ขบวนรัชทายาทที่ยามนี้กำลังวุ่นวายเพราะข้าวของด้านในรถม้าล้มระเนระนาดไปหมดไม่เว้นแม้แต่กุหลาบทำพิษดอกนั้นที่กลิ้งออกไปด้านนอกนอนแน่นิ่งอยู่ข้างพงหญ้า เสียงสั่งการของรัชทายาทดังลั่น
“เก็บของทุกชิ้นขึ้นรถให้หมดอย่าให้คลาดสายตา ลู่ชิงเทียนเ้าคอยดูแลอยู่ตรงนี้ข้าจะตามหยางหลงไปจับเสือขาว!!!” ฟุ่บ!!! ต่างคนต่างเริ่มปฏิบัติหน้าที่พวกเขามิได้รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรถม้า ทุกคนรู้แต่เพียงว่าเ้าเฟิ่งเซียนรีบร้อนออกจากรถม้าไปที่ใดสักแห่งและอาเช่าได้กระโจนออกตามไป รถม้าจึงคว่ำลง ระหว่างนั้นมีรถพ่อค้าผ่านทางมาพอดีนับสิบคันลู่ชิงเทียนจึงปล่อยให้ขบวนนั้นผ่านไปก่อนร่วมครึ่งเค่อก่อนจะพากันยกรถม้าขึ้นเช่นเดิมเก็บข้าวของกันอย่างระมัดระวัง
-----+---------++++++---
ยามซวี่(20.00)
กองไฟหลายกองถูกก่อขึ้น กลุ่มทหารหลายสิบคนต่างนั่งกระวนกระวายกันเมื่อยามนี้องค์ชายเ้าหยางหลงพร้อมองครักษ์มากมายหายไปเมื่อสองชั่วยามก่อนกลับมาเพียงรัชทายาท อีกทั้งยามนี้องค์หญิงเ้าเฟิ่งเซียนต้องพิษกุหลาบจนใบหน้าบวมเป่งไร้ความงามดังเช่นเก่าก่อน จางซิงอีมองพี่เฟิ่งของนางอย่างเห็นใจเท่านั้นยังไม่พอ กุหลาบพันปีที่ควรจะมีสองต้นในยามนี้กลับเหลือเพียงหนึ่งต้น ทหารทุกคนต่างพากันตามหามาร่วมสองชั่วยามแล้ว
“ข้าจะทำอย่างไรต่อดีเนี่ยพี่อี้หลิง”
“เป็พี่ที่ควรกล่าวมิใช่เ้า” รัชทายาทนั่งจิบชาท่ามกลางกองไฟเหม่อมองออกไปในความมืด ‘กุหลาบพันปีหายไป เป็ไปได้ว่ารถสินค้าที่ลูชิงเทียนบอกนั้นได้เก็บมันไปแล้ว’ ยามนี้รัชทายาทได้สั่งการให้ลู่ชิงเทียนและเงาอีกห้าคนติดตามขบวนสินค้านั้นไปได้เกือบครึ่งชั่วยามแล้ว ทุกหนึ่งเค่อจะมีองครักษ์กลับมารายงานจับใจความได้ว่า ‘ขบวนสินค้ามุ่งตรงไปเมืองหลวงอย่างมิหยุดพัก’ ตราสัญลักษณ์ติดอยู่ที่ชุดคลุมของชายผู้หนึ่งที่อยู่ในรถม้า ‘จิ้งจอกแดง’ รัชทายาทครุ่นคิดอย่างสงสัยเพราะสัญลักษณ์เช่นนี้ตัวเขามิเคยเห็นมันมาก่อน
เ้าเฟิ่งเซียนนึกไปถึงกุหลาบพันปีที่เหลืออีกหนึ่งต้นนั้นแม้กระถางของมันจะบุบไปบ้างแต่ตัวดอกไม้ยังอยู่ในสภาพดีทุกอย่าง ส่วนกุหลาบที่ตกหายไปจากคำบอกเล่าของรัชทายาทนั้นเป็กุหลาบที่เกสรพ่นพิษ ตากลมสวยก้มมองมือของตนเองมีแต่ตุ่มเต็มไปหมด หมอหญิงประจำขบวนบอกกล่าวเมื่อมาทำการรักษาว่า ‘นี่คืออาการแพ้เกสรกุหลาบ นับจากนี้ไปเมื่อองค์หญิงสูดดมกลิ่นของมันเนื้อตัวของคุณหนูจะแดงและเป็ตุ่มเพิ่มขึ้นทันที วิธีการรักษาก็คือต้องดื่มยาต้มอย่างสม่ำเสมอและรอให้มันยุบไปเองและมิรู้ว่าจะมีอาการแทรกซ้อนอื่นอีกหรือไม่ หมอหญิงยอมรับว่านางมิมีสมุนไพรรักษาได้โดยตรงเพราะไม่เคยมีผู้ใดเป็มาก่อน คำแนะนำที่ดีก็คืออย่าใกล้มันอีก ‘หึ..ไม่ใกล้ไม่ได้เหรอก’
“ยามนี้มันถึงเวลานอนของข้าแล้วเช่นนั้นข้าไปนอนเลยได้หรือไม่”
“มิใช่ว่าเ้าจะตามไปเอาดอกกุหลาบพันปีหรอกรึ?” รัชทายาทหรี่ตามมองเ้าเฟิ่งเซียนอย่างรู้ทัน “หากเ้าจะไปพี่ไม่ว่าแต่อยากให้เ้าระวังตัวด้วย”
☺️☺️ “เ้าค่ะพี่อี้หลิงก็ระวังตัวด้วยเล่า” นางรู้ว่ารัชทายาทจะไปตามหาเสือขาว ในใจอดนึกขึ้นมาไม่ได้ ‘หากข้าไม่จับเกสรพิษนั่นนะ..ฮึ่ย!!!’
สตรีที่เคยงดงามลุกขึ้นเดินไปทางรถม้าเพื่อเปลี่ยนชุดเป็สีดำสนิท ใบหน้าเป็ปุ่มป่ำมองตนเองผ่านกระจกเงาพร้อมกับหยิบผ้าปิดหน้าสีดำขึ้นมาทาบทับ ‘ช่างเื่ใบหน้าก่อน’ สิ่งสำคัญยามนี้คือไปตามกุหลาบกลับมาตามภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ยามนี้ที่ผิวกายของนางมิได้ร้อนรนดั่งไฟลวกเฉกเช่นก่อนหน้านี้ “ไปเถอะพี่หว่าหวา” ไร้ความลังเลในน้ำเสียงนั้นก่อนที่ทั้งสองจะทะยานตัวหายออกไปในเงามืดพร้อมกับองครักษ์นับร้อยของเ้าเฟิ่งเซียน
----------++++++---------
“สตรีผู้นั้นเป็ใคร?” เพ่ยหานหรงมองเงาหลายสายที่ติดตามสตรีตัวเล็กผู้อำพรางกายด้วยชุดสีดำอีกทั้งยังปกปิดใบหน้า
“น่าจะเป็องค์หญิงสักพระองค์หรือคุณหนูมากฝีมือที่ติดตามมาด้วยพะยะค่ะ” ต้าสึรายงาน แม้จะยังไม่แน่ใจนักแต่คุณหนูผู้นั้นน่าจะมียศศักดิ์ไม่มากก็น้อยเพราะมีเงาติดตาม
พรึ่บ!!! ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงเปลี่ยนทิศทางไปติดตามสตรีผู้นั้นเข้าเมืองหลวงทันทีเพราะอยู่ตรงนี้ก็คงจะมิได้อะไรแล้ว มุ่ยกงกง ต้าสึและองครักษ์อีกมากมายติดตามกลับวังหลวงอีกครั้งแม้จะงุนงงแต่ก็มิได้กล่าวคำใดเพิ่ม
--------+++-----++++++
ยามไฮ่(22.00)
ปากทางเข้าแคว้นเพ่ย เ้าเฟิ่งเซียนตามขบวนสินค้าที่มีตราจิ้งจอกแดงอยู่ด้านข้างรถม้าก็นึกสนใจ กลุ่มคนพวกนี้มีประมาณหนึ่งร้อยคนทั้งอยู่บนรถม้าและคุมสินค้าอยู่นอกรถยามนี้พวกเขากำลังพักค้างคืนที่นี่ กองไฟถูกขึ้นรอบๆจนเห็นแสงสว่างรำไร ‘รถม้าสิบคันแต่ดอกไม้จะอยู่คันใดกันเล่า’ เ้าเฟิ่งเซียนเห็นลูชิงเทียนพร้อมทหารอีกสามนายเดินเข้าไปหากลุ่มคนพวกนั้นหากจะให้เดาก็คงจะไม่พ้นเข้าไปสอบถามซึ่งๆหน้า นางเห็นชายสูงอายุใส่เสื้อคลุมตราจิ้งจอกส่ายหัว ‘แสดงว่าไม่ยอมรับว่าเก็บกุหลาบพันปีได้’ การสะบัดมือไล่ย้ำให้รู้ว่าพวกเขาไม่ให้ค้นรถม้าเป็แน่ ใบหน้าลู่ชิงเทียนดูกรุ่นโกรธก่อนที่นางจะเห็นเขาล่าถอยกลับไป คงจะไปรายงานรัชทายาท
“คุณหนูคิดอย่างไรเ้าคะ” หว่าหวาถามในระยะประชิดเพราะทั้งสองคนอยู่บนกิ่งไม้เดียวกันอยู่แล้ว
“จะคิดอย่างไรได้ ข้าคิดว่าพวกเขาเก็บกุหลาบพันปีของพวกเราไว้น่ะสิแต่ข้าไม่รู้ว่ามันอยู่บนรถคันใดเท่านั้น” ตรงหน้านางมีรถมาสิบคันั้แ่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่มาก “ยามนี้ข้าต้องรอเวลาเสียก่อน ข้าอยากจะรู้ว่าผู้ใดนอนในรถคันใด พี่เห็นบุรุษที่สวมชุดคลุมนั่นหรือไม่”
“เ้าค่ะ”
“ข้าว่าเขาเป็หัวหน้า เราเพียงแต่มาหาของดังนั้นเราต้องหลีกเลี่ยงการปะทะเพราะมันจะเป็การเสียเวลา” มือบางคลำหากระบี่อ่อนที่มีพู่ห้อยสีขาว “หืมมม” ก้มมอง “พี่หว่าหวา” ใบหน้าเป็ตุ่มนูนหัวคิ้วขมวดหากัน “ข้าลืมกระบี่”
“หะ” หว่าหวาตาโตเท่าไข่ห่าน
“จะทำเช่นไรดี..พี่ไปเอามาให้ข้าได้หรือไม่ บนรถม้าของข้าคงจะวางอยู่บนกองเสื้อผ้า”
“_” ระยะทางแสนไกลร่วมครึ่งชั่วยามกว่าจะมาถึงตรงนี้หว่าหวามีสีหน้าคิดหนักเมื่อคุณหนูกล่าวคำ
“ไปเถิด คืนนี้พวกมันคงนอนที่ตรงนี้แน่ๆข้าสัญญาว่าข้าจะนั่งรออยู่เฉยๆเร็วเข้า ไปสิ” เสียงกระซิบซาบ
องครักษ์ประจำกายทำหน้ามิเชื่อถือแต่นางยังคงปฏิบัติตามคำสั่งเพราะถ้าหากกระบี่กองอยู่บนเสื้อผ้าแน่นอนว่ามิควรจะให้บุรุษไปจับต้อง
“ห้ามลงจากต้นไม้นะเ้าคะ” ย้ำคำอีกครั้งก่อนจะรีบทะยานกายหายไปในเงามืด
“จะพยายาม” พูดเบาๆเป็ภาษาไทยแล้วยิ้มกริ่ม ^^