ฝู่ซินสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความเสียขวัญ เสียงกรีดร้องแหลมปลุกให้นางกำนัลที่นั่งคอพับคออ่อนอยู่ด้านนอกต้องรีบพรวดพราดเข้ามาหา เงาร่างของหญิงวัยกลางคนยืนอยู่หลังบานประตู แสงเทียนวูบไหวมองแล้วเหมือนภาพของปีศาจที่ดูบิดเบี้ยว นางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เช็ดปลายจมูกที่ยังคงได้กลิ่นคาวเืแล้วพยายามตั้งสติ เตือนตัวเองว่าความตายเ่าั้เป็เพียงแค่ความฝัน
“พระสนมกุ้ยเฟย เป็อะไรหรือเปล่าเพคะ”
“ไม่เป็อะไร” ฝู่ซินร้องตอบ เช็ดมือชื้นเหงื่อกับผ้าห่มแล้วพูดซ้ำอีกรอบด้วยเสียงที่มั่นคงขึ้น “ข้าไม่เป็อะไร เ้าไปนอนเถอะ”
“เพคะ” แม้จะรับคำ แต่เงาร่างของนางกำนัลคู่ใจก็ยังคงยืนลังเลอยู่ตรงนั้นคู่หนึ่ง
หลายสิบปีที่ถวายการรับใช้กันมา พระสนมกุ้ยเฟยมักจะฝันร้ายและสะดุ้งตื่นกลางดึกเป็ประจำ แม้จะดื่มยาจากหมอหลวงมากเท่าไหร่ อาการของนางก็ไม่ดีขึ้น ไม่มีสมุนไพรตัวใดช่วยให้นางนอนหลับสบายได้ ราวกับว่าฝันร้ายนั้นฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำจนยากจะลบเลือน
ฝู่ซินทำทีสะบัดผ้าห่มแล้วล้มตัวลงนอน หากแต่นางนอนไม่หลับ ได้แต่ลืมตาโพลงในความมืด พรุ่งนี้เช้าเซียวซีจะออกเดินทัพั้แ่ย่ำรุ่ง บางทีนี่อาจเป็สาเหตุให้จิตใจของนางว้าวุ่นจนกลับมาฝันร้ายถึงเื่เดิม ๆ อีกครั้ง หลังจากไม่ได้นึกถึงมันมาสักพักหนึ่งแล้ว
ฝันที่นางตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด กลิ่นคาวเืและเสียงกรีดร้อง ศพกองพะเนินและคบดาบที่มีเือาบยังชัดเจนแจ่มแจ้งในมโนสำนึก หรือนางจะยังโดน์ลงโทษไม่พอ บัดนี้บุตรชายเพียงคนเดียวที่นางเลี้ยงดูให้รอดชีวิตมาอย่างยากลำบากก็กำลังเข้าห้ำหั่นในสมรภูมิที่อาบไปด้วยเืไม่ต่างกัน
หลังจากนอนกระสับกระส่ายอยู่เกือบชั่วยาม นางตัดสินใจลุกจากเตียง ขอให้นางกำนัลเพียงคนเดียวแต่งกายมิดชิดแล้วตามนางไปที่ตำหนักของลูกชาย เวลานี้ไม่มีคนอยู่แล้ว นางน่าจะรู้ดีว่าเขาคงไม่ได้นอนและไปเตรียมทัพั้แ่เมื่อเย็น
“พระสนมเพคะ หากอยากจะส่งองค์ชาย อย่างไรเสียก่อนเดินทัพ ฝ่าาก็จะเสด็จไปเป็ขวัญกำลังใจอยู่ดี รอให้ถึงเวลานั้นก่อนไม่ดีกว่าหรือเพคะ”
“ข้ารอไม่ได้”
ลางสังหรณ์รบกวนจิตใจนางพิกล และนางกำนัลก็เข้าใจอาการกระวนกระวายนี้ ทุกครั้งที่องค์ชายหนุ่มจะเข้าสู่สนามรบ คนเป็มารดาย่อมอยู่ไม่ติดที่ ทั้งสองตัดสินใจลัดเลาะเลี่ยงเส้นทางตำหนักใหญ่ ผ่านหูตาของนายทหารไปทางด้านหลังวังซึ่งเป็จุดเคลื่อนพลของกองทัพในครั้งนี้
“ไปทูลองค์ชายเซียวซีว่าพระมารดาเสด็จมาหา” นางกำนัลกระซิบบอกทหารที่ยืนยามอยู่แถวนั้น
“พระมารดาองค์ชายหรือ” บุรุษหนุ่มร่างโตหันมาทำหน้าตื่นตะลึงแกมหงุดหงิดเข้าใส่
“บอกให้ไปก็ไปเถอะน่า หากเื่นี้เป็เื่เท็จ ข้าจะจัดการเอง”
“เอาอย่างนี้ก็ได้” ฝู่ซินเข้าขวางคนทั้งสอง “บอกมาว่าเขาอยู่ที่ใด ข้าจะเข้าไปหาเขาเอง”
“สตรีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปแจ้งท่านรองแม่ทัพเองว่าพระมารดาเสด็จมา”
ทั้งสองยืนกระสับกระส่ายรออยู่ตรงซุ้มประตู ความเคลื่อนไหวของเหล่าชายชาติทหารหนักแน่นราวกับจะถล่มแผ่นดินใต้เท้าให้แหลกละเอียด จังหวะก้าวเดิน เสียงะโพูดคุย เสียงอาวุธและยานพาหนะเคลื่อนผ่านไปมา ขณะที่ความสว่างของรุ่งอรุณกำลังจะมาเยือน แสงสีส้มทองแทงทะลุก้อนเมฆออกมาเป็ลำ
“ท่านแม่” เซียวซีปราดเข้ามาหาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย ด้านหลังมีเฉิงอี้อ๋องวิ่งตามมาติด ๆ “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงมาหาลูกในยามนี้”
“เซียวซีลูกแม่ ไม่มีเหตุร้ายแรงหรอก แม่เพียงแต่ร้อนใจและเป็ห่วงเ้า” นางจับมือสากระคายของเขาเอาไว้แน่น
“โถ ท่านแม่ ข้าได้ให้สัญญากับท่านไปแล้วว่าจะรีบกลับมา ท่านไม่เชื่อคำสัญญาของข้าหรือ”
“พระสนมกุ้ยเฟย ข้าและองค์ชายออกรบด้วยกันมามาก เรารู้ดีว่ามันอันตรายเพียงใด แต่พวกเราก็คอยดูแลกันอยู่ตลอด รวมถึงทหารทั้งกองทัพ ท่านอย่ากังวลไปเลย ข้าจะพาเขากลับมาอย่างปลอดภัย” เฉิงอี้เอ่ยแทรก
ดวงตาแดงช้ำของนางหันมองบุรุษที่เห็นมาั้แ่ยังน้อย น้ำเสียงหนักแน่นและดวงตาสีรัตติกาลของเขาทำให้นางรู้สึกเบาใจขึ้นมาเล็กน้อย แม้คนจะพูดกันว่าท่านอ๋องผู้นี้โหดร้าย แต่กลับมีใจห่วงหาอาทรบุตรชายของนางจนทั้งสองสามารถแลกชีวิตให้กันได้เลยทีเดียว
“เช่นนั้นก็ฝากท่านอ๋องด้วย”
“พระสนมกลับไปพักผ่อนเถอะ อีกไม่กี่วันพวกเราก็กลับมาแล้ว”
“ไปเถอะท่านแม่” เซียวซีแตะแขนมารดา นางยินยอมหมุนตัวกลับหลัง แต่ก่อนจะเดินจากไปก็ได้หยิบเอาสร้อยจากถุงผ้าปักที่พกเอาไว้คู่กับถุงหอมออกมา
“เก็บนี่ไว้ มันจะทำโชคดีมาให้เ้า”
เซียวซีกำของสิ่งนั้นเอาไว้ในมือแน่น เขาไม่เชื่อเื่โชคลาง เพราะข้างกายเขามีเฉิงอี้อยู่แล้ว แต่เพื่อความสบายใจของมารดา เขาก็รับปากว่าจะเก็บรักษาสร้อยเส้นนี้เอาไว้อย่างดี
ทั้งสองมองฝู่ซินเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ แสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังพื้นพิภพ หากแต่เงาของนางกลับหายไปในความมืด เฉิงอี้แตะแขนเซียวซีให้เดินกลับไปหาธุระที่ค้างคาคาราคาซัง
่สายของวันนั้น กองทัพขนาดใหญ่ได้พร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว ทั้งกองทหารม้า พลธนูและทหารราบ ล้วนแล้วแต่ยืนประจันหน้าอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของความเป็และความตายที่จะถูกพิพากษาในไม่ช้า
ตามธรรมเนียมก่อนการเดินทัพ ฮ่องเต้จะเสด็จมาเพื่อเป็ขวัญกำลังใจแก่ทหาร แม้จะไม่ได้นำทัพออกรบเพราะความโรยราของสังขารและไม่อาจทิ้งบัลลังก์ัไปได้ ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ที่ร่างขึ้นมาอย่างดีเพื่อปลุกใจทุกคน เซียวซีไม่ได้เห็นสิ่งใดมากไปกว่าชีวิตวัยเยาว์ของทหารชั้นประทวนบางนายที่อาจจะจบลงได้อย่างง่ายดาย ภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาทีที่ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน