ข้าจะเป็นราชาอมตะ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 52 : ความตะลึงของทั้งสี่

    ตอนที่ 52: ความตะลึงของทั้งสี่

    “ ยังได้อีกรึ? เสี่ยวหยาง พรสวรรค์ของน้องเจ้าอาจจะไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าเลยหากดูจากที่นางทำลายหินได้อย่างง่ายดายแล้ว..” เถาเถาอดไม่ได้ที่จะทึ่ง

    ตอนที่เถาเถากำลังทึ่งอยู่นั้นซงเทียนเอ๋อก็เดินกลับมาอยู่ข้างๆ หยางเฉิน ภายใต้สายตาของทุกคน นางราวกับกำลังท้าทายหยางเฉินอยู่

    คนของสำนักชีจีต่างก็พากันมองไปที่หยางเฉินด้วยสายตาแปลกๆและคิดในใจ‘พรสวรรค์ของเด็กนี่บางทีอาจจะไม่น้อยเช่นกัน ’

    “ เจ้าขยะนี่ !” เหอเฟิงเห็นว่าซงเทียนเอ๋อและหยางเฉินดูสนิทกันก็อดไม่ได้ที่จะฮึดฮัดออกมา

    “สมกับเป็นอัจฉริยะของเมืองซูเซียนจริงๆ” หยางเฉินยิ้มออกมาและส่ายหน้าเสียงของเขาเบาอย่างมาก มีแค่คนรอบตัวของเขาเท่านั้นที่ได้ยิน

    “ไม่ใช่เทียนเอ๋อหรอก ท่านพี่ต่างหากที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในเมือง ไม่มีใครเทียบท่านพี่ได้”ซงเทียนเอ๋อแลบลิ้นออกมา ท่าทีของนางดูน่ารักน่าชังอย่างมาก

    ตอนนั้นเสียงของถูเชินก็ดังขึ้น“ ต่อไป...” ในตอนที่พูดนั้นเขาก็มองไปที่หยางเฉินและคนอื่นๆแน่นอนว่าเขาไม่อยากเลือก  หยางเฉินแต่อยากเลือกเว่ยหยานหลานแทน

    เมื่อหยางเฉินใช้ยันต์ปกปิดคลื่นพลังของตัวเองหากถูกถูเชินตรวจสอบ อีกฝ่ายก็จะไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหยางเฉินว่ามันพัฒนาขึ้นมาแล้ว

    เมื่อเขามองไปที่กั้วติงสีหน้าของเขาก็ต้องเปลี่ยนไป  เพราะกั้วติงไม่ได้ปกปิดคลื่นพลังของตัวเองคลื่นพลังขอบเขตกำลังภายในขั้น 9 แผ่ออกมาภายใต้สายตาของถูเชินทั้งหมด

    เมื่อเห็นแบบนั้นสีหน้าของถูเชิน โมซัน รวมถึงคนอื่นๆจากเมืองซูเซียนก็พากันมองไปที่กั้วติงเป็นตาเดียว  เมื่อพวกเขาเห็นความแข็งแกร่งของกั้วติงพวกเขาก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันที “ เด็กนี่บ่มเพาะไม่ได้ไม่ใช่รึ ?”

    “ อาจารย์ถูข้าจะเป็นคนต่อไปเอง !”  เมื่อเห็นว่าทุกคนมองมาที่กั้วติง  หยางเฉินก็ก้าวออกมาและพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    “ เจ้ารึ ?”ถูเชินถึงกับอึ้งไป ไม่ใช่แค่เขาแต่คนจากเมืองซูเซียนทั้งหมดที่รู้จักหยางเฉินต่างก็คิดไม่ออกว่าทำไมคนที่อยู่ขอบเขตกำลังภายในขั้น1 ถึงกล้าเสนอตัวเช่นนี้

    “ ท่านโมหากข้าเข้าใจไม่ผิดแล้ว เด็กนี่อยู่แค่ขั้น 1 เขาคิดจะทำการทดสอบด้วยรึ ?”มู่เหยาคิ้วขมวด นางมองไปที่โมซันด้วยสีหน้าไม่พอใจ

    “ ฮึ่ม !สำนักชีจีไม่มีที่ให้กับขยะ ท่านโมเมื่อเรายังไม่เปลี่ยนใจ ท่านควรบอกเด็กนี่ให้ออกจากที่นี่ไปเสีย ไม่งั้นแล้วอย่าหาว่าเราใจร้าย”ฟางไห่มองไปที่โมซันด้วยสายตาเย็นชาราวกับจะโทษว่าโมซันดูแลที่นี่ได้ไม่ดีพอ ถึงกับให้ขยะเช่นนี้มาสร้างปัญหาได้

    โมซันและคนอื่นๆสีหน้าบิดเบี้ยวไป  พวกเขาพากันมองไปที่หยางเฉินที่อยู่ใจกลางห้องโถงก่อนที่โมซันจะฮึดฮัดออกมา“ หยางเฉิน เจ้ารู้กฎการคัดเลือกของสำนักชีจีรึไม่ ? เจ้าคิดจะฝ่าฝืนกฎรึ ?”

    “ขยะนี่คิดจะเข้าร่วมการทดสอบ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียแล้ว !” เด็กคนอื่นๆพากันพึมพำออกมา

    “ แน่นอนว่าข้ารู้กฎของสำนักชีจีเป็นอย่างดี ข้าต้องทำลายหินได้ 9ก้อนถึงจะมีสิทธิ์รับการทดสอบได้” หยางเฉินยิ้มออกมาและพูดขึ้น “ใครบอกกันว่าข้าไม่อาจจะทำลายหิน9 ก้อนได้ ใครกันที่บอกว่าข้าผิดกฎ ?”

    “ ฮึ่มแค่ขอบเขตกำลังภายในขั้น 1 แต่กลับกล้าพูดเช่นนี้ !” ฟางไห่มองไปที่หยางเฉินด้วยสายตาเย็นชาแล้วฮึดฮัดออกมา“ ข้าจะให้โอกาสเจ้า ให้เลือกรับหมัดของคนที่ทดสอบไปแล้ว หากเจ้ารับหมัดพวกเขาได้งั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบอะไรอีก เจ้าจะเป็นสมาชิกของสำนักชีจีได้เลย”

    “ ฟางไห่ ข้าเกรงว่ามันคงไม่เหมาะที่เจ้าจะให้เด็กนี่ทำเช่นนั้น?”  มู่เหยายักคิ้วแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเห็นได้ว่าถึงนางจะไม่พอใจแต่นางก็ยังกดความไม่พอจเอาไว้  นางเหมือนไม่อยากจะมีเรื่องกับฟางไห่

    “น้องมู่สบายใจได้ การทดสอบที่สองเป็นการทดสอบวรยุทธ์แค่ไม่ต้องทำการทดสอบวรยุทธ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” ฟางไห่ยิ้มออกมา เขาเหมือนไม่ได้สนใจความเห็นของมู่เหยาแม้แต่น้อย

    เมื่อได้ยินที่ฟางไห่พูดมาโมซันและคนอื่นๆก็พากันเงียบไป แม้ว่าฟางไห่จะไม่ใช่ผู้นำในครั้งนี้ แต่ฐานะของเขาก็สูงกว่ามู่เหยาพวกเขาไม่กล้าจะมีเรื่องกับฟางไห่

     “ หมายถึงพวกเรารึ ?”เหอเฟิงและโมโกเผยสีหน้าดูถูกออกมา พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมหยางเฉินถึงกล้าจะเข้าร่วมการคัดเลือกนี้แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่คิดว่าหยางเฉินจะทัดเทียมกับพวกเขาได้

    กั้วติงและคนอื่นๆอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงหยางเฉินขึ้นมาแม้ว่าหยางเฉินจะบอกว่าสามารถบ่มเพาะได้แล้ว แต่กั้วติงกับคนอื่นๆก็ไม่รู้ว่าหยางเฉินนั้นแกร่งเพียงใดสำหรับว่าจะเอาชนะโมโกและคนอื่นๆได้รึไม่นั้น พวกเขาก็ไม่อาจจะมั่นใจได้

    “เจ้าจะเรียกคนมาช่วยก็ได้ แต่ก็ต้องรับมือกับคนมากขึ้นไปด้วย ” ฟางไห่ยิ้มออกมาเขาไม่อยากจะเสียเวลาที่เมืองนี้มากนัก ในความเห็นของเขาแล้ว ยิ่งจบเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

    “ คนช่วยรึ ?” หยางเฉินยิ้มออกมาและหันกลับไปมองกั้วติงและเว่ยหยานหลานก่อนจะพูดขึ้น“ งั้นก็พวกเราสามคนนี่แหละ”

    หยางเฉินกังวลว่าถึงกั้วติงจะอยู่ขอบเขตกำลังภายในขั้น9 แต่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์มากพอในการต่อสู้เมื่อเป็นการทดสอบที่สองคงไม่อาจจะสู้กับโมโกและคนอื่นๆได้

    แต่หากทั้งสามคนร่วมมือกันสู้กับโมโกกับคนอื่นๆก็พอชดเชยจุดอ่อนของกั้วติงลงได้  และกั้วติงจะผ่านการทดสอบไปได้ง่ายๆ

    “การคัดเลือกมันช้าเกินไป ข้าเปลี่ยนใจแล้ว” ฟางไห่กวาดตามองไปรอบๆแล้วยิ้มออกมา “มาสู้กันทั้งหมดนี่แหละ หากอยู่รอดถึง 7 คนสุดท้าย พวกเจ้าก็จะได้เข้าร่วมสำนักชีจี”

    ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนไปโมโก, เหอเฟิง, ถูซาน, เว่ยหยานหลานและซงเทียนเอ๋อน่ะได้ที่ว่าง 5 ที่ไปแล้วบอกได้ว่าตอนนี้เหลือแค่ 2 ที่เท่านั้น คนหลายสิบคนที่เหลือต้องแข่งกันเพื่อแย่งที่ว่าง2 ที่นั้นมา การคัดเลือกนี้โหดร้ายจริงๆ

    ในตอนนั้นฟางไห่ก็ได้ลุกขึ้นแล้วชี้นิ้วไปยังใจกลางห้องโถงนิ้วได้ระเบิดปราณออกมาพร้อมกับพื้นดินที่ยุบลงไปหลายนิ้ว

    “ใช้มันเป็นเส้นแบ่งก็แล้วกัน หากใครออกนอกเส้นนี้ งั้นก็จะถูกตัดสิทธิ์”

    เมื่อได้ยินคำพูดของฟางไห่ผู้ทดสอบที่เหลือก็อยากจะคว้าโอกาสนี้ เพราะพวกเขาตัวคนเดียวไม่อาจจะเอาชนะโมโกกับคนอื่นๆได้หากต้องมีการแข่งขันรอบที่สองดังนั้นโอกาสนี้ถือเป็นโอกาสทอง

    “น่าเสียดายที่พวกเจ้าไม่มีโอกาส ” เมื่อเห็นท่าทีของคนอื่นๆ หยางเฉินก็ยิ้มออกมาเขาไม่คิดจะปล่อยที่ว่างนี้ให้ใคร

    “ เริ่มกันได้จำไว้ว่าหากอยากเข้าร่วมสำนักชีจีก็อย่าปรานี !” ในตอนที่พูดนั้น ฟางไห่ก็ได้หัวเราะออกมา “ ข้าเบื่อมาตลอดตอนที่อยู่ในสำนักตอนนี้ในที่สุดก็มีเรื่องสนุกๆให้ดูสักที”

     

    ‘ ไม่รู้เลยว่าเขาคิดวิธีแบบนี้มาได้อย่างไรข้าไม่รู้ว่าทำไมเจ้าสำนักถึงให้คนแบบนี้มากับข้า ! ’ มู่เหยาที่อยู่ข้างๆแข็งทื่ไปอ เมื่อนางได้ยินคำพูดของฟางไห่นางก็อดไม่ได้ที่จะฮึดฮัดในใจ

    ตอนที่มู่เหยากำลังโกรธอยู่นั้นผู้ทดสอบก็ได้เดินมายังเส้นแบ่ง  หยางเฉินและคนอื่นๆจับกลุ่มรวมกัน  โมโก, เหอเฟิง และ ถูชานอยู่อีกฝั่งพวกเขาไม่คิดจะลงมือ คนอื่นๆก็ไม่กล้าจะเข้าใกล้พวกเขาเช่นกัน

    แต่มันมีที่ว่างแค่7 ที่ หากอยากได้ที่ว่างนั้นก็ต้องแย่งมันมา มันมีสองทางเลือกเท่านั้น คือเอาชนะหนึ่งในสามอัจฉริยะกับอีกทางคือไล่หยางเฉินและกั้วติงออกไปก่อน เพื่อที่พวกเขาจะได้ทีว่างทั้งสองที่มา

    ผู้ทดสอบหลายสิบคนพากันมองไปที่โมโกกับคนอื่นๆแล้วหันมามองกลุ่มของหยางเฉิน  หากพวกเขาจะจัดการหยางเฉินและกั้วติง  แต่ถ้าเว่ยหยานหลานและซงเทียนเอ๋อช่วยสองคนนี้  งั้นก็ใช่ว่าจะจัดการได้ง่ายๆ ?

    เมื่อคิดแบบนั้นหลายคนก็อยากจะลองพวกเขาวางแผนจะไล่กั้วติงและหยางเฉินออกมาจากเส้นนี้ แล้วค่อยแข่งกันเพื่อแย่งสองที่สุดท้าย

    “ เสี่ยวหยาง เด็กพวกนี้ก็ตั้งกฎเกณฑ์มักง่ายของตัวเองขึ้นมาเช่นกันเจ้าต้องสั่งสอนพวกมันให้รู้จักสำนึก !”เถาเถายิ้มออกมาและส่งข้อความหาหยางเฉินเพื่อเตือนหยางเฉินไม่ให้ปรานี

    หยางเฉินยิ้มออกมาเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร หากมีคนคิดจะจัดการกับเขา งั้นเขาก็ไม่มีทางใจอ่อน

    คนที่เขาห่วงคือกั้วติง เด็กนี่น่ะไม่ได้รับการฝึกวรยุทธ์มาเลยแม้แต่น้อยนี่ไม่ต้องนับประสบการณ์ในการต่อสู้ เขาคงแพ้หากต้องสู้กันจริงๆ

    เมื่อเห็นท่าทีเยือกเย็นของหยางเฉิน  ถูเชินและคนอื่นๆต่างก็พากันสับสนในใจ ‘ เด็กนี่เหมือนจะมั่นใจอย่างมากเขาบ่มเพาะได้แล้วรึ ?แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่แค่ปีเดียวเขาคงไม่ได้ก้าวหน้าอะไรมาก ’

    แต่เมื่อนึกถึงกั้วติงที่อยู่ขอบเขตกำลังภายในขั้น 9 แล้ว พวกเขาก็ต้องสงสัย รึว่าหยางเฉินเองก็อยู่ขั้น9 เช่นกัน ?

    หากเป็นแบบนั้นจริงๆหยางเฉินและกั้วติงบ่มเพาะได้อย่างไร พวกเขาพบสมบัติรึว่าพบกับยอดฝีมือเข้า ?

    ความคิดต่างๆนานาโผล่มาในหัวของถูเชินและคนอื่นๆ

    ในตอนนั้นก็มีคนตะโกนออกมา“ จัดการขยะทั้งสองออกไปก่อน แล้วเราค่อยแข่งขันกันเอง !”

    เมื่อได้ยินแบบนั้นผู้ทดสอบหลายสิบคนก็พากันพุ่งเข้าไปหาหยางเฉินและกั้วติง  แม้ว่าพวกนี้จะมีพลังเพียงพอทำลายหินได้แค่ 9ก้อน แต่เมื่อรวมพลังกันแล้ว ก็ไม่อาจจะประมาทได้

    เมื่อเห็นว่าเว่ยหยานหลานและซงเทียนเอ๋อเผยสีหน้ากังวลออกมา  หยางเฉินก็ยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น “ หลานเอ๋อเทียนเอ๋อ ข้ากับกั้วติงไม่เป็นอะไรหรอก ไม่ต้องห่วงเราพวกเจ้าไปจัดการคนอื่นๆเถอะ”

    “ ได้  ท่านพี่ !”

    “ พี่เฉินระวังตัวด้วย !”

    เว่ยหยานหลานและซงเทียนเอ๋อรู้นิสัยของหยางเฉินอยู่แล้วเขาไม่ยอมให้ตัวเองเจ็บตัวง่ายๆ เมื่อเขาบอกว่าไม่ต้องกังวล งั้นมันก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลอะไรดังนั้นพวกนางจึงไม่ลังเลอีกต่อไปและเข้าโจมตีคนรอบๆทันที

    นี่คือความเชื่อใจที่มีต่อหยางเฉินตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ หยางเฉินไม่เคยทำให้พวกนางผิดหวัง

    “ กั้วติงเจ้าเพิ่งทะลวงผ่านมาได้ เจ้าจัดการกับคนที่อ่อนแอก่อน อย่าอยู่ห่างจากข้ามากนัก !” หยางเฉินตบไหล่กั้วติงแล้วพุ่งออกไปเขาไม่ได้ใช้ก้าววายุอสนีแต่ความเร็วของเขาก็เหนือกว่าความเร็วของเด็กคนอื่นๆอย่างมาก

    “ ขั้น 9 !เด็กนั่นปกปิดพลังเอาไว้จริงๆ !” สีหน้าของถูเชินและคนอื่นๆเปลี่ยนไปทันทีพวกเขาเดาว่าหยางเฉินน่าจะบ่มเพาะมาได้นานแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยมันออกมา

    “ น่าสนุกเด็กนั่นรู้วิธีปกปิดคลื่นพลังของตัวเองด้วย” ฟางไห่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แต่โชคร้ายที่หยางเฉินไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่แปลกประหลาดนี้

    “ ขยะสองคนนี้กลับ...”โมโกและเหอเฟิงต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไป  หยางเฉินทำให้พวกเขาตกตะลึงอย่างมากมันยากที่พวกเขาจะรับได้

    “ยังไม่คู่ควรให้ข้าลงมือ” ถูซานแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา แต่ไม่นานก็กลับไปเยือกเย็นดังเดิมเพราะหยางเฉินนั้นยังไม่อยู่ในสายตาเขา




    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นราชาอมตะ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน