บทที่ 35 การป่วยหนักและดวงตาที่บอดสนิทของเซิ่งจิ่งอวี้ ทั้งหมดเป็นฝีมือของฮองเฮา สตรีใจดำอำมหิต
เมื่อครั้งที่ซูเหวินยวนและเยว่ซิ่วมาถึงจวนเฉินอ๋องใหม่ ๆ เยว่ซิ่วมักจะรู้สึกว่าชีวิตในตอนนี้ช่างไม่เหมือนความจริง ราวกับอยู่ในความฝัน
นางยังคงเล่าเรื่องราวในอดีตให้ซูเหวินยวนฟังอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่มีเรื่องใดเป็นเรื่องดี มีแต่ความทุกข์ระทมขมขื่น
เรื่องราวทุกอย่างที่เยว่ซิ่วจดจำได้ขึ้นใจ ซูเหวินยวนเองก็จำได้ขึ้นใจเช่นกัน
"บ่าวไม่รับเพคะ พระชายาให้บ่าวเยอะมากแล้ว นี่เป็นเครื่องประดับชุดเดียวกัน หากแยกชิ้นไปก็จะไม่สวยนะเพคะ"
เยว่ซิ่วช่วยปักปิ่นคืนให้ซูเหวินยวน
ซูเหวินยวนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เช่นนั้นข้าจะมอบให้เจ้าทั้งชุดเลย ไปเถอะ พวกเราไปเลือกชุดใหม่กัน"
ปิ่นปักผมชุดที่นางใส่อยู่นี้ดูโอ่อ่าเกินไป เยว่ซิ่วคงไม่ยอมใส่เป็นแน่
"ไม่ต้องหรอกเพคะ บ่าวมีเยอะมากแล้ว!" เยว่ซิ่วโบกมือปฏิเสธ
ขณะที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเมิ่งฉีกลับมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้
เขายืนหน้ามุ่ยอยู่ตรงหน้าพวกนาง
ซูเหวินยวนเอ่ยถามอย่างสงสัย "เจ้าไปที่คุกหลวงมาไม่ใช่หรือ? ผู้ใดทำให้เจ้าโมโหอีกแล้วล่ะ?"
ซูเหวินยวนต้องการเงินที่พวกยายแก่เหล่านั้นยักยอกไปคืนมา เซิ่งจิ่งอวี้จึงมอบหมายให้เมิ่งฉีเป็นผู้จัดการเรื่องนี้
เมิ่งฉีต้องวิ่งเต้นอยู่สองวันเต็ม ครอบครัวของยายแก่คนอื่น ๆ ถือว่าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
พวกเขารู้ว่าคนของตนไปล่วงเกินท่านอ๋องเข้า จึงได้แต่ยอมจ่ายเงินตามจำนวนที่ต้องการ
บ้านไหนที่จ่ายไม่ไหวจริง ๆ ก็ต้องหยิบยืมจากที่อื่นมาจนครบ
ทว่ายายแก่เกากับยายแก่ต่งกลับสร้างปัญหาอยู่บ้าง หลายปีมานี้พวกนางใช้เงินไปไม่น้อย ครอบครัวของทั้งสองจึงหาเงินมาคืนให้ไม่ครบ
บอกว่าอยากจะขอพบพวกนางสักครั้งเพื่อถามว่าซ่อนเงินไว้ที่ใด เมื่อรู้แล้วถึงจะนำมาให้เมิ่งฉีได้
เซิ่งจิ่งอวี้เคยสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าเยี่ยม เมิ่งฉีจึงไม่อนุญาตและตั้งใจจะไปสอบปากคำที่คุกด้วยตนเอง
"ยายแก่ต่งยังพอให้ความร่วมมืออยู่บ้าง นางยอมบอกว่าซ่อนเงินไว้ที่ใด ข้าน้อยไปนำเงินกลับมาได้แล้ว แม้จะยังขาดไปอีกมาก แต่ดูจากท่าทีของนางแล้ว คงไม่มีเหลือแล้วจริง ๆ ขอรับ
แต่ยายแก่เกานั่น ต่อให้ตายก็ไม่ยอมพูด ข้าน้อยลองมาสารพัดวิธีแล้ว แต่นางก็ยังปากแข็ง แถมยังจงใจบอกข้าน้อยอีกนะขอรับ ว่านางซ่อนเงินไว้จริง ๆ ให้ตายเถอะ น่าโมโหนัก!"
ซูเหวินยวนมองเขาพลางส่ายหน้าอย่างจนใจ ยายแก่ที่ชีวิตบั้นปลายต้องอยู่ในคุกแท้ ๆ กลับทำให้เขาโมโหได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"อย่าโมโหไปเลย ถึงนางจะไม่พูด เงินนั่นนางก็เอาไปใช้ไม่ได้อยู่ดี ครอบครัวก็ใช้ไม่ได้ จวนของเราไม่ได้ขาดแคลนเงินเล็กน้อยเพียงนี้ วันนี้ห้องครัวทำขนมกุหลาบ ไปลองชิมดูเถอะ"
ซูเหวินยวนปลอบโยนด้วยรอยยิ้ม
เมิ่งฉีพึมพำ "นางยังด่าว่าพระชายาด้วย..."
คราวนี้กลับเป็นซูเหวินยวนที่โมโหขึ้นมา
"นางถูกขังอยู่ในคุกแล้ว ยังมีแก่ใจมาด่าข้าอีกรึ? ไป เราไปที่คุกกัน ข้าจะไปฟังดูซิว่านางด่าว่าอย่างไร ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการนางไม่ได้!"
เมิ่งฉีรู้สึกเสียใจที่เล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง เขากับเยว่ซิ่วสองคนช่วยกันห้ามก็รั้งซูเหวินยวนไว้ไม่อยู่
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ซูเหวินยวนก็มายืนอยู่หน้าประตูคุกหลวง
ยายแก่หลายคนถูกขังไว้ในห้องขังชั้นในสุด ห้องละสองคน แต่ยายแก่เกากับยายแก่ต่งถูกแยกกันขัง
ทันทีที่นางปรากฏตัว ยายแก่คนอื่น ๆ ก็พากันร้องโหยหวนและกล่าวขออภัยไม่หยุดหย่อนราวกับคนเสียสติ
ซูเหวินยวนเดินตรงไปยังห้องขังของยายแก่เกา สภาพของนางน่าสังเวชอย่างยิ่ง ท่าทางหยิ่งผยองเชิดอกที่เคยมีในอดีตได้หายไปจนหมดสิ้น
"เมิ่งฉี ไปบอกให้พวกนางเงียบ ๆ หน่อย" ซูเหวินยวนส่งเขาออกไป
เมื่อเมิ่งฉีจากไปแล้ว ซูเหวินยวนก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "เจ้าอยากพบข้างั้นรึ?"
เดิมทีนางเพียงคาดเดา หากยายแก่เกาอยากจะด่านางจริง ๆ คงด่าไปนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เมิ่งฉีไปถึง
แต่เมื่อได้เห็นยายแก่เกาตัวเป็น ๆ ซูเหวินยวนก็มั่นใจในความคิดของตนเอง ท่าทีของยายแก่เกาไม่เหมือนกับที่เมิ่งฉีเล่าเลยแม้แต่น้อย นางยังคงส่งสายตาเป็นนัยให้ซูเหวินยวนอยู่ตลอดเวลา
"พระชายา บ่าวรู้ว่ามีเพียงท่านเท่านั้นที่ช่วยบ่าวได้ เหมือนมีคนคิดจะฆ่าบ่าว บ่าวรู้ความลับเรื่องหนึ่ง แต่ไม่กล้าบอกว่าอยากจะขอพบท่าน หากบ่าวพูดออกไป คงได้ตายเร็วยิ่งขึ้น!"
ยายแก่เกากระซิบอ้อนวอน พลางยึดฟางเส้นสุดท้ายนี้ไว้แน่น
ซูเหวินยวนหันไปบอกเยว่ซิ่ว "ไปถ่วงเวลาเมิ่งฉีไว้ เจ้าคงรู้วิธีนะ"
เมิ่งฉีเป็นคนซื่อ ๆ ซึ่งบางครั้งก็สามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้
"ข้ามีเวลาไม่มาก หากเป็นความลับที่มีประโยชน์จริง ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า" ซูเหวินยวนไม่อยากพูดให้มากความ
ยายแก่เกาหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด นางสารภาพออกมาโดยไม่ปิดบัง
"เรื่องที่ท่านอ๋องป่วยหนักจนตาบอดเมื่อหลายปีก่อน! อาจเป็นฝีมือของฮองเฮาเพคะ!"
ซูเหวินยวนเบิกตากว้าง จ้องมอฃอีกฝ่ายอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"เจ้าพูดจาเหลวไหล ใคร ๆ ก็รู้ว่าฮองเฮาทรงรักและเอ็นดูท่านอ๋องดุจโอรสแท้ ๆ" ซูเหวินยวนกดเสียงลงต่ำยิ่งกว่าเดิม
นางเคยคิดว่าฮองเฮาอาจไม่ได้จริงใจด้วย แต่หากเรื่องเซิ่งจิ่งอวี้ตาบอดเกี่ยวข้องกับฮองเฮาแล้วล่ะก็…
สตรีผู้นั้นก็ช่างอำมหิตเกินไปแล้ว!
เซิ่งจิ่งอวี้เคยมีอนาคตที่รุ่งเรือง แต่กลับต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะดวงตาทั้งสองข้างมืดบอด อีกทั้งยังต้องแบกรับชื่อเสียงแย่ ๆ อีกมากมาย
หากเป็นอุบัติเหตุ ซูเหวินยวนคงได้แต่กล่าวว่าสวรรค์ไม่ยุติธรรม แต่หากเป็นฝีมือของฮองเฮา... ซูเหวินยวนก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาจับใจ
ในวัยเยาว์ เซิ่งจิ่งอวี้ผูกพันกับฮองเฮาเป็นอย่างมาก ตอนที่เขาอายุสิบห้าปีก็ล้มป่วยหนัก ฮองเฮาเองก็ทุกข์ใจตามไปด้วย
เป็นที่เล่าลือกันว่าพระนางร้องไห้จนตาแทบจะบอดตามเซิ่งจิ่งอวี้ไป
แม้ซูเหวินยวนจะไม่เชื่อเรื่องนี้ แต่เซิ่งจิ่งอวี้ย่อมต้องเชื่อเป็นแน่!
ยายแก่เการีบอธิบาย "พวกบ่าวรับใช้ในจวนมานานหลายปี ความจริงแล้วฮองเฮาเสแสร้งทำดีกับท่านอ๋องมาโดยตลอด ไม่ได้ดีอย่างที่เห็นหรอกเพคะ"
เรื่องนี้ซูเหวินยวนพอจะสัมผัสได้ และนางก็ยอมรับได้ เพราะอย่างไรเสียก็ไม่ใช่ลูกในไส้ ฮองเฮายังมีลูกของตัวเอง การทำดีต่อเซิ่งจิ่งอวี้อาจเป็นเพียงการซื้อใจเท่านั้น
แต่ฮองเฮาไม่น่าจะใจคอโหดเหี้ยมถึงขนาดคิดจะทำลายชีวิตของเซิ่งจิ่งอวี้ได้ลงคอ
แถมยังทำในนามของญาติผู้ใหญ่อีกด้วย!
ยายแก่เกาสูญหายใจเข้าลึก "ถ้วยยาที่ท่านอ๋องใช้ในตอนนั้นถูกสับเปลี่ยนไปเพคะ ถ้วยยาใบนั้นเดิมมีสีอ่อนมาก แต่หลังจากแช่ยาไว้สองวัน สีของมันจะเข้มขึ้น"
ซูเหวินยวนปฏิเสธทันควัน "เป็นไปไม่ได้"
ในหนังสือเคยเขียนไว้ว่า ตอนที่เซิ่งจิ่งอวี้ล้มป่วย หมอหลวงมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ขั้นแรกพวกเขาได้ตรวจสอบเรื่องการวางยาพิษแล้ว ก่อนจะสรุปได้ว่าเป็นการป่วยกะทันหัน
เพราะอาการหนัก ประกอบกับร่างกายที่อ่อนแอและอาการป่วยเรื้อรัง การมีไข้สูงติดต่อกันเป็นเวลานานจึงทำให้ดวงตาบอดสนิท
ในตอนนั้น เรือนที่เซิ่งจิ่งอวี้พักอยู่ถูกตรวจสอบอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม
หมอหลวงเกรงว่าจะมีคนลอบทำร้ายเขา ดังนั้นตั้งแต่เริ่มการรักษา ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบก่อนจึงจะนำเข้าไปได้
เรื่องของกินยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ มีการตรวจสอบก่อนเสมอ ตรวจแม้กระทั่งของเหลือ หากมีสิ่งผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ก็ย่อมถูกตรวจพบได้
เพราะในตอนนั้น เซิ่งจิ่งอวี้มีข่าวลือว่าจะได้เป็นรัชทายาทในอนาคต ฝ่าบาทเองก็ทรงเกรงว่าจะมีคนจากแคว้นอื่นลอบทำร้ายเขาเช่นกัน
รอบ ๆ เรือนมีทหารยามเฝ้าอยู่ถึงสามชั้นในสามชั้นนอก หากนางนำถ้วยยาพิษเข้าไป หมอหลวงจะตรวจไม่พบได้อย่างไร?
ยายแก่เกากล่าวว่า "นี่เป็นเรื่องจริงเพคะ! ตอนนั้นฮองเฮาทรงประทานชุดถ้วยยาที่ผ่านการบูชาหน้าพระพุทธรูปมาแล้วชุดหนึ่ง โดยรับสั่งว่าเพียงแค่วางไว้ในห้องก็สามารถคุ้มครองท่านอ๋องให้ปลอดภัยได้โดยไม่ต้องนำมาใช้งาน เมื่อถึงเวลาที่กำหนดค่อยนำกลับไปถวายคืนหน้าพระพุทธรูป"
ระหว่างนั้นเฉิงหมัวมัวได้เข้ามาบอกว่าต้องนำถ้วยยาไปล้างทำความสะอาดหนึ่งครั้งก่อนจะนำกลับไปวางไว้ที่เดิม
ยายแก่เกากับยายแก่ต่งซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้กลับทำถ้วยใบหนึ่งร้าวแตกเสียก่อนที่จะล้างเสร็จ
ถ้วยยาชุดนี้มีความหมายถึงการปกป้องคุ้มครองท่านอ๋อง หากฮองเฮาทรงทราบว่าพวกนางทำแตก ย่อมต้องสั่งประหารพวกนางเป็นแน่
ในตอนนั้นเองแม่เฒ่าหลี่ได้เข้ามาหยิบขนมและเห็นเหตุการณ์พอดี
แม่เฒ่าหลี่เป็นคนใจดี นางบอกว่าถ้วยยาที่ถวายเป็นเครื่องบูชาในวังแต่ละชุดไม่ได้มีเพียงหกใบเสมอไป
หกใบนี้เป็นชุดที่คัดมาแล้วเป็นพิเศษ
ส่วนใบที่เหลือ มักจะมีคนลักลอบนำออกจากวังไปขาย บังเอิญว่านางเองก็มีอยู่ใบหนึ่ง เพราะช่วงนั้นลูกชายของนางก็ป่วย นางจึงซื้อเก็บไว้ใบหนึ่ง
ทั้งสามคนจึงปรึกษากันและวางแผนที่จะสับเปลี่ยนถ้วยยาใบนั้นเพื่อตบตาไม่ให้ใครรู้