ตูมมมมมมมมมมมมม—!!!
แรงระเบิดจากคลื่นพลังงานจลน์มหาศาลยังคงฉีกกระชากชั้นบรรยากาศเหนือมหานครชายขอบของ G Zone อย่างบ้าคลั่ง การมาถึงของกองเรือรบลอยฟ้าขนาดยักษ์ภายใต้สังกัด Caliber Cerberus Services (C.C.S.) เปรียบเสมือนปาฏิหาริย์เหล็กกล้าที่ช่วยฉุดรั้งมนุษยชาติขึ้นมาจากปากเหวแห่งความสูญพันธุ์ สายฝนแห่งกระสุนปืนใหญ่พลาสม่าและม่านขีปนาวุธต่อต้านสเปกตรัมที่สาดเทลงมาจากฟากฟ้าช่วยให้แนวรบของกองกำลังร่วมภาคพื้นดินที่เคยแตกพ่ายยับเยินเริ่มกลับมาปักหลักและตั้งรับศึกได้อย่างเป็นระบบอีกครั้ง
ทว่า ในสมรภูมิระดับ Red Armageddon ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ปัญหาใหม่ที่ร้ายแรงไม่แพ้กันกลับปะทุขึ้นตามมาอย่างรวดเร็วราวกับโรคระบาด ข้อมูลความเสียหายทางยุทธวิธีระดมส่งเข้าสู่เครือข่ายสั่งการส่วนกลางจนระบบแทบรับไม่ไหว รถถังประจัญบานหนักรุ่นล่าสุด Titan-X หลายพันคันได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสะเก็ดระเบิดและรังสีความร้อนชีวภาพ เกราะหนาพิเศษหลอมละลายจนเผยให้เห็นโครงสร้างภายใน เครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียง VXF-09 Sky Reaper ถูกยิงตกเป็นจำนวนมากจนซากเหล็กเกลื่อนผืนดิน ขณะที่หุ่นรบจักรกลหนักหลายสิบเครื่องสูญเสียระบบขับเคลื่อนและข้อต่อไฮดรอลิกจากการปะทะกับแรงดันมิติ
กระแสการยิงโต้ตอบที่ดุเดือดดึงรั้งทรัพยากรไปราวกับหลุมดำที่ไม่มีวันเต็ม ช่องสัญญาณสื่อสารของทุกหมู่รบต่างแผดร้องระงมด้วยความตื่นตระหนกและกดดันขั้นสุด
"แนวหน้าพิกัด 09 ขอรับการสนับสนุนเร่งด่วน! กระสุนปืนใหญ่พลาสม่าเหลือไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว!" "หน่วยยานเกราะขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ระบบหล่อเย็น! ตัวเครื่องกำลัง Overheat!" "ชุดพลังงานเจเนซิสสำรองหมดแล้ว! เติมเชื้อเพลิงเหลวพลาสม่าให้เราที!"
หากกองทัพคือร่างกายอันมหึมา เสบียงและยุทโธปกรณ์เหล่านี้ก็คือกระแสเลือดที่คอยหล่อเลี้ยง และในวินาทีที่กระแสเลือดกำลังจะหยุดไหล ฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่คอยขับเคลื่อนกลไกแห่งสงครามเบื้องหลังก็ถูกเปิดตัวขึ้น
ท่ามกลางกลุ่มควันและสนามรบอันร้อนระอุ ยานอุตสาหกรรมลอยฟ้าขนาดยักษ์ทรงสี่เหลี่ยมทึบขนาดเท่าเกาะย่อม ๆ หลายลำเคลื่อนตัวเข้ามาเหนือน่านฟ้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะทอดสมอพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าลงสู่พื้นดินเพื่อแปรสภาพเป็น "ฐานซ่อมบำรุงเคลื่อนที่ส่วนหน้า" ที่ทำงานตลบลอยฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการหยุดพัก
ฉึก! ครืนนนนนน...
แขนกลไฮดรอลิกนับร้อยตัวขนาดมหึมาขยับตัวเชื่อมตัดโลหะหนาเสียงดังสนั่น ประกายไฟสีส้มสว่างวาบสาดกระจายไปทั่วบริเวณ โดรนช่างซ่อมบำรุงขนาดเล็กหลายพันลำบินว่อนไปมาในอากาศประดุจฝูงผึ้งกลไก พวกมันคอยลำเลียงชิ้นส่วนและสแกนรอยร้าวระดับไมครอนบนตัวถังรถถังอย่างแม่นยำ ขณะที่กองทัพวิศวกรภาคสนามในชุดเครื่องแบบทนความร้อนสูงจำนวนมหาศาลกำลังวิ่งวุ่นซ่อมแซมและปรับแต่งยุทโธปกรณ์ที่พังยับเยินให้กลับมามีสภาพพร้อมรบในเวลาอันสั้น
นี่คือการปรากฏตัวของหน่วย Engineer Delta Services (E.D.S.) หน่วยช่างกลและวิศวกรรมยุทธศาสตร์หลักขององค์กร V.I.F.
ข้อมูลยุทธศาสตร์ยูนิต E.D.S.รายละเอียดปฏิบัติการภารกิจหลักซ่อมบำรุงและกู้คืนระบบรบขีดสุด, ผลิตคลังอาวุธฉุกเฉินภาคสนาม, ดัดแปลงอุปกรณ์ต้านมานาคำขวัญประจำหน่วย"หากอาวุธยังยิงได้ สงครามยังไม่จบ"ผู้บัญชาการสูงสุดดร.เฮเลน วอร์เรน (อายุ 42 ปี / วิศวกรอัจฉริยะผู้สร้าง Titan-X และ Quantum Barrier)
ดร.เฮเลน วอร์เรน ยืนอยู่บนสะพานโครงเหล็กสูงภายในยานแม่ สายตาคมกริบภายใต้แว่นตานิรภัยจับจ้องไปยังจอมอนิเตอร์แผนที่สถานการณ์สงครามที่กะพริบถี่รัว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเตาและร่องรอยของการไม่ได้นอนมาหลายวัน แต่แววตากลับฉายประกายเด็ดขาดราวดั่งเหล็กกล้า เธอตบโต๊ะสั่งการเสียงเฉียบขาดผ่านระบบอินเตอร์คอมไปยังเจ้าหน้าที่ทุกคน
"ส่งชิ้นส่วนอะไหล่และชุดพลังงานทั้งหมดที่พร้อมใช้งานออกไปแนวหน้าเดี๋ยวนี้! ถ้าอะไหล่ชิ้นไหนขาดแคลน ให้ถอดและชำแหละชิ้นส่วนจากรถถังคันที่พังยับเยินจนซ่อมไม่ได้มาใช้ซ้ำ!" เฮเลนตะโกนสั่ง "ฉันไม่สนใจว่าพวกเธอจะต้องประกอบเศษเหล็กพวกนั้นใหม่กี่ร้อยกิโลกรัมหรือกี่พันครั้ง... แต่รถถังและหุ่นรบทุกคันที่ถูกลากเข้ามาในอู่แห่งนี้ ต้องกลับออกไปยืนยิงระเบิดหัวใส่การ์เลนอสที่แนวหน้าให้ได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที! เริ่มปฏิบัติการได้!"
ด้วยการบริหารจัดการของ E.D.S. ฟันเฟืองการรบที่เคยติดขัดจึงเริ่มหมุนเวียนและสาดซัดกระสุนเข้าใส่ศัตรูได้อีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง ปัญหาคุกคามรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดกลับปะทุขึ้นจากทิศทางที่มองไม่เห็น ณ บริเวณพื้นที่ป่าและโขดหินด้านหลังแนวรบหลักอันเป็นที่ตั้งของคลังเสบียงและศูนย์ขนส่งยุทธปัจจัย
ครืนนนนนนน... ครืนนนนนนน...
พื้นดินปฐพีเริ่มเกิดอาการสั่นสะเทือนในระดับความถี่ต่ำอย่างผิดปกติ สัญญาณภาพจากหน่วยลาดตระเวนภาคพื้นดินหลายสิบแห่งขาดการติดต่อและหายไปจากหน้าจอเรดาร์ระบบนำทางทีละยูนิต ก่อนที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ตรวจจับจะค้นพบความจริงอันน่าสยดสยอง... มีการ์เลนอสระดับ 1 และระดับ 2 จำนวนมหาศาลกำลังใช้กรงเล็บและกรดชีวภาพมุดขุดอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดิน พวกมันจงใจหลบเลี่ยงการปะทะกับกองเรือลอยฟ้า C.C.S. ด้านบน เพื่อทะลวงผ่านใต้แนวป้องกันเข้ามาโจมตีฐานส่งกำลังบำรุงและอู่ซ่อมสร้างของ E.D.S. จากด้านล่าง!
เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นเลือดใหญ่ของกองทัพถูกตัดขาด ศูนย์บัญชาการสูงสุดจึงออกคำสั่งส่งหน่วยรบพิเศษเฉพาะทางเข้าสู่พื้นที่ทันที
Cellar Force Services (C.F.S.) หน่วยผู้เชี่ยวชาญยุทธสงครามใต้ดินและอุโมงค์ลึก
เครื่องตรวจจับคลื่นไหวสะเทือนและแรงดันมิติขนาดใหญ่ นับร้อยเครื่องถูกยิงปักลงสู่พื้นดินทั่วทุ่งราบในทันที สัญญาณข้อมูลจากใต้ชั้นดินถูกส่งกลับมาประมวลผลจนเกิดเป็นแผนที่โครงข่ายอุโมงค์ใต้ดินสามมิติแบบเรียลไทม์ เผยให้เห็นเส้นทางคดเคี้ยวของการ์เลนอสที่กำลังมุ่งตรงมาดั่งอสรพิษใต้ผืนดิน
ชายวัยกลางคนร่างโปร่งทว่าเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์บนใบหน้า—พันเอก ไมเคิล ครอว์ฟอร์ด ผู้ผ่านศึกอุโมงค์มิติมืดมานับครั้งไม่ถ้วน ยืนถือเครื่องจุดชนวนระเบิดแรงดันสูงพลางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาเอ่ยผ่านวิทยุสื่อสารคลื่นสั้นกับกำลังพลในสังกัด
"พวกสัตว์ประหลาดสารเลวนั่นคงคิดว่ามนุษย์เรามองไม่เห็นและไร้น้ำยาเมื่ออยู่ใต้ผืนดินสินะ..." ครอว์ฟอร์ดหัวเราะในลำคอแววตาดุดัน "งั้นพวกเราจะช่วยสงเคราะห์เปลี่ยนอุโมงค์มืดเหล่านั้นให้กลายเป็นหลุมฝังศพหมู่ของพวกมันเอง... จุดชนวนระเบิดความร้อนใต้พิภพได้!"
เปรี้ยงงงงงงงง—!!!!
ระเบิดไนโตรพลาสม่าที่ถูกฝังไว้ลึกระดับชั้นหินฐานรากถูกจุดชนวนพร้อมกัน แรงระเบิดบีบอัดภายในอุโมงค์ส่งผลให้พื้นดินด้านบนยุบตัวลงไปกลายเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่ เปลวไฟและความร้อนระอุหลายพันองศาเซลเซียสไหลทะลักลามไปตามโครงข่ายโพรงดิน แผดเผาและถล่มทับร่างของการ์เลนอสระดับ 2 นับพันตัวให้ถูกฝังทั้งเป็นและกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่ใต้เศษหินปูนอุโมงค์ โดยไม่อาจโผล่พ้นขึ้นมาสร้างความเสียหายให้กับแนวหลังได้
ทว่า ความสำเร็จของหน่วย C.F.S. กลับถูกหยุดยั้งลงด้วยคลื่นความสิ้นหวังระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกก—!!!!
เสียงคำรามของการ์เลนอสระดับ Class 3 ตัวแม่ทัพคำรามส่งเสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทั้งสมรภูมิ คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงคำรามธรรมดา แต่มันระเบิดกระแสคลื่นความถี่มานาทมิฬบิดเบือนสเปกตรัมที่พุ่งตรงเข้าโจมตีระบบประสาทส่วนกลางของสิ่งมีชีวิตโดยตรง!
คลื่นจิตสังหารและเสียงเพรียกจากนรกแผ่กระจายปกคลุมสนามรบเป็นวงกว้าง ทหารราบและนักบินหน่วยแนวหน้าหลายพันนายที่กำลังจับอาวุธรบพลันหยุดชะงัก ร่างกายของพวกเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ บางคนทรุดเข่าลงร้องไห้โฮด้วยความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้ง บางคนกุมขมับแผดร้องด้วยความเจ็บปวดจากการเห็นภาพหลอนอันสยดสยองของวันล่มสลาย และที่ร้ายแรงที่สุดคือทหารหลายนายเริ่มสูญเสียสติสัมปชัญญะ แววตากลายเป็นสีน้ำเงินหม่นและเริ่มหันปากกระบอกปืนไรเฟิลเจเนซิสยิงสาดเข้าใส่พวกเดียวกันเองจนเกิดความโกลาหล
"ระวัง! นั่นมันพลังจิต...!" ดร.นิโคลที่เฝ้ามองสถานการณ์ผ่านจอยาน ORCA อุทานลั่นด้วยความขวัญเสีย "มันกำลังส่งคลื่นจิตสะกดและบิดเบือนค่ารับรู้ เพื่อทำลายสนามรบจากภายในค่ะกัปตัน!"
ขวัญกำลังใจและกระบวนทัพอันเกรียงไกรของมนุษยชาติกำลังจะแตกสลายลงเพราะกลยุทธ์เหนือธรรมชาติ ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง ส่วนกลางของ V.I.F. ได้ทำการเปิดไพ่ตายใบสำคัญเพื่อปกป้องจิตวิญญาณของกองทัพ
Mind Defense Services (M.D.S.) หรือหน่วยควบคุมยุทธการสงครามพลังจิต
ยานพาหนะรูปทรงโดมแก้วผลึกพลังงานหลายสิบคันเคลื่อนตัวเข้าสู่หลังแนวรบอย่างรวดเร็ว สมาชิกภายในหน่วยนี้ทุกคนคือกลุ่มคนพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง—ผู้มีพลังจิตมาแต่กำเนิด, นักใช้วีโอสโตนสายควบคุมจิตเวชขั้นสูง, นักสะกดจิตวิทยาบำบัด และนักวิเคราะห์จิตวิทยาสงครามระดับปรมาจารย์
หน้าที่ของพวกเขาชัดเจนและเด็ดขาด: ป้องกันการแทรกแซงทางจิต สร้างเกราะคุ้มกันจิตใจหมู่ และฟื้นฟูขวัญกำลังใจที่แตกสลายจากการโจมตีทางจิต
ทันทีที่ยูนิต M.D.S. เริ่มเดินเครื่องปฏิกรณ์ผลึกพลังงาน สมาชิกทุกคนต่างนั่งล้อมวงและเพ่งกระแสจิตประสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว คลื่นพลังงานจิตสีฟ้าครามบริสุทธิ์นับสิบนับร้อยสายถูกปลดปล่อยและแผ่ขยายพุ่งออกไปเป็นโดมแสงขนาดมหึมา ครอบคลุมทั่วทั้งกองทัพและผู้ปฏิบัติการฝ่ายมนุษย์ทุกคนในสนามรบ
วูมมมมมมมมมมม...
ทันทีที่คลื่นจิตสีฟ้ากวาดผ่าน ทหารที่กำลังหวาดกลัวและคุ้มคลั่งพลันสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย แววตาสีน้ำเงินหม่นจางหายไป ความเจ็บปวดและภาพหลอนอันตรธานสิ้น หัวใจที่เคยสั่นคลอนด้วยความกลัวความตายเริ่มกลับมาสงบ นิ่ง และเยือกเย็นดั่งก้อนน้ำแข็ง สติสัมปชัญญะในการรบถูกกู้คืนกลับมาได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
หนึ่งในหัวหน้าชุดปฏิบัติการของ M.D.S. เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลทว่าทรงพลังผ่านระบบสื่อสารประสาทส่วนกลางของทหารทุกนาย
"จงตั้งสติและจำคำของพวกเราเอาไว้ให้ดี...ความกลัวและความสิ้นหวังคืออาวุธที่ไร้ตัวตนของศัตรู...แต่เจตจำนงที่ไม่ยอมสยบและความสามัคคี คืออาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษยชาติ! จงจับอาวุธของพวกท่านขึ้นมา แล้วบดขยี้พวกมันซะ!"
สิ้นคำประกาศ ขวัญกำลังใจของกองทัพมนุษย์พลันพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด เสียงโห่ร้องกึกก้องด้วยความโกรธแค้นระเบิดขึ้นทั่วแนวรบ กองทัพเหล็กกล้าผสมผสานนวัตกรรมซ่อมบำรุงและเกราะจิตกลับมายืนหยัดตั้งมั่นประจันหน้ากับศัตรูได้อย่างสง่างามอีกครั้ง
ทว่า ในอีกฟากหนึ่งของซากปรักหักพังเมืองหลวง การ์เลนอสระดับ Class 3 ตัวแม่ทัพยังคงยืนนิ่งสงบอยู่บนยอดตึกสูงอันพังทลาย ดวงตาสีน้ำเงินนับสิบคู่ของมันหันมาจับจ้องภาพการฟื้นตัวของกองทัพมนุษย์อย่างไม่วางตา แววตาของมันไม่ได้ฉายประกายความโกรธเกรี้ยว...หากแต่แฝงไปด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งแรก
สมองชีวภาพอันทรงปัญญาของมันเริ่มรับรู้และเรียนรู้แล้วว่า มนุษย์เหล่านี้น่ากลัวกว่าสิ่งมีชีวิตดวงดาวอื่น ๆ ที่มันเคยล่าสังหาร พวกเขาไม่ใช่แค่เหยื่อที่รอวันตาย แต่กำลังส่งหน่วยรบพิเศษเฉพาะทาง ออกมาตอบโต้ ยับยั้ง และแก้ทางกลยุทธ์การโจมตีของมันในทุกรูปแบบราวกับกระดานหมากรุกระดับจักรวาล
มหาสงครามระหว่างผู้นำทัพและมันสมองของสองเผ่าพันธุ์...บัดนี้ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงและไม่มีวันหวนกลับ!
[จบตอนที่ 32: ฟันเฟืองแห่งสงคราม]