เล่มที่ 1 บทที่ 20 ยื่นมือช่วยเหลือ
“เข้าใจเข้าใจเข้าใจ!”
เจียงอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบพยักหน้ารับเขาเข้าใจในสิ่งที่ศิษย์พี่หญิงสองจะสื่ออย่างมากเห็นได้ชัดว่าสาเหตุที่ศิษย์พี่หญิงสองเก็บตัวฝึกฝนจะเป็อย่างที่เขาคาดเดาไว้จริงๆด้วย...
แต่เขาก็รีบกล่าวต่อว่า “แต่ศิษย์พี่ใหญ่บอกว่าหอซ่อนคัมภีร์มีเพียงศิษย์สายนอกขึ้นไปจึงจะเข้าได้ ข้ายังเป็เพียงศิษย์จิปาถะข้าเข้าไปไม่ได้”
ศิษย์พี่หญิงสองมุมปากกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย“หากคิดจะไปหาคัมภีร์ลับของวิชาอาคมหรือวิชาบำเพ็ญจำเป็ต้องเป็ศิษย์สายนอกเท่านั้นก็จริงทว่าพวกความรู้พื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับการบำเพ็ญลูกศิษย์ทั้งหมดล้วนสามารถเข้าไปได้! สาเหตุที่ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวกับเ้าเช่นนี้เ้าน่าจะเข้าใจดีอยู่แล้ว!”
เจียงอวิ๋นเผยสีหน้าเข้าใจทันทีรีบยกมือขึ้นคารวะอีกครั้ง “ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิงสองที่ชี้แนะ!”
ศิษย์พี่หญิงสองมองทางเจียงอวิ๋นครู่หนึ่ง“ไม่เป็ไร! ทว่าหากเ้าจะไปหอซ่อนคัมภีร์ละก็เ้าต้องเปลี่ยนไปสวมชุดที่นิกายแจกจ่ายให้เ้าก่อน”
จนบัดนี้เจียงอวิ๋นก็ยังคงสวมชุดหนังสัตว์เอาไว้ด้วยความอาวรณ์แต่เขาก็เข้าใจว่าสิ่งที่แสดงถึงฐานะศิษย์จิปาถะของนิกายแสวงมรรคก็คือชุดสีเทาที่นิกายแจกจ่ายมาให้
หลังจากกลับไปยังที่พัก เจียงอวิ๋นก็ยังคงสวมชุดหนังสัตว์ไว้ทว่าได้นำชุดสีเทาของนิกายมาสวมทับเข้าไปแทนนี่เป็ครั้งแรกในชีวิตเลยที่เขาได้สวมชุดซึ่งทำจากผ้าเช่นนี้จึงรู้สึกผิดแผกไปทั้งตัว
ทว่าเขาไม่มีเวลามาสนใจเื่ยิบย่อยเหล่านี้หลังสวมชุดเสร็จก็ออกจากเรือนไปทันที เดินลงจากยอดเขาซ่อนแล้วมุ่งหน้าไปยังหอซ่อนคัมภีร์
เดิมทีเขาก็มีปัญหากวนใจที่อยากถามตงฟางโป๋อยู่แล้วแต่ตอนนี้เขาตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าไปยังหอซ่อนคัมภีร์เพื่อลองหาคำตอบด้วยตัวเองดูก่อน
หอซ่อนคัมภีร์ตั้งอยู่บริเวณเชิงยอดเขาวิถีกระบี่อันเป็ยอดเขาหลักแม้ครั้งก่อนเจียงอวิ๋นจะถูกตงฟางโป๋พาเดินอ้อมนิกายแสวงมรรคไปรอบหนึ่งแต่ตอนนั้นเขายังรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน ไม่ได้จำทางเม้แต่น้อยตอนนี้จึงทำได้แค่ไปหาคนถามทาง
ยังดีที่ภายในนิกายแสวงมรรคนั้นเต็มไปด้วยผู้คนอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งส่วนใหญ่ล้วนสวมชุดสีเทาอันเป็เครื่องแบบของศิษย์จิปาถะเหมือนเจียงอวิ๋น การปรากฏตัวของเจียงอวิ๋นจึงไม่ได้ดึงความสนใจของพวกเขาแต่อย่างใดอย่างไรเสียในนิกายก็มีศิษย์จิปาถะอยู่มากถึงหลักหมื่นคนย่อมไม่มีทางรู้จักกันได้ทั้งหมดอยู่แล้ว
เจียงอวิ๋นเดินไปพลาง สำรวจรอบๆ ไปพลางความคิดในหัววิ่งแล่นอย่างรวดเร็ว
“เครื่องแบบของศิษย์จิปาถะเป็แบบเดียวกันทั้งหมดแต่เมื่อกลายเป็ศิษย์สายนอกสายในแล้วสิ่งที่เป็สัญลักษณ์บ่งบอกฐานะก็คือแผ่นตราที่เหน็บอยู่ตรงเอวศิษย์สายนอกจะเป็สีน้ำเงิน ศิษย์สายในจะเป็สีทอง! รูปร่างของแผ่นตราแตกต่างกันไปตามยอดเขาที่พวกเขาสังกัด”
หลังจากใช้เวลาหนึ่งชั่วยามกว่าในที่สุดเจียงอวิ๋นก็ไปถึงใต้ยอดเขาวิถีกระบี่มองปราดเดียวก็เห็นสิ่งก่อสร้างอันอลังการสูงเจ็ดชั้นซึ่งตั้งอยู่ตรงตีนเขาทันที หอซ่อนคัมภีร์!
เจียงอวิ๋นไม่ได้รีบเข้าไปแต่อย่างใดเขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางยอดเขาวิถีกระบี่!
ในฐานะที่เป็ยอดเขาหลักของแสวงมรรคห้ายอดยอดเขาวิถีกระบี่ย่อมต้องเป็ส่วนที่สำคัญที่สุดของนิกายแสวงมรรคด้วยเช่นกัน
แม้ว่าก่อนหน้านี้เจียงอวิ๋นจะเคยเห็นยอดเขาวิถีกระบี่แล้วแต่เมื่อตอนนี้เขาได้มายืนที่ตีนเขา มองไปทางยอดเขาลูกนี้อีกครั้ง เขากลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งและกลิ่นอายที่คมกริบเกินบรรยายอย่างชัดเจนแผ่ออกมาจากยอดเขาลูกนี้ชวนให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างอดไม่ได้
เจียงอวิ๋นรู้สึกได้ว่ายอดเขาลูกนี้เหมือนดั่งนามของมันทุกประการเป็กระบี่ั์เล่มหนึ่งที่แทงทะลุท้องนภา
เป็ยอดเขาที่สูงจนไม่อาจมองเห็นยอดได้และในหมู่เมฆที่ปกคลุมครึ่งท่อนบนของยอดเขานั้นสามารถมองเห็นประกายแสงรุ้งสว่างวูบวาบได้รางๆ เป็่ๆ
“ประกายแสงรุ้งเ่าั้คงจะเป็เหล่าลูกศิษย์ที่กำลังเหาะเหินเดินอากาศ มีเพียงระดับธรณีมงคลขึ้นไปจึงจะโบยบินบนท้องฟ้าได้! สักวันหนึ่งข้าเองก็จะก้าวขึ้นสู่ระดับธรณีมงคลเช่นกัน!”
หลังจับจ้องยอดเขาวิถีกระบี่อยู่นานเจียงอวิ๋นถึงได้ดึงสายตากลับมา ก้าวเท้าไปทางหอซ่อนคัมภีร์
ในฐานะที่เป็สถานที่เพียงหนึ่งเดียวที่ทุกคนในนิกายแสวงมรรคล้วนสามารถเข้าไปได้รอบๆ หอซ่อนคัมภีร์จึงมีผู้คนรวมตัวกันอยู่ค่อนข้างมาก บ้างก็อยู่ตัวคนเดียว บ้างก็เป็กลุ่มสามถึงห้าคนบริเวณประตูมีผู้คนเข้าออกไปมาอย่างต่อเนื่อง ดูคึกคักไม่ธรรมดา
ในตอนที่เจียงอวิ๋นเตรียมจะเดินเข้าไปในหอซ่อนคัมภีร์นั่นเองมีเสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงดังขึ้นอย่างกะทันหันเขาจึงหันไปมองทางต้นเสียงอย่างอดไม่ได้
ห่างออกไปราวๆ สิบจ้างจากตัวเขามีคนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมวงกันอยู่ ซึ่งเสียงร้องไห้ก็มาจากในกลุ่มคนนั้นทว่าเขาไม่สามารถมองทะลุกลุ่มคนเข้าไปเห็นสถานการณ์ข้างในได้
เจียงอวิ๋นเองก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้น ไม่ได้คิดจะเข้าไปยุ่งเื่ชาวบ้านแต่อย่างใดในเมื่อมองไม่เห็น เช่นนั้นเขาก็คร้านจะไปสนใจ แต่ในตอนที่เขากำลังจะเบือนสายตาออกบังเอิญมีคนเดินออกมาจากกลุ่มพอดี จึงเผยช่องว่างออกมาเล็กน้อย
เจียงอวิ๋นมองทะลุผ่านช่องว่างนั้นเข้าไปเห็นผู้ที่กำลังร้องไห้อยู่ได้พอดีเป็เด็กผู้หญิงที่อายุเพียงสิบสองสิบสามขวบเท่านั้น
เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นเจียงอวิ๋นก็ใจหายทันที นึกได้ว่านางเป็หนึ่งในไม่กี่คนที่เขาจับตามองตอนรับการทดสอบเข้านิกายแสวงมรรคนั่นเอง
เพราะบนตัวของเด็กผู้หญิงคนนี้มีบรรยากาศอันน่ามหัศจรรย์บางอย่างแผ่ออกมาอีกทั้งนางยังมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเจียงเยว่โหยวด้วยหลายส่วนดังนั้นเจียงอวิ๋นจึงจดจำนางได้ค่อนข้างแม่น
เจียงอวิ๋นถึงขั้นจำได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ผ่านเพียงด่านิญญามรรคด่านเดียวจึงได้เป็ศิษย์จิปาถะ ไม่รู้ว่าได้เข้าไปอยู่ในยอดเขาใด
หากเปลี่ยนเป็คนอื่นกำลังร่ำไห้อยู่ตรงนั้นบางทีเจียงอวิ๋นอาจจะไม่สนใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็เด็กผู้หญิงคนนี้แล้วเขาก็นึกถึงเจียงเยว่โหยวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ดังนั้นหลังจากลังเลครู่หนึ่งในที่สุดเขาก็ก้าวเท้าเดินออกไป
เขายืนอยู่ด้านนอกกลุ่ม ลอบฟังเสียงพูดคุยของผู้คนรอบข้างเจียงอวิ๋นจึงค่อยๆ รับรู้สาเหตุที่เด็กผู้หญิงคนนี้ร้องไห้
ที่แท้เด็กผู้หญิงคนนี้ถูกส่งไปเป็ศิษย์จิปาถะของยอดเขาร้อยสิงสารับหน้าที่เลี้ยงดูสัตว์ร้ายชนิดหนึ่งชื่อหมาป่าแสงเขียว เดิมทีไม่มีเื่อะไรทว่าเมื่อวานนี้ได้มีศิษย์สายนอกมอบหมาป่าแสงเขียวอายุยี่สิบปีตัวหนึ่งให้นางคอยดูแลอย่างระมัดระวังเป็เวลาสองวัน
ซึ่งนางก็แยกขังหมาป่าแสงเขียวตัวนี้ไว้อีกกรงหนึ่งแล้วแต่ผู้ใดจะคิดว่าเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา กลับพบว่ากลอนประตูของกรงขังได้ถูกกัดจนแหลกทำให้หมาป่าตัวนั้นหนีออกไปแฝงตัวอยู่ในฝูงหมาป่าแสงเขียวตัวอื่นๆไม่สามารถแยกแยะออกได้เลย
พรุ่งนี้ศิษย์สายนอกคนนั้นจะกลับมารับหมาป่าแสงเขียวกลับไปหากถึงตอนนั้นนางหามาคืนไม่ได้ จะต้องกลายเป็ปัญหาแน่
อันที่จริงเื่นี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่จะว่าเล็กก็เล็กแต่เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้อายุน้อยเกินไป ย่อมต้องขี้กลัวเป็ธรรมดาดังนั้นจึงใจนขวัญหนีดีฝ่อ ซึ่งนางที่มีฐานะเป็ลูกศิษย์จิปาถะก็ไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆจึงได้แต่มาขอความช่วยเหลือแถวหอซ่อนคัมภีร์
แต่ทว่า แม้ผู้คนรอบข้างจะเห็นใจนางแต่ก็ไม่มีปัญญาจะช่วยเหลืออยู่ดี เพราะการแยกแยะอายุของสัตว์ร้ายเป็เื่ที่มีเพียงศิษย์สายนอกสายในของยอดเขาร้อยสิงสาเท่านั้นจึงจะทำได้ซึ่งศิษย์สายนอกสายในคงไม่คิดจะเสียเวลามาช่วยเหลือศิษย์จิปาถะคนหนึ่งอยู่แล้ว
เมื่อเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์เจียงอวิ๋นก็ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม เดินแหวกฝูงชนไปยืนอยู่หน้าเด็กผู้หญิงก่อนจะกล่าวว่า“หยุดร้องไห้ได้แล้ว ข้าจะช่วยหาหมาป่าตัวนั้นให้เอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเด็กผู้หญิงตัวน้อยก็พลันหยุดร้องรีบเงยหน้าขึ้นมองดูเจียงอวิ๋นด้วยใบหน้าเคล้าน้ำตากล่าวขึ้นด้วยความใระคนยินดี “ศิษย์พี่ ท่านช่วยข้าได้จริงหรือ?”
กลุ่มคนที่มุงอยู่รอบๆ เองก็ชะงักไปเช่นกันไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามายื่นมือช่วยเหลือจริงๆ แต่เมื่อพวกเขาเห็นเครื่องแบบของเจียงอวิ๋นแล้วพวกเขาก็เผยสีหน้าสงสัยออกมาทันที
เป็ศิษย์จิปาถะเหมือนกันจะแยกแยะอายุของสัตว์ร้ายออกได้อย่างไร?
แต่เจียงอวิ๋นกลับไม่สนใจปฏิกิริยาของกลุ่มคนรอบข้างพยักหน้ารับ “ย่อมเป็ความจริง!”
“ยอดไปเลย!” เมื่อได้รับคำยืนยันจากเจียงอวิ๋นเด็กผู้หญิงก็มีสีหน้ายิ้มแย้มขึ้นทันที ดึงข้อมือของเจียงอวิ๋นไว้ “ศิษย์พี่หากท่านไม่มีธุระละก็ ไปช่วยข้าหาหมาป่าแสงเขียวตัวนั้นเดี๋ยวนี้เลยได้ไหม?”
“ได้สิ!”
ด้วยเหตุนี้เองเจียงอวิ๋นจึงถูกเด็กผู้หญิงดึงออกจากกลุ่มคนแล้วมุ่งหน้าไปทางยอดเขาร้อยสิงสา
แต่ทั้งเจียงอวิ๋นกับเด็กผู้หญิงต่างไม่รู้ตัวเลยว่าหลังจากที่พวกเขาจากไปแล้วในกลุ่มคนได้มีชายชุดเทารูปร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่งขมวดคิ้วขึ้นกล่าวอย่างชั่วร้ายว่า “ไอ้จิปาถะตัวใดมันบังอาจโผล่มายุ่งไม่เข้าเื่กัน ไม่ได้ข้าต้องตามไปดู หากมันทำแผนของศิษย์พี่หญิงฟางล้มเหลวละก็เมื่อนั้นความผิดจะตกมาอยู่ที่ข้า หากเป็เช่นนั้นละก็ซวยแน่!”