เสี่ยวเอ้อเดินกลับเข้าไปข้างในครู่เดียวเขาก็เดินนำเฟิ่งหยูและหลุนยู่เฟยไปยังที่พักของเจ้าเมืองคนเก่า พวกเขาใช้เวลาเดินทางราว ๆสองชั่วโมงจึงเดินทางมาถึงยังกระท่อมเล็ก ๆ ที่อยู่ชายป่าเมื่อมาถึงพวกเขาพบกับชายวัยกลางคน นั่งอยู่บนเก้าอี้โยก
“ท่านเจ้าเมืองข้าพาคนมารักษาท่าน”
“เจ้าพาคนมารักษาข้าอีกแล้วหรือเสี่ยวจู เจ้าพาคนมารักษาข้าเสียเงินทองไปเยอะแล้ว ข้ารู้ตัวข้าดีอาการบาดเจ็บของข้าใช่ว่าใครก็สามารถรักษาได้เจ้าอย่าได้นำทรัพย์สินเงินทองของเจ้ามาสิ้นเปลืองกับคนอย่างข้าเลย”
“ท่านเจ้าเมืองท่านอย่าได้พูดแบบนั้นเลยชาวบ้านทุกคนยังรอให้ท่านกลับมาที่พวกเราไม่ยอมย้ายถิ่นฐานก็เพราะพวกเรายังรอความหวังว่าท่านจะสามารถกลับไปเอาชนะเจ้าเมืองคนใหม่ได้”
“ท่านเจ้าเมืองท่านไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษาพวกเราไม่คิดค่ารักษาจากท่านและผู้อาวุโสเสี่ยวจู พวกเราต้องการช่วยท่านจริงๆ”
“เฮ้ออ...ต้องขอบใจพวกเจ้าจริง ๆ แต่อาการบาดเจ็บของข้านั้น ข้ารู้ตัวของข้าดีเจ้าอย่าได้เสียเวลาเลย”
“ท่านเจ้าเมืองลองให้ข้าตรวจอาการของท่านดูก่อนหากรักษาไม่ได้ข้าน้อยก็จะไม่ฝืน”
“เอาละในเมื่อพวกเจ้าตั้งใจจะช่วยข้าจริงๆ คงต้องรบกวนพวกเจ้าแล้ว”
เฟิ่งหยูเดินเข้าไปใกล้ๆ กับเจ้าเมืองพร้อมกับจับชีพจรของเจ้าเมืองเฟิ่งหยูแผ่จิตสัมผัสของเขาสำรวจร่างกายของเจ้าเมืองในทันทีอาการบาดเจ็บของเจ้าเมืองนั้นเกิดขึ้นจากพิษหาได้เป็นอาการบาดเจ็บภายในแต่อย่างใด ซึ่งพิษชนิดนี้คงไม่ได้เกิดจากการประลองอย่างแน่นอนเพราะพิษชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายได้เพียงทางเดียวคือการกินเท่านั้น
“ท่านเจ้าเมืองท่านรู้สาเหตุมาโดยตลอด แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือของใคร” เฟิ่งหยูเอ่ยถาม
“ใช่ข้ารู้สาเหตุมาโดยตลอดและคนที่ทำให้ข้าเป็นเช่นนี้หาใช่ใครอื่นไม่ นอกจากคนของสภาเมืองพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าเมืองคนใหม่ลอบทำร้ายข้าก่อนการประลอง ข้าเองก็พยายามหาวิธีกำจัดพิษชนิดนี้มาหลายวิธีแล้วแต่ก็ไม่สามารถกำจัดมันออกไปได้ ใช่ว่าข้าจะไม่ห่วงชาวบ้านตาดำ ๆทั้งหลายแต่หลายปีมานี้ไม่ว่าข้าจะใช้วิธีการใดก็ไม่สามารถถอนพิษชนิดนี้ได้”เจ้าเมืองตอบด้วยเสียงเศร้าๆ
“ท่านเจ้าเมืองท่านถูกพิษเช่นนั้นหรือ?”เสี่ยวจูถึงกับตกใจเมื่อทราบความจริง
“ข้าจะช่วยท่านถอนพิษและช่วยให้ท่านกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่งแต่ท่านต้องสัญญากับข้าเรื่องหนึ่งว่าพวกท่านทั้งสองจะไม่บอกเรื่องนี้ให้ใครรู้หากพวกท่านรับปากข้าจะรักษาท่านให้หายเป็นปกติและระดับพลังของท่านเองยังจะสามารถก้าวไปสู่ระดับมหาเทพได้อีกด้วย”
“เจ้า เจ้าพูดจริง ๆเช่นนั้นหรือ? หากที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริงพวกเราสัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องนี้ให้ใครรับทราบแม้แต่คนเดียว”
“เช่นนั้นก็ดีเมื่อข้าช่วยท่านแล้ว พวกเราเองก็จะจากไปจากที่นี่ที่เหลือก็แล้วแต่วาสนาของพวกท่าน ข้าเองไม่อยากยุ่งเรื่องของพวกท่าน”
เฟิ่งหยูนำโอสถถอนพิษออกมาสองเม็ดมอบให้กับเจ้าเมือง
“ท่านเจ้าเมืองเมื่อท่านทานโอสถถอนพิษนี้เสร็จแล้วเมื่อพิษถูกกำจัดออกจนหมดสิ้น วันพรุ่งนี้ท่านค่อยทานโอสถอีกเม็ดหนึ่ง โอสถเม็ดนี้จะทำให้พลังของท่านฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและมันยังทำให้ท่านก้าวข้ามระดับพระเจ้าขึ้นไปสู่ระดับมหาเทพได้อย่างแน่นอน”
เจ้าเมืองไม่รอช้าเขารีบโยนโอสถเม็ดแรกเข้าปากในทันทีเมื่อโอสถละลายไหลผ่านลงคอของเจ้าเมือง เขารู้สึกเหมือนไฟแผดเผาร่างกายไปทุกส่วนร่างกายของเจ้าเมืองแดงก่ำเพียงไม่นานพิษถูกขับออกมาทางรูขุมขนของเจ้าเมืองส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งไปทั่ว
หลังจากนั้นสามชั่วโมงพิษทั้งหมดถูกขับออกมาจนหมด เจ้าเมืองจึงเดินออกไปชำระล้างร่างกายของเขาจนกระทั่งยามเช้าตรูเจ้าเมืองจึงนำโอสถอีกเม็ดออกมาพร้อมกับทานมันเข้าไปอย่างไม่ลังเลเมื่อโอสถออกฤทธิ์พลันทำให้พลังปราณของเจ้าเมืองพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว
ระดับพลังของเจ้าเมืองเลื่อนระดับอย่างไม่หยุดอาการบาดเจ็บทั้งหมดหายสนิท ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดทั้ง ๆที่เป็นตอนเช้าที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น เมฆดำพลันลอยเหนือท้องฟ้าเมืองหมิงเว่ยเพียงไม่นานสายฟ้าฟาดมายังร่างของเจ้าเมืองเสี่ยวจูที่กำลังพักผ่อนอยู่อีกห้องถึงกับสะดุ้งตกใจรีบออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
สายฟ้าฟาดไปยังร่างของเจ้าเมืองนานกว่ายี่สิบนาทีจึงสงบลงเสี่ยวจูรีบวิ่งเข้าไปดูท่านเจ้าเมืองในทันที เมื่อเขาเข้าไปในห้องพบว่าเจ้าเมืองยังอยู่ดี ไม่มีรอยแผลใด ๆ ทั้งสิ้นยกเว้นเสื้อผ้าที่ถูกสายฟ้าฟาดจนไหม้เกรียมเท่านั้น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสี่ยวจูครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้าแล้วที่เจ้าพาเจ้าหนุ่มพวกนั้นมารักษาข้า ว่าแต่พวกเขาไปไหนแล้วละ”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันดูเหมือนว่าพวกเขาจะจากไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วท่านเจ้าเมืองพลังของท่านพื้นคืนกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้วไม่เพียงแต่จะถอนพิษทั้งหมดได้เท่านั้น พลังของข้ายังพึ่งจะทะลวงขั้นมหาเทพอย่างที่เจ้าหนุ่มคนนั้นบอกจริงๆ ว่าแต่เจ้าหนุ่มพวกนั้นชื่ออะไร เสี่ยวจูท่านไปรู้จักพวกเขาที่ไหนเช่นนั้นหรือ?”
“เรื่องนั้นข้าน้อยเองก็จนใจข้าน้อยลืมถามชื่อของพวกเขาไป ข้าน้อยมัวแต่ดีใจที่พวกเขาบอกว่าจะรักษาท่านเลยไม่ได้ถามไถ่ชื่อแซ่ของเขา เพราะข้าน้อยเจอเขาที่โรงเตี้ยมของหลานสาวข้าขอรับ”
“พวกเขาคงตั้งใจมาช่วยเราจริงๆ และไม่อยากให้เราเผยแพร่เรื่องราวของพวกเขาเลยไม่ยอมบอกแม้แต่ชื่อแซ่ยังไงก็แล้วแต่พวกเขาก็เป็นผู้มีพระคุณของพวกเราเจ้าเองก็อย่าได้พูดเรื่องของเขาออกไปให้ใครได้รับรู้เด็ดขาด”
“ขอรับท่านเจ้าเมือง”
“เอาหละตอนนี้พวกเรากลับไปเอาตำแหน่งของข้ากลับคืนมาได้แล้วคราวนี้ข้าไม่มีวันพ่ายแพ้ให้กับพวกมันเป็นอันขาด”
เจ้าเมืองมุ่งหน้าไปทางตัวเมืองในทันทีส่วนทางด้านเฟิ่งหยูและหลุนยู่เฟย ยังคงอยู่ห่าง ๆ แอบสังเกตดูพวกเขายังคงไม่ไว้ใจเกรงว่าเจ้าเมืองคนใหม่จะใช้วิธีสกปรกอีกพวกเขาจึงแอบดูอยู่ห่าง ๆ
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำเช่นนี้เจ้าทำแบบนี้แล้วเจ้าได้อะไร ข้าไม่เข้าใจทำไมเจ้าไม่ออกหน้าช่วยเหลือให้พวกเขาได้รู้ไปเลยเสียหละ”
“เจ้าไม่เข้าใจหรอกข้าอยากอยู่อย่างสงบ ๆ ไม่อยากที่จะมีชื่อเสียงจอมปลอมพวกนั้นพวกเราเป็นแบบนี้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนโดยไม่มีคนสนใจดีกว่าที่พวกเราไปไหนมาไหนแล้วมีแต่คนมองหรือว่าเจ้าชอบแบบนั้น อีกอย่างพวกเราเองก็ได้ช่วยเหลือชาวบ้านทางอ้อมไปด้วยข้าคิดว่าเจ้าเมืองคนนี้น่าจะเป็นคนที่ไว้ใจได้เลยทีเดียว ยอมทนกับพิษมานานนับปีโดยไม่ยอมบอกให้ใครรับรู้เกรงว่าคนที่รู้จะลำบากใจ”
“ก็จริงของเจ้าว่าถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็ไม่ต่างอะไรกับพวกเราถูกจับตามองตลอดเวลาข้าขออยู่แบบไร้ชื่อเสียงแบบนี้คงดีกว่า เอาหละพวกเราตามเจ้าเมืองไปกันเถอะข้าเองก็อยากรู้ว่าเจ้าเมืองคนใหม่เป็นคนเช่นไรทำไมถึงได้ทำกับชาวเมืองได้ถึงขนาดนี้”
เฟิ่งหยูนำเรือเล็กของเขาติดตั้งค่ายกลลวงตาพร้อมกับเดินทางติดตามเจ้าเมืองคนเก่าไปห่าง ๆเจ้าเมืองคนเก่าทะยานอยู่เหนือเมืองหมิงเว่ย พร้อมกับตะโกนด้วยเสียงอันดัง
“ซางเจ๋อข้าหวู่เซียนหวังขอท้าประลองเจ้าในฐานะเจ้าเมืองคนเก่าข้ามีสิทธิ์ที่จะท้าประลองเจ้าเพื่อกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมของข้า”
เสียงประกาศท้าประลองของเจ้าเมืองคนเก่าอย่างหวู่เซียนหวังดังไปทั่วทั้งเมืองหมิงเว่ยชาวเมืองต่างโห่ร้องด้วยความดีใจส่วนทางด้านในเมืองหมิงเว่ยกลับตรงกันข้ามพวกเขาต่างพากันตื่นตกใจกับการกระทำของเจ้าเมืองคนเก่าโดยเฉพาะคนจากสภาเมือง
ซางเจ๋อเจ้าเมืองคนใหม่รีบออกมาในทันที
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าเจ้าหดหัวอยู่ตั้งเจ็ดปีพึ่งจะมาขอท้าประลองกับข้าในวันนี้วันนี้หากข้าไม่สังหารเจ้าข้าเองก็คงนอนไม่หลับเช่นกัน”เจ้าเมืองคนใหม่ซางเจ๋อเอ่ยขึ้นมา
“คนเช่นเจ้าไม่สมควรเป็นเจ้าเมืองพวกเจ้าถือเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจชีวิตความเป็นอยู่ของพวกชาวบ้านไม่สมควรที่จะอยู่ในเมืองหมิงเว่ยแห่งนี้”
“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะอย่าพึ่งไปห่วงชาวบ้านเลย ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าคนที่มาตอแยกับข้าซางเจ๋อจุดจบจะเป็นเช่นไร”
พูดจบซางเจ๋อพลันระเบิดพลังปราณระดับพระเจ้าของเขาออกมาในทันที
“ฝีมือระดับพระเจ้าข้าจะสังหารพระเจ้าของพวกเจ้าให้ดูเจ้าพวกสภาเมืองพวกเจ้าเตรียมล้างคอไว้เลย ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้เช่นกัน”
พูดจบหวู่เซียนหวังก็ระเบิดพลังปราณระดับมหาเทพออกมาทันทีพร้อมกับพุ่งทะยานเข้าหาซางเจ๋อในทันทีซางเจ๋อเห็นเช่นนั้นเขารีบส่งสัญญาณให้กองกำลังที่ซุ่มโจมตีอยู่ออกมาในทันทีกองกำลังของซางเจ๋อส่วนใหญ่แล้วอยู่ในระดับพระเจ้าทั้งสิ้น พวกเขามีจำนวนมากกว่าสามสิบคน
เฟิ่งหยูเห็นดังนั้นเขานำธนูออกจากวิหารสุริยันจันทราในทันทีเขาหลอมรวมพลังเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์กับธนูระดับตำนานในทันที ธนูนั้นกลายเป็นธนูเพลิงไปในพริบตาเฟิ่งหยูสร้างลูกธนูจากปราณฟ้าดิน หลอมรวมเข้ากับเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์
ลูกธนูที่เฟิ่งหยูสร้างขึ้นครั้งละสามดอกเข้าง้างธนูและปล่อยศรเพลิงทั้งสามออกไปพร้อมกัน
ฟิ่ว.....
ฉุบ!.. ฉุบ!.. ฉุบ!..
กองกำลังของซางเจ๋อถูกลูกธนูยิงเข้าไปสามคน
อ้ากก!!!..... เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังไปทั่ว กองกำลังกว่าสามสิบนายรีบมองหาต้นตอที่ทำให้สามคนนั้นบาดเจ็บในทันทีแต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหันไปมอง ลูกธนูชุดที่สอง ชุดที่สามก็ตามมา เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วบริเวณพร้อมๆ กับร่างที่ถูกเผาไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน