กลิ่นสมุนไพรเป็สิ่งแรกที่หลินเหมยรับรู้เมื่อได้สติ จากนั้นความปวดที่ศีรษะก็แล่นปราดขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า
นางยกมือขึ้นแตะตามสัญชาตญาณ ปลายนิ้วััผ้าพันแผลที่ชื้นกลิ่นยาอยู่เล็กน้อย
นี่ไม่ใช่ห้องของนาง
หลินเหมยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง ห้องกว้างขวางถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนทำจากไม้เนื้อดี ไออุ่นจากเตาหลอมโอสถที่ตั้งอยู่มุมห้องลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ
ความทรงจำสุดท้ายผุดขึ้นมาในหัว
ลมพายุ
ต้นเซียนเยว่
กิ่งไม้บ้านั่น
แล้วก็…วงแขนของใครบางคน
ตลอดสามวันที่ผ่านมา เยี่ยอู๋ฉีไม่เคยมาปรากฏตัวให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ไม่ว่าจะเป็ยา อาหาร หรือคนรับใช้ที่เดินเข้าออกห้องนี้ ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นและจบลงด้วยประโยคเดียว
“เป็คำสั่งของท่านจอมมาร”
จนหลินเหมยเริ่มสงสัยว่า ต่อให้ตนจามสักครั้ง อีกฝ่ายก็คงรับรู้ได้ในไม่ช้า
บ่ายของวันที่สี่ ประตูถูกเลื่อนเปิดออกอย่างแ่เบา ผู้มาเยือนคือยายเฒ่าเมิ่งฝาน นางถือถ้วยยากระเบื้องเคลือบใบเดิมเข้ามา ควันสีขาวที่ลอยกรุ่นขึ้นมานั้นนำพากลิ่นขมเฝื่อนที่คุ้นเคยมาด้วย
"ถึงเวลาดื่มยาแล้ว" เสียงของนางแหบตามวัย แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
หลินเหมยมองของเหลวสีคล้ำในถ้วยแล้วถอนหายใจยาว นางพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ยื่นมือออกไปรับอย่างว่าง่าย ความเจ็บที่ศีรษะทุเลาลงมากแล้ว เหลือเพียงอาการมึนงงเล็กน้อยเท่านั้น
"ข้าดีขึ้นมากแล้ว ไม่จำเป็ต้องดื่มยาขมๆ นี่อีกแล้วกระมัง" นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย
ยายเฒ่าเมิ่งฝานส่ายหน้าช้าๆ "าแภายนอกหายง่าย แต่แผลจากต้นเซียนเย่ว์กระทบกระเทือนถึงภายในต้องใช้เวลา ท่านจอมมารกำชับให้ข้าดูแลเ้าจนกว่าจะหายดีอย่างสมบูรณ์"
คำว่า 'ท่านจอมมาร' ที่หลุดจากปากของผู้าุโทำให้หลินเหมยชะงักไปเล็กน้อย นางก้มหน้าลงมองยาในถ้วย ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก
จับข้ามาขัง
แล้วก็รักษาข้า
จะให้ข้าเกลียดหรือขอบคุณกันแน่
นางยกถ้วยยาขึ้นจรดริมฝีปาก กลั้นใจดื่มรวดเดียวจนหมด ความขมปร่าแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปากจนนางต้องขมวดคิ้ว ยายเฒ่าเมิ่งฝานยื่นผลไม้เคลือบน้ำตาลส่งให้คำหนึ่งเพื่อดับรสขม
"พักผ่อนเถอะ อีกสองวันก็น่าจะกลับไปพักที่ห้องของเ้าได้แล้ว" นางกล่าวพลางเก็บถ้วยยาแล้วเดินจากไป ทิ้งให้หลินเหมยอยู่กับรสขมในปากและความเงียบงันตามลำพัง
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังขึ้นหน้าประตู ก่อนที่อู๋ซือจะโผล่หน้าเข้ามาอย่างล่อกแล่ก เขามองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าในห้องไม่มีใครอื่นจึงรีบก้าวเข้ามาข้างเตียง
"ศิษย์พี่หลิน" เขากระซิบเสียงเบา ในมือถือม้วนกระดาษเล็กๆ ที่ปราศจากตราประทับใดๆ "เมื่อครู่ตอนข้าไปเอาของที่ประตูวัง มีคนฝากนี่มาให้ท่าน บอกว่าสำคัญมาก"
หลินเหมยรับม้วนกระดาษมาด้วยความฉงน มันเป็เพียงกระดาษธรรมดาที่ไร้การตกแต่งใดๆ "ใครเป็คนให้มา"
"ข้าไม่รู้จักหน้าตา แต่เขาแต่งกายเหมือนพ่อค้า บอกแค่ว่ามีคนวานมาอีกทอดหนึ่ง” อู๋ซือเกาศีรษะแกรกๆ
“เ้ารับของจากคนแปลกหน้ามาให้ข้าโดยไม่ถามอะไรเลยหรือ”
“เอ่อ…”
“โชคดีที่เป็จดหมาย ถ้าเป็ยาพิษป่านนี้ข้าคงต้องไปเกิดใหม่แล้ว”
อู่ซือยิ้มแห้งๆ
“ข้าไปก่อนนะขอรับ ถ้ามีคนเห็นว่าข้าแอบเข้ามาอีก มีหวังโดนทำโทษแน่” พูดจบเขาก็รีบหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง หลินเหมยจ้องมองม้วนกระดาษในมือ หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาเล็กน้อย ใครกันที่จะส่งสาส์นลับมาให้นางในสถานที่เช่นนี้ นางค่อยๆ คลี่ม้วนกระดาษออกอย่างระมัดระวัง
ภายในมีเพียงตัวอักษรไม่กี่ตัวที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ทว่าทรงพลัง
'คลังสรรพาวุธทิศอุดร ยามจื่อ พบกัน'
ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม เป็เพียงการนัดหมายที่กระชับและท้าทาย หลินเหมยกำกระดาษในมือแน่น สมองเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว
พวกหอศิลากงเล็บอสูรมาทวงหนี้? ข้าจะไปดีไหม? แต่หลังจากโดนท่านจอมมารอัดเสียน่วม พวกมันยังจะกล้ามาที่นี่อีกหรือ หลินเหมยส่ายหน้า ก้มมองกระดาษอีกรอบ
ลายมือนี้…
เหมือนนางเคยเห็นที่ใดมาก่อน
ความรู้สึกคุ้นเคยแปลกประหลาดผุดขึ้นมาในใจ
แต่ไม่ว่าจะพยายามค้นความทรงจำเพียงใด นางก็นึกไม่ออกว่าเป็ของผู้ใด