ราวกับเวลาหยุดนิ่ง เสียงร้องโวยวายเมื่อครู่เงียบลงในพริบตา
เสี่ยวหวาเองก็งุนงง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ [ O_o ]
ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดอะไรแต่กลับไม่มีเสียงของนางเอง
เฉินอี้เฟิงเบิกตากว้าง ก่อนจะรีบตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
"ท่านย่า! ท่านย่าหยวนฉางใช่หรือไม่? ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!" [ >.< ]
เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความหวังและความกลัวปะปนกัน ทุกคนหันไปมองเสี่ยวหวาเป็นตาเดียว
ข้ารู้สึกเหมือนประกายแห่งความหวังเล็ก ๆ ผุดขึ้นในใจ แม้ลมหายใจจะยังติดขัดจากแรงรัดของผี [ TwT ]
เสี่ยวหวายืนนิ่ง ดวงตาเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อย ราวกับกำลังฟังเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน
บรรยากาศในห้องโถงเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความคาดหวัง
"ท่านย่า...ขอร้องล่ะ ช่วยเสี่ยวเหมยด้วย!"
เฉินอี้เฟิงตะโกนอีกครั้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน
ข้าพยายามจะเปล่งเสียงเรียก แต่ลำคอถูกบีบรัดจนทำได้เพียงคิดในใจ
「ท่านย่า...ข้าขอร้อง...ข้ายังไม่อยากตาย...」 [ (╥﹏╥) ]
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เสี่ยวหวา รอคอยปาฏิหาริย์จากวิญญาณบรรพบุรุษที่อาจเป็นความหวังเดียวของพวกเราในยามนี้