ในสายตาคนนอกเห็นเพียงว่าลายเวทย์กระดานหมากรุกนี้มีพลังอำนาจมากกว่าก็เท่านั้นทว่าความละเอียดภายใน กลับมีเพียงผู้ที่เข้าใจลายเวทย์อย่างถ่องแท้เท่านั้นจึงจะััถึงได้ทุกย่างก้าวของหลินโม่นั้นดูเหมือนจะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิตที่ยากจะฟื้นคืนทว่ากลับสามารถพลิกเหตุร้ายให้กลายเป็ดีขึ้นมาได้
นอกจากนั้น เฟิงเทียนสิงยิ่งตระหนักมากขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงของลายเวทย์กระดานหมากรุกนี้ถึงจุดสูงสุดในก้าวที่สามของหลินโม่ อีกทั้งจุดสูงสุดนี้ก็เป็ผลลัพธ์ที่เฟิงเทียนสิงพยายามแสวงหาและ้าได้รับมาโดยตลอดหลายปีเช่นกัน
หรือว่าเ้าเด็กคนนี้จะโชคร้ายจริงหรือ?
สีหน้าของเฟิงเทียนสิงแปรเปลี่ยนอย่างคาดเดาไม่ได้ในโลกนี้มีคนเช่นนี้อยู่จริงๆ ดวงชะตาอันน่าตื่นตาที่สามารถพลิกชะตาจากร้ายผกผันมาเป็ดีทว่าคนเช่นนี้มักตามมาพร้อมกับโชคที่ตอนกำเนิดจะมีนิมิต เมื่อเห็นท่าทางของหลินโม่ก็ไม่ได้คล้ายกันเสียเท่าไหร่นี่นา
หรือว่าเ้าเด็กนี่เข้าได้กับลายเวทย์มาั้แ่กำเนิดกัน?
ครั้นนึกถึงตรงนี้ เฟิงเทียนสิงจึงจดจ้องหลินโม่ไว้อย่างไม่ละสายตาแววตาของเขาราวกับกำลังมองหยกเม็ดงามที่สุดแห่งยุคที่กำลังรอรับการเจียระไน
ผู้ที่เข้าได้กับลายเวทย์มาั้แ่กำเนิดนั้นหาได้ยากยิ่งคนประเภทนี้เมื่อฝึกฝนลายเวทย์ ก็มักจะสำเร็จนำหน้าผู้อื่นไปไกล
เฟิงเทียนสิงก็เป็คนประเภทนี้เช่นกัน ทว่าระดับความเข้ากันได้ของลายเวทย์นั้นเพิ่งจะถึงระดับเส้นพื้นผิวมาตรฐานก็เท่านั้นแม้นจะเป็เช่นนี้ ทว่าฝีมือในด้านลายเวทย์นั้นกลับไปถึงระดับสูงมากแล้ว
ครั้นเห็นการเคลื่อนไหวทีละก้าวของหลินโม่อำนาจของลายเวทย์โบราณกำลังอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง เฟิงเทียนสิงก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตน
เด็กคนนี้ระดับความเข้ากันได้กับลายเวทย์นั้นสูงเกินเทียบได้คนเช่นนี้ถ้าได้ฝึกฝนในเส้นทางลายเวทย์ก็จะเป็อัจฉริยะเยี่ยมยอดไร้เทียมทานทีเดียวเชียวหากไม่ได้ฝึกลายเวทย์ล่ะก็คงสิ้นเปลืองพร์ที่พระเ้าประทานให้ไปเสียเปล่า
รอกระทั่งหลินโม่เดินถึงก้าวที่สามสิบ ลายเวทย์กระดานหมากรุกพลันสลายไปหินก้อนกลมคืนกลับสู่สภาพในคราแรก ทุกอย่างรอบกายกลับไปเหมือนตอนแรกสุด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือลายเวทย์ในก้อนหินเ่าั้มลายหายสิ้น
อีกด้านหนึ่ง หลินโม่รู้สึกตกตะลึง แต่ก็ยอมรับความจริงเพราะขณะที่ก้าวเดินเขาก็ััได้ ว่าเมื่อถึงก้าวที่สามสิบจะต้องทำลายลายเวทย์กระดานหมากได้อย่างแน่นอน
“เ้าน้องชาย!” เฟิงเทียนสิงปรากฏตัวต่อหน้าหลินโม่พลางหัวร่อคิกคักเอ่ยขึ้น “พลังอำนาจของลายเวทย์กระดานหมากรุกเป็เช่นไรบ้าง?”
“ธรรมดา” หลินโม่นึกสักพักแล้วเอ่ยตอบ
“ธรรมดา...”
รอยยิ้มของเฟิงเทียนสิงพลันชะงักค้างไป เนื้อแก้มกระตุกยิกๆติดกัน ทว่าก็ยังเก็บกดโทสะนี้เอาไว้ในใจ พลางแค่ยิ้มแห้งออกมา “ลายเวทย์กระดานหมากรุกเป็เพียงพื้นฐานเริ่มแรกสุดของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งก็เท่านั้นแท้จริงแล้วยังมีวิธีและอำนาจที่น่าตื่นตาอีกมากกว่านี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจัดกฎของกระดานหมากรุกแม้แต่เทือกเขายิ่งใหญ่ต่างก็แปรเปลี่ยนได้ ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนแปรสภาพได้ หากบรรลุถึงระดับที่ทำตามใจอยากได้แล้วก็สามารถกระตุ้นพลังแห่ง์เพื่อใช้กับตัวเองได้ในเื่เล่าของยุคโบราณ มีผู้ควบคุมศาสตร์วิชาเวทย์โบราณได้มากกว่าสิบแขนงราวกับพระเ้าผู้ควบคุมกฎแห่ง...”
ครั้นเอ่ยถึงตอนท้าย เฟิงเทียนสิงพลันหน้าแดงก่ำขึ้นมายิ่งพูดก็ยิ่งฮึกเหิม แม้จะมีข่าวลือมากมาย ทว่าในการฝึกแขนงศาสตร์วิชาเวทย์โบราณมาเกือบห้าสิบปีเขารับรู้ถึงความแข็งแกร่งของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณอย่างลึกซึ้ง ยิ่งถึง่หลังมานี้พลังอำนาจก็ยิ่งน่าหวาดกลัวยิ่งขึ้น
หลังจากเล่าเสียจนปากแห้งลิ้นแห้งแล้ว เฟิงเทียนสิงจึงหยุดลงหางตาปราดมองไปยังหลินโม่ พูดมามากถึงเพียงนี้ไอ้เ้าเด็กนี่ก็ควรเปลี่ยนใจได้แล้วบ้างสิ
ยามนี้ สิ่งที่เฟิงเทียนสิงต้องทำก็คือ รอหลินโม่ไอ้หนุ่มหน้าหนานี่ขอร้องอ้อนวอนเขาไหว้อ้อนวอนขอเป็ศิษย์ของเขา
คาดไม่ถึงว่า ก่อนหน้านี้จะถูกหลินโม่โมโหใส่เสียจนแทบไม่ไหวเฟิงเทียนสิงอยากให้คำสอนเล็กๆ แก่หลินโม่ ยิ่งไปกว่านั้นเขาที่เป็ถึงผู้าุโจึงไม่สามารถลดตัวหรือใช้หน้าแก่ๆนี้ไปแย่งตัวศิษย์ของสำนักเทียนซิงมาได้ มีเพียงวิธีเท่านั้นคือให้หลินโม่เอ่ยปากด้วยตนเอง
“พูดจบแล้วหรือ?” หลินโม่ถามขึ้น
“อืม พูดจบแล้ว” เฟิงเทียนสิงตอบกลับไปอย่างลืมตัว ครู่เดียวก็รู้สึกว่าคำนี้มันไม่ถูกแล้ว
“ในเมื่อพูดจบแล้ว เช่นนั้นข้าขอลาล่ะ”หลินโม่โบกมือ หันกายได้ก็จากไปในทันที
เฟิงเทียนสิงเหม่อมองหลินโม่ที่เดินไกลออกไปเนิ่นนานถึงได้รู้สึกตัว พลันขยับกายขวางหน้าหลินโม่เอาไว้ด้วยสีหน้าบึ้งตึง ล้อเล่นอันใดกันพูดไปตั้งมากถึงขนาดนี้ก็เพื่อให้หลินโม่เอ่ยปากขอร้องให้เขาเป็อาจารย์ด้วยตัวเองทว่าท้ายสุดกลับไม่เป็ไปตามแผนที่วางไว้ซ้ำหลินโม่ยังหนีเขาอีก
“ยังมีธุระอันใดอีกหรือ?” สีหน้าของหลินโม่เผยความไม่พอใจออกมา
“เ้าน้องชาย เ้าจะไม่พิจารณาว่าจะฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณอีกสักนิดหรือ?”เฟิงเทียนสิงพยายามอดกลั้นความไม่ชอบใจเอาไว้พลางแค่นยิ้มเอ่ยขึ้น
หากไม่ใช่เพราะหลินโม่ที่อยู่ในลายเวทย์นั้นมีความเข้ากันได้ในระดับสูงและเฟิงเทียนสิงที่ร้อนใจอยากรับศิษย์เข้าไปล่ะก็ตีให้ตายเขาก็มิยอมทำเื่พรรคนี้หรอก หากข่าวลือแพร่ออกไปก็คงไม่เหลือที่ไว้ให้หน้าแก่ๆนี้ของเขาแล้วล่ะ
หลินโม่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจพลังอำนาจของลายเวทย์กระดานหมากรุกเขาก็ััมันด้วยตัวเองแล้วว่าแข็งแกร่งจริงๆทว่าจิตใต้สำนึกของเขา หากจะบรรลุถึงระดับเช่นนี้ จำต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับเงื่อนไขสำคัญบางอย่างนั่นก็คือจะต้องศึกษาศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งอย่างจริงจัง ถึงจะสร้างลายเวทย์กระดานหมากรุกออกมาได้
หลินโม่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองรู้เื่เหล่านี้ได้อย่างไรเขาก็ไม่มั่นใจเช่นกัน คล้ายว่าหากเขาอยากรู้เื่เกี่ยวกับศาสตร์วิชาเวทย์โบราณตรงนี้ก็สามารถรู้ได้ทันทีก็มิปานหลินโม่เองก็สับสนมาก ว่าตัวเองเข้าใจเื่พวกนี้ได้อย่างไรกันแน่?
บางทีอาจเป็มาั้แ่กำเนิดก็ไม่แน่!
เป็เพราะเหตุนี้ จากการชักนำของเฟิงเทียนสิงหลินโม่จึงไม่ได้รู้สึกอะไร
“จากที่ข้ารู้มาทั้งหมด ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นหากจะใช้ได้อย่างเต็มที่จำต้องเสียเวลาเพียรบำเพ็ญถึงหลายสิบปีอีกทั้งจะบรรลุถึงระดับที่คิดเอาไว้ได้หรือไม่นั้นก็ต้องดูที่โชค รวมถึงต้องเข้าใจศาสตร์วิชาเวทย์โบราณอย่างถ่องแท้อีกด้วยศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแม้นแข็งแกร่ง ทว่าข้อบกพร่องก็มีมากเช่นกัน หากไม่ได้เรียนรู้ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งอย่างแท้จริงก็ไร้ทางที่จะแสดงพลังที่แท้จริงของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณออกมาได้ ปีนี้ข้าอายุสิบหกคิดตามสถานการณ์ที่ดีที่สุด หาก้าฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณจริงๆ ล่ะก็ต้องใช้เวลาประมาณสี่สิบปีหรือไม่ก็อาจนานกว่านั้นถึงเวลานั้น ข้าก็อายุห้าสิบหกสิบปีได้แล้ว และหากไม่เชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณล่ะก็เช่นนั้นชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่ต้องเป็อันบรรลุการฝึกใดๆ ได้อีกแล้ว” หลินโม่จ้องเฟิงเทียนสิงพลางเอ่ยช้าๆ
“เ้ารู้เื่เหล่านี้ได้อย่างไรกัน?”เฟิงเทียนสิงถามขึ้นอย่างแปลกใจ
ทุกอย่างที่หลินโม่พูดมานี้ แท้จริงคือศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งเป็เหตุการณ์ที่เหล่าผู้ฝึกตนจำต้องเผชิญด้วยตนเอง เมื่อย่ำเข้าสู่การฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งแล้วนั่นเท่ากับว่าจะไม่มีทางให้กลับไปได้อีก ไม่ก็สามารถก้าวต่อไปบนเส้นทางศาสตร์วิชาเวทย์โบราณได้ไกลไม่สิ้นชีพอยู่ในเส้นทางนี้
สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่ทราบจุดนี้อย่างแท้จริงมีเพียงผู้ที่ฝึกฝนศาสตร์วิชาเวทย์โบราณมานานหลายปีเท่านั้นถึงจะเข้าใจได้
หลินโม่ตรงหน้ายังไม่พ้นวัยสิบหก คาดไม่ถึงว่าจะรู้ถึงข้อดีข้อเสียของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณได้อย่างลึกซึ้งเช่นนี้...
“เพราะ...ข้าเป็มาั้แ่เกิด!”หลินโม่ทิ้งท้ายประโยคไว้แล้วเร้นกายจากไปในทันที
“เป็มาั้แ่เกิด?”
เฟิงเทียนสิงตะลึงไปชั่วขณะ เหม่อมองหลินโม่ที่เดินไกลออกไปในใจพลางพยายามไตร่ตรองความหมายของคำพูดนี้
เนิ่นนาน เฟิงเทียนสิงพลันตาสว่างรู้สึกตัวขึ้น
“ไอ้เ้าเด็กแสบ กล้าดีอย่างไรมาหลอกข้า”เฟิงเทียนสิงะเิโทสะราวกับสายฟ้าฟาด พลันสะบัดร่างตามติดไป