สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 228 อย่าถูกตัวข้า

        อันเจิงไม่ได้ออกจากสำนักวรยุทธ์ชางเป็นเวลาสองวันถึงแม้ตอนนี้สำนักวรยุทธ์ชางจะมีคนน้อยมากกว่าเดิมแต่ฮวาถางถางและฉางฮวันก็น่าเป็นห่วงมาก ต่อให้จะมีเพียงคนเดียวเข้ามาสมัคร อย่างไรพวกเขาก็ต้องรับเข้าตามธรรมเนียม

 

        ชวีหลิวซีก็ไม่ได้จากไปไหนนางเฝ้าดูอาการของฮวาถางถางและฉางฮวันตลอด พวกเขาทั้งสองบาดเจ็บสาหัสโดยเฉพาะฉางฮวัน ขณะที่สู้กับมารลำดับที่สิบเก้า หากไม่ใช่เพราะฉางฮวันมาบังฮวาถางถางไว้ละก็ตอนนี้ฮวาถางถางอาจตายไปแล้ว ความแข็งแกร่งของมารลำดับที่สิบเก้าน่ากลัวมากถึงแม้อันเจิงจะไม่รู้แน่ชัดถึงระดับพลังที่อาจารย์ทั้งสามท่านนี้มีแต่การจะได้รับหน้าที่คุ้มกัน อย่างน้อยฮวาถางถางและซ่งเฉาเซิงก็ต้องมีพลังในขอบเขตกิเลสมารแน่นอนส่วนตัวฉางฮวัน เป็นไปได้ว่าเขาอาจแข็งแกร่งกว่าฮวาถางถางและซ่งเฉาเซิงอยู่บ้าง

 

        ผู้ที่มีพลังในขอบเขตกิเลสมารถึงสามคนยังไม่อาจต้านทานพลังจากมารลำดับที่สิบเก้าได้ฉะนั้นอันเจิงเดาว่า การที่มารลำดับที่สิบเก้าสู้กับนักพรตกานหยวนแล้วถูกผนึกมานานหลายร้อยปีคาดว่าอย่างน้อยนักพรตผู้นั้นต้องมีพลังระดับจุลภาคแน่นอน

 

        มาร?

 

        อันเจิงนั่งเหม่อลอยอยู่ที่หน้าต่าง มารคืออะไร? เป็นมารของจริงหรือเป็นเพียงคนที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก?

 

        ไม่รู้เพราะอะไร จู่ ๆอันเจิงก็อยากกลับไปที่เทือกเขาชางหมานอีกครั้ง เพราะเขามักจะรู้สึกว่าซากศพนั้นแปลกประหลาดคาดว่าต้องมีความเกี่ยวข้องกับมารอย่างแน่นอน ยังมีเฉินเซ่าป๋ายอีกคน...ครั้งก่อนอันเจิงก็อยากถามเฉินเซ่าป๋ายแต่ทว่าเฉินเซ่าป๋ายกลับบ่ายเบี่ยง อีกทั้งเลี่ยงไม่ยอมตอบคำถามสำหรับเฉินเซ่าป๋าย อันเจิงไม่มีทางหาตัวเขาได้เลยแต่เขากลับมาหาอันเจิงได้เสมอและง่ายดาย

 

        ต่อให้อันเจิงจะนั่งอยู่ในห้องน้ำ เฉินเซ่าป๋ายก็อาจจะยื่นกระดาษชำระมาให้เขาอย่างเงียบๆ เลยด้วยซ้ำ

 

        อันเฉิงเดาไว้ไม่ผิดถึงแม้อันเจิงจะฆ่าขันทีในตำหนักจิงเซี่ยวด้วยความโกรธแต่ตำหนักจิงเซี่ยวก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เลยสักนิด ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ไทเฮาทรงคิดหนักก็คือขุนนางในราชสำนักและอาจไม่ใช่ราชามู่ฉางเยียนด้วยซ้ำ ทรงหลอกใช้การลอบฆ่าของตระกูลเกาเพื่อบีบให้ฝ่ายตรงข้ามหงายไพ่ที่ถืออยู่ทั้งหมดเริ่มแรกก็คือราชามู่ฉางเยียนที่เผยอำนาจออกมาก่อน จากนั้นก็บีบให้ขุนนางเผยตัวตน อีกอย่างก็คือกำจัดหลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานที่เป็นคนของแคว้นจ้าว

 

        หรืออาจเพราะความแค้นที่ซูไทเฮาทรงมีต่อแผ่นดินเกิดตัวเองมากกว่าแคว้นเยี่ยนหลายเท่าสำหรับพระนางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นราชามู่ฉางเยียนหรือขุนนางในแผ่นดินเยี่ยนก็เป็นเพียงคู่ต่อสู้เท่านั้นส่วนศัตรูที่แท้จริงก็คือแคว้นจ้าวต่างหาก

 

        จิตใจคนคนหนึ่งจะร้ายได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ตอนที่อันเจิงเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการเขาก็เจอเรื่องพวกนี้มามากพอแล้ว แต่คนอย่างซูไทเฮา ยังถือว่าอันเจิงไม่เจอบ่อยนัก

 

        อันเจิงเคยเจอคนสองประเภทที่มีความคิดน่ากลัวมากประเภทแรกก็คือคนที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี อีกประเภทก็คือคนที่ในความคิดมีแต่ความแค้น

 

        ตอนที่อันเจิงยังเป็นผู้ช่วยตำแหน่งเล็กๆ ในกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซี เขาเคยสืบคดีหนึ่งในชุมชนในป่าลึกมีฮูหยินอายุมากคนหนึ่งหายตัวไป คนในหมู่บ้านและคนในครอบครัวไม่มีใครหาเจอส่วนอันเจิงก็กำลังเดินทางกลับจากการทำคดีอื่นแล้วผ่านหมู่บ้านนั้นพอดี เขาจึงเข้าช่วยไขคดีนี้

 

        คดีนั้น...ทุกวันนี้ยังคงอยู่ในสมองอันเจิงไม่จางหาย

 

        ฮูหยินสูงอายุถูกฆ่าตายคนที่ฆ่านางก็คือลูกสะใภ้ของนางเอง ตอนนั้นพวกนางทั้งสองมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ลูกสะใภ้จึงใช้เชือกรัดคอฮูหยินจนตาย ตอนนั้นบุตรชายและสามีฮูหยินกำลังเข้าป่าล่าสัตว์อย่างน้อยเจ็ดแปดวันถึงจะกลับมา ลูกสะใภ้จึงนำศพฮูหยินไปต้มกินสามีและพ่อสามีจากไปเป็นเวลากี่วัน นางก็ใช้เวลาเหล่านั้นกินศพแม่สามีจนหมด

 

        ต่อมาอันเจิงถามว่า นางไม่รู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้ผิดหรือ? ลูกสะใภ้คนนั้นตอบกลับด้วยสีหน้าที่นิ่งจนน่าขนลุก

 

        “อะไรเรียกว่าทำผิด? ข้าไม่รู้ข้ารู้แค่ว่านางทำให้ข้าโมโห เมื่อไม่เห็นนาง ข้าถึงจะรู้สึกสบายใจขึ้น”

 

        “แล้วทำไมเจ้าถึงกินศพนาง?”

 

        “เพราะข้าหิวน่ะสิ พวกเขาเข้าป่าตั้งเจ็ดแปดวันเดิมทีในบ้านก็ไม่มีอะไรจะกินอยู่แล้ว แล้วนางก็ตายพอดี ในเมื่อตายแล้วก็ไม่ควรเสียเปล่านั่นล้วนเป็นเนื้อทั้งนั้นเลยนะ ไม่เพียงแค่ข้าคนเดียวที่กิน สุนัขในบ้านข้าก็กินเหมือนกันข้ากินเนื้อ สุนัขกินกระดูก หากไม่มีนาง ไม่แน่ว่าเราอาจต้องทนหิวไปอีกหลายวันก็ได้”

 

        ทั้งหมดนี้พูดขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบราวกับไม่มีความเสียใจหรือรู้สึกผิดเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นเหมือนไม่มีความรู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ

 

        นี่ก็คือการไม่รู้ผิดชอบชั่วดี

 

        ส่วนไทเฮา นั่นคือคนที่มีความคิดจมอยู่กับความโกรธแค้นตอนที่นางอายุน้อยก็เริ่มมีนิสัยน่ากลัวแล้ว ทั้งเห็นแก่ตัวและชั่วร้ายของที่นางอยากได้ต้องมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ครอบครอง ต่อให้จะเป็นของคนอื่นนางก็ต้องแย่งมาเป็นของตัวเอง สำหรับพี่น้องที่ได้ความรักจากบิดามารดานางก็มองว่าเป็นศัตรู สุดท้าย ราชาและฮองเฮาแห่งแคว้นจ้าวก็ส่งนางมาแคว้นเยี่ยน ฉะนั้นบิดามารดาจึงเป็นศัตรูที่นางเกลียดมากที่สุด

 

        ความเกลียดชังนี้ทำให้ไทเฮาอยากทำลายแคว้นจ้าวให้สิ้นซาก และทำลายตระกูลซูซะ

 

        คนสองประเภทนี้น่ากลัวเหมือนกันก่อนผู้กระทำความผิดจะทำเรื่องอะไร เขาอาจไม่มีเจตนาร้ายมาก่อนเลยด้วยซ้ำฉะนั้นการกระทำความชั่วที่ตามมาก็ร้ายจนไม่อาจเปรียบได้อันเจิงยังจำได้ว่ามีชนเผ่าหนึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำทางใต้ของจักรวรรดิต้าซี ที่นั่นก็เคยมีคดีที่คล้ายเรื่องนี้เช่นกันตอนนั้นอันเจิงไปเพื่อศึกษาวิธีการบางอย่างของชนเผ่านี้ นั่นก็คือวิธีปลุกให้ศพฟื้นคืนชีพแต่สุดท้ายอันเจิงก็ไม่ได้ศึกษาวิธีการนั้น เพราะนี่เป็นวิชาที่สืบทอดให้เฉพาะชนเผ่าเดียวกันเท่านั้น

 

        แต่อันเจิงได้ยินเรื่องเล่าบางอย่างจากชนเผ่าที่อาศัยในถ้ำนี้...มีหนอนตำราจากจักรวรรดิต้าซีท่านหนึ่งเมื่อสมัยยังหนุ่ม เขาท่องเที่ยวมาถึงถ้ำที่ชนเผ่านี้อาศัยอยู่เพราะชื่นชอบบรรยากาศที่นี่จึงอาศัยอยู่เป็นเวลานานถึงสี่สิบปีเขามีเพื่อนเป็นคนในชนเผ่านี้ พวกเขาทั้งสองอยู่เคียงข้างกันตลอดและมีความสัมพันธ์ที่ดีจนไม่อาจเปรียบได้เมื่อหนอนตำราท่านนี้อายุเจ็ดสิบปี เขาจึงคิดว่าตัวเองอยู่ที่นี่มานานแล้วและคงต้องกลับบ้านเกิดของตัวเองเสียทีฉะนั้นจึงกล่าวอำลากับเพื่อนรักแล้วบอกว่า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องกลับบ้านตัวเองให้ได้

 

        เพื่อนรักของเขาทำกับข้าวด้วยตนเองจากนั้นก็เชิญเขามากินข้าว หลังจากดื่มเหล้าแล้วเพื่อนเขาก็พูดขึ้น“เจ้ากับข้าเป็นเพื่อนกันมานานขนาดนี้ ในเมื่อเจ้าจะไปแล้วข้าอยากเก็บของบางอย่างของเจ้าไว้เพื่อเป็นความทรงจำระหว่างเรา”

 

        หนอนตำราพูดขึ้น“พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาก ไม่ว่าเจ้าอยากได้อะไรเพียงแค่พูดข้าก็จะให้ทั้งนั้น”

 

        เพื่อนของเขายื่นมีดออกไปแทงคอของหนอนตำราพลางพูดพึมพำกับตัวเองว่าจะเก็บหัวเขาไว้เป็นเพื่อน จากนั้นเขาก็ส่งร่างหนอนตำราท่านนั้นกลับจักรวรรดิต้าซีจริงๆ และเก็บเฉพาะส่วนหัวเอาไว้ เมื่อฟ้าสว่างก็แบกหัวเพื่อนไปด้วยทุกที่พอตกดึกก็วางไว้ข้างตัวนอนด้วยกัน

 

        ในหัวอันเจิงคิดไปเรื่อยตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ สมองของอันเจิงไม่เคยหยุดนิ่งเลยสักวินาทีคนอย่างซูไทเฮาเห็นแก่ตัวและทำร้ายคนมามาก หากเป็นไปได้ละก็ อันเจิงอยากฆ่านางเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย

 

        แต่อันเจิงทำเช่นนั้นไม่ได้ตำหนักจิงเซี่ยวมียอดฝีมือเต็มไปหมด อีกทั้งวันนั้นที่ท้องพระโรงตำหนักวิหารสวรรค์ตอนที่นางใช้มีดฆ่าซูโจ้ง วิธีการสังหารไม่ธรรมดาเลย การควบคุมมีดและพลังที่พุ่งออกมาก็มากนักมันทำให้เห็นว่านางมีพลังวัตรที่ไม่ธรรมดา

 

        หนึ่งในความลึกลับของแคว้นเยี่ยนอาจเป็นระดับพลังวัตรที่ซูไทเฮามีส่วนสิ่งที่ทำให้ทุกคนสับสนและไม่เข้าใจคือ ทำไมซูไทเฮาถึงไม่ฆ่ามู่ฉางเยียน

 

        อันเจิงมองไปยังนอกหน้าต่าง แต่ในสายตากลับไม่เห็นอะไรตรงหน้าเลยในสมองเขาฉายภาพความทรงจำออกมาอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็เป็นเหตุการณ์ตอนที่เขาเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีบางครั้งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในแคว้นเยี่ยน และบางครั้งก็เป็นเรื่องในโลกมายาทุกเรื่องเป็นเพียงฉากสั้น ๆ จนกระทั่งใบหน้าของกู่เชียนเยว่ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าเขาตอนนั้นเขาถึงหลุดออกมาจากห้วงความทรงจำ

 

       กู่เชียนเยว่ถือใบไม้ส่ายไปส่ายมาตรงหน้าอันเจิง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งอันเจิงถึงเพิ่งจะได้สติขึ้นมา

 

        “ข้านึกว่าเจ้าบ้าไปแล้ว”

 

        กู่เชียนเยว่กระโดดขึ้นไปนั่งบนหน้าต่างนางหันหลังให้อันเจิง เอวที่เล็กและผอมบางช่างงดงามเหลือเกินส่วนบั้นท้ายก็ดูกลมโต เรือนร่างของนางช่างดูงดงามอย่างไม่มีที่ติ

 

        อันเจิงยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร

 

        กู่เชียนเยว่พูดขึ้น “ดีนะนี่ที่เป็นข้า...หากเป็นคนร้ายเข้ามาละก็ไม่แน่เจ้าอาจถูกหักคอตายไปแล้ว”

 

        อันเจิงยักไหล่“ถึงแม้จะไม่เห็นว่าเจ้าเข้ามา แต่จมูกข้าก็ได้กลิ่นเจ้าอยู่ดี”

 

        กู่เชียนเยว่หน้าแดงขึ้นเล็กน้อยในใจคิดว่าโชคดีที่หันหลังให้เจ้าหมอนี่อยู่ ไม่อย่างนั้นเขาต้องเห็นตัวเองหน้าแดงแน่ๆ

 

        “เจ้าคุ้นเคยกลิ่นของข้ารึ?” นางถามขึ้นโดยสัญชาตญาณ

 

        อันเจิงพยักหน้า “คุ้นเคยสิ กลิ่นของเจ้าชวีหลิวซี ตู้โซ่วโซ่ว ชวีเฟิงจื่อ ผู้เฒ่าฮั่วและเสี่ยวชีเต้า ข้าคุ้นเคยกลิ่นของพวกเจ้าทุกคน”

 

        กู่เชียนเยว่เบิกตาโตทันที “อย่างนั้นกลิ่นของข้าเป็นกลิ่นอย่างไร?”

 

        อันเจิงมองไปยังดอกไม้ด้านนอกจากนั้นก็โบกมือ ดอกไม้ดอกหนึ่งลอยมาอยู่ตรงหน้ากู่เชียนเยว่ “ไม่ต่างจากกลิ่นนี้มากเท่าไหร่”

 

        กู่เชียนเยว่รับดอกไม้ไว้แล้วใบหน้าก็แดงมากขึ้นเรื่อย ๆ “น่าเกลียด!”

 

        อันเจิงชะงักไป “เพราะอะไรถึงน่าเกลียด?”

 

        “เจ้าจะสนใจทำไมข้าบอกว่าน่าเกลียดก็คือน่าเกลียด”

 

        นางเก็บดอกไม้เอาไว้ในใจคิดว่าเจ้าหมอนี่มอบของขวัญให้หรือนี่ ดอกไม้ที่ไม่ได้เด็ดมาง่าย ๆ เมื่อเขาให้แล้วนางก็รู้สึกชอบมันมากจากนั้นในสมองก็นึกถึงกลอนรักบทหนึ่ง แล้วจู่ ๆ ใบหน้านางก็แดงขึ้นอีกครั้ง

 

        “เจ้ามันเป็นพวกโรคจิตที่น่าเกลียด!”กู่เชียนเยว่ด่าทออันเจิง จากนั้นก็กระโดดลงจากหน้าต่าง

 

        อันเจิงชะงักไป“ข้าไปเป็นพวกโรคจิตที่น่าเกลียดตั้งแต่เมื่อไหร่...”

 

       อันเจิงยังไม่เข้าใจความหมายที่กู่เชียนเยว่พูด ทันใดนั้นเขาก็เห็นชวีหลิวซีเดินเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวที่งดงามเมื่อพวกนางเดินเข้ามาด้วยกัน ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งกว่าทิวทัศน์ใด ๆ เสียอีกชวีหลิวซีงดงามเหมือนหญิงสาวที่ใสซื่อ และยังมีความสดใสบริสุทธิ์ส่วนหญิงสาวอีกคนดูโตเต็มวัยและมีความงามแบบที่ล่อตาล่อใจผู้ชาย

 

        นั่นก็คือจวงเฟยเฟย

 

        อันเจิงรู้สึกอยากเดินหนีทันที เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรตัวเองถึงอยากหนีจวงเฟยเฟยนางอาจเป็นคนเดียวที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะเขารังเกียจนางแต่เป็นเพราะผู้ชายของนางต่างหาก

 

        เหตุการณ์บนเทือกเขาชางหมานในวันนั้นผู้ชายของจวงเฟยเฟยก็คือหนึ่งในคนที่จู่โจมเขา

 

        ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ อันเจิงก็ไม่รู้ว่าควรจัดการความสัมพันธ์ของเขาและจวงเฟยเฟยอย่างไรดีในบางครั้ง เขาเห็นจวงเฟยเฟยเป็นเหมือนพี่สาวแท้ ๆแต่หลังจากรู้เรื่องความลับนี้แล้วเขาก็เริ่มกลัวมากยิ่งขึ้นเขารู้ว่าวันหนึ่งจวงเฟยเฟยต้องรู้ความลับนี้ จากนั้นทั้งสองก็คงไม่อาจสู้หน้ากันได้อีกแล้วเมื่อถึงตอนนั้น จวงเฟยเฟยคงยืนอยู่ข้างผู้ชายของนางแน่

 

       ขณะที่ชวีหลิวซีพาจวงเฟยเฟยเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นชวีหลิวซีก็ถูกกู่เชียนเยว่ลากออกไป กู่เชียนเยว่ยกมือคารวะจวงเฟยเฟยและเรียกนางว่าพี่สาวก่อนจะหันไปเขม่นหน้าอันเจิงแวบหนึ่ง “เราไปกันเถอะ อย่าไปสนใจพวกโรคจิตเลย!”

 

        ในใจอันเจิงคิดว่าใส่ร้ายกันชัด ๆ...

 

        จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองไปเป็นพวกโรคจิตตั้งแต่เมื่อไหร่

 

        จวงเฟยเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มดวงตาทั้งสองโค้งเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว “เป็นอะไรไป จีบเด็กสาวใบหน้างดงามเมื่อครู่ไม่ติดรึ?”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ?”

 

        “เจ้าไม่ใช่?”

 

        อันเจิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ตอบกลับ “อาจจะใช่ ในบางครั้ง”

 

        จวงเฟยเฟยยิ้มพลางพูด“นี่ไม่เหมือนตอนที่อยู่โลกมายาเลยนะ เด็กคนที่บอกว่าจะมาหาข้าอีกครั้งเมื่อตัวเองโตมากกว่านี้”

 

        อันเจิงถามอย่างจริงจัง“มาหาข้าเรื่องอะไร?”

 

        จวงเฟยเฟยเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดราวกับขุ่นเคือง “เจ้าไม่ได้ไปโรงจวี้ฉ่างนานมากแล้ว...”

 

        อันเจิงก้มหน้า “อ้อ...ช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายมากไปหน่อย”

 

        จวงเฟยเฟยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจว่าเป็นเพราะอันเจิงบาดเจ็บสาหัสและคงจะเหนื่อยมากเกินไป นางยื่นมือออกไปแตะหน้าผากอันเจิง“หรือเจ้าไม่สบายตรงไหน?”

 

        อันเจิงตกใจจนถอยไปด้านหลัง “อย่าถูกตัวข้า!”

 

        จวงเฟยเฟยชะงักไปทันทีในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน