“เหมยเอ๋อร์ไม่ยอมดื่มนมรึ”
“เ้าค่ะท่านแม่ทัพ บ่าวเห็นคุณหนูดิ้นรุนแรง และมีทีท่าว่าจะไม่ยอมดื่มท่าเดียว” จางจิ้งสาวใช้ที่อยู่ในเหตุการณ์อธิบายแก่แม่ทัพเสวี่ยตามที่นางเห็น
“น่าแปลกจริง เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ไปได้ เด็กแรกเกิดไม่้าน้ำนมได้อย่างไร” แม่ทัพเสวี่ยเกิดคำถามไม่ต่างไปจากแม่นมเสียงและจางจิ้ง
“งั้นให้คุณหนูดื่มนมเสี่ยวซิงดีไหมเ้าคะน้าจิ้ง ฮิๆ” เสียงทะเล้นของเด็กน้อยวัยห้าขวบลอยเข้ามาขัดบทสนทนาของทั้งสอง
“ซิงซิง!” จางจิ้งหันมาดุซิงซิง ก่อนหันไปขอโทษขอโพยท่านแม่ทัพใหญ่ “ขออภัยเ้าค่ะท่านแม่ทัพอาซิงยังเล็กโปรดอย่าถือโทษนางเลยนะเ้าคะ”
“ช่างเถอะ นางยังไม่รู้ความ” แม่ทัพเสวี่ยหันไปมองเ้าหนูซิงซิง ซึ่งตอนนี้กำลังทำคอตก หน้ามุ่ย แต่แลดูแล้วน่ารักน่าชังตามประสาเด็ก “แต่แปลกนัก เหตุใดเหมยเอ๋อร์ไม่ยอมดื่มนมแม่นมกันนะ”
“ท่านแม่ทัพเห็นควรว่าอย่างไรเ้าคะ”
“ในเมือง่นี้มีข่าวคราวว่ามีหญิงสาวบ้านใดคลอดลูกอีกหรือไม่” แม่ทัพเสวี่ยลองคิดไตร่ตรองดูแล้ว เห็นว่าปัญหาอาจอยู่ที่แม่นม
“แต่ว่าท่านแม่ทัพเ้าคะ บ่าวมิขอปิดบังตามที่บ่าวได้เห็นปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่แม่นมเ้าค่ะ คุณหนูพอเห็นพี่เสียงถอดเสื้อก็ส่ายหน้าใหญ่เลยเ้าค่ะ เหมือนกับ...คนรู้ความนัก”
“เหลวไหล!” แม่ทัพเสวี่ยตบโต๊ะตัวหนาเสียงดังจนบรรดาสาวใช้ที่อยู่บริเวณนั้นเล่นเอาใพร้อมเพรียงกันแล้วกล่าวต่อไปอีกว่า “เด็กทารกแรกเกิดจะส่ายหน้าเป็ได้อย่างไรกัน เ้าไม่อยากได้เงินในฐานะหัวหน้าสาวใช้แล้วใช่หรือไม่”
“เสียงดังอะไรกันท่านพี่” เสียงใสกังวานของสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามาในห้องโถง ใบหน้ารูปไข่นั้นขาวซีดแต่ยังเผยให้เห็นถึงความงามเกินจะบรรยายได้ แขนทั้งสองข้างถูกสาวใช้ข้างกายประคองอย่างทะนุถนอม ก้าวเดินเข้ามาตรงหน้าแม่ทัพใหญ่ที่ทรงอำนาจในเมืองหมานอย่างช้าๆ
“อาเยี่ยน เ้าเพิ่งคลอดไม่ควรออกมา” เสียงท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรแฝงความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน ถ้าเทียบจากเหตุการณ์เมื่อกี้กับตอนนี้ช่างแตกต่างกันลิบลับ
“ท่านไม่ควรโมโหอาจิ้ง นางเป็คนของข้านะ!” ฮูหยินท่านแม่ทัพทำหน้าบึ้งตึง แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้นางหมดความงามลงได้เลยแม้แต่น้อย
“ข้าโมโหเพราะนางหาว่าลูกของเราส่ายหน้าไม่ยอมดื่มนม อาเยี่ยน...เด็กทารกที่ไหนจะปฏิเสธกลิ่นน้ำนมได้”
“ลูกข้าคนหนึ่งนี่แหละ หากนางเป็อย่างที่อาจิ้งว่าคงจะเป็เด็กฉลาดมาก”
“โธ่ น้องหญิง แม้แต่ข้าก็ยังแพ้ให้แก่จางจิ้งรึเนี่ย”
เสวี่ยฮูหยินยังคงหันไปทำหน้าบึ้งใส่แม่ทัพ พร้อมส่งเสียงฮึในลำคอ
“ไปเรียกอาเสียงและพานางมาให้ข้าเถิด” ฮูหยินแม่ทัพหันไปสั่งการกับจางจิ้ง เมื่อนางได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งกลับไปเรือน ‘เยว่เหมย’ ซึ่งแม่ทัพเสวี่ยสั่งให้คนทำเรือนหลังนี้ให้ลูกสาวคนนี้ั้แ่ยังอยู่ในท้อง แต่หากจะพูดว่าเหตุใดเขาจึงคิดว่าเด็กในท้องจะเป็ผู้หญิงเขาเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน...
“พี่เสียง”
“ท่านแม่ทัพว่าอย่างไรบ้าง” ชุนเสียงกล่าวถาม มือข้างหนึ่งก็คอยจับทารกน้อยที่ดิ้นอย่างไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยไปด้วย
“ท่านแม่ทัพยังไม่ทันได้สั่งการ ตอนนั้นฮูหยินเดินเข้ามาเสียก่อน จากนั้นนางก็ให้ข้ามาเรียกพี่แล้วพาคุณหนูใหญ่ไปที่ห้องโถงด้วย”
“ได้ๆ งั้นเ้าช่วยข้าอุ้มนางหน่อยเถิด คุณหนูดิ้นแรงนักข้าก็อุ้มมานานแล้วกลัวว่าจะทำนางหลุดมือ”
เมื่อจางจิ้งพยักหน้าอ้าแขนรับคุณหนูใหญ่มาแล้ว ทั้งสองคนก็พากันเดินออกจากเรือนเยว่เหมยมายังห้องโถงของจวนแม่ทัพทันที
ในห้องโถงใหญ่ตอนนี้ ฮูหยินแม่ทัพหน้าตาดูซีดขาว เหมือนคนไร้เรี่ยวแรง ทางท่านแม่ทัพใหญ่ก็อดเป็ห่วงไม่ได้ คอยคะยั้นคะยอหลอกให้นางกลับเข้าห้องไป แต่ดูจากสถานการณ์แล้วเหมือนจะไม่เป็ผลเลยสักนิด
ยามจางจิ้งกับชุนเสียงเดินเข้ามาเห็นท่าทางฮูหยินเหมือนจะแย่หนัก เลยรีบพากันตรงดิ่งพร้อมเร่งฝีเท้าก้าวให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
“ฮูหยินเ้าคะ”
เมื่อฮูหยินเห็นบุตรสาวในอ้อมกอดของสาวใช้คนสนิท ดวงตานางก็เป็ประกาย นางยิ่งเป็คนที่งามอยู่แล้ว ก็ทำให้ยิ่งงามเข้าไปอีก “ส่งเหมยเอ๋อร์มาให้ข้า”
จางจิ้งค่อยๆ ประคองร่างทารกส่งมอบให้ถึงมือมารดาของนางทันที เมื่อฮูหยินรับบุตรสาวในดวงใจมาแล้ว นางก็เริ่มทำการสำรวจเด็กน้อยทั้งตัว อุ้งเท้าเล็กๆ ทั้งสองนี้ช่างน่าชังนัก ดวงหน้างามจิ้มลิ้ม แลให้เห็นเค้าโฉมสะคราญั้แ่แรกเกิด นางยังไม่เคยได้ยินเลยว่า ฮูหยินบ้านใครคลอดลูกมาแล้วจะออกมาในลักษณะหน้าตาเหมือนกับบุตรสาวของนางที่ช่างงดงามนัก นี่คือบุตรสาวของนางกับสามีที่นางรัก เด็กน้อยที่มีนามว่า 'เสวี่ยเหมย'
“เหมยเอ๋อร์หยุดดิ้นเสียเด็กดี” ฮูหยินปลอบเสวี่ยเหมยเบาๆ บ่าวรับใช้ส่วนใหญ่มองมาทางเสวี่ยฮูหยินที่ทำเหมือนบุตรสาวจะฟังรู้เื่เสียอย่างนั้น แต่แล้วก็ยิ่งทำให้ผู้คนในห้องโถงแปลกใจ นั่นคือ…นางหยุดดิ้นจริงๆ
เด็กฉลาด!
เด็กฉลาดโดยแท้!
ความอบอุ่นที่ค่อยๆ แผ่เข้ามาในใจเสวี่ยเหมย เข้ามาอย่างช้าๆ จนนางรู้สึกได้ นางเลยหยุดขัดขืนอย่างว่าง่าย สตรีนางนี้คือมารดานางใช่หรือไม่
“เ้าเพิ่งคลอดดื่มน้ำนมสักหน่อยเถิด ดิ้นจนแรงเ้าจะหมดแล้วกระมัง”
เสวี่ยเหมยเงียบ คงเป็อันว่านางตกลงแล้วใช่หรือไม่ บรรดาสาวใช้และท่านแม่ทัพต่างพากันคิดเช่นนั้น หากแต่ พอฮูหยินจะส่งนางคืนให้แม่นมเสียง นางกลับเอาเรี่ยวแรงจากไหนไม่รู้มาอีก ร่างกายสาวน้อยวัยทารกราวกับตัวอ่อนของหนอนน้อยยามแรกเกิดที่เพิ่งฟักตัวเหลือเกิน ผู้คนต่างพากันคิดว่าไม่รู้จะเอ็นดูนางหรือสงสารมารดานางก่อนดี
“ิิ ชิวหง พาข้ากลับเรือนที”
สาวใช้ข้างกายทางซ้ายและขวาได้ยินดังนั้นจึงรีบพยุงเสวี่ยฮูหยินที่อุ้มบุตรสาวแนบอกลุกขึ้นยืนช้าๆ
“อาเยี่ยน เ้าจะกลับเรือนก็กลับ ไยเ้าต้องพานางหนูของข้าไปด้วย”
เสวี่ยฮูหยิน หันกลับมายิ้มบางๆ ใส่ท่านแม่ทัพ ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านพี่ ข้าจะป้อนนมลูกหรือท่านจะให้ข้าป้อนนางเสียตรงนี้”
แม่ทัพได้ยินคำที่นางเอ่ยออกมาเช่นนั้น ก็รีบให้ทุกคนหลีกทางให้นางเดิน จนแทบจะพรมดอกไม้ไปตามทางให้นางเหยียบย่ำไปด้วยซ้ำ
ทางด้านเสวี่ยเหมยนั้น นางอยู่ในอ้อมแขนของสตรีนางนี้แล้วรู้สึกอบอุ่นสบายยิ่งนัก หากไม่ใช่มารดานาง...
จะไปยากอะไร
ก็บังคับให้ใช่ไปเสียสิ้นเื่ พอนางคิดได้เช่นนั้นก็ผล็อยหลับไปั้แ่ตอนไหนไม่รู้
“ท่านพี่ดูสิ บุตรสาวท่านกำลังยิ้ม”
“จริงเสียด้วย” เสียงหัวเราะกังวานผสมปนไปกับเสียงหัวเราะใสดั่งระฆังทอง ะเืไปทั่วทั้งจวนแม่ทัพเสวี่ยที่เมืองหมาน ณ แดนใต้แห่งนี้