ข้ามาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน

    ตอนที่ 26 อาณาจักรนภา

    ตอนที่26 อาณาจักรนภา


    “ตกลงแล้วพ่อหนุ่มหลิวเย่ละพร้อมหรือยัง?”แอทลาสพยักหน้าเห็นด้วยและหันมาถามหลิวเย่อย่างจริงจัง


    “ได้ในเมื่อพวกท่านพร้อมกันทุกคนแล้ว ฉันก็พร้อมเช่นกัน” หลิวเย่ตอบตกลงอย่างสบายใจ


    จากนั้นหลิวเย่ขอให้ทุกคนหลับตาเพื่อลดการต่อต้านขณะเข้าไปอยู่ในมิติพื้นที่เนื่องจากหากมีคนต่อต้านจะทำให้ได้รับ

    บาดเจ็บจากพลังจิตที่ปะทะเข้ากับพลังในมิติพื้นที่ได้


    ผู้คนหลายล้านคนถูกหลิวเย่นำเข้าเก็บไว้ในมิติพื้นที่ภายในเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเพราะต้องทยอยนำเข้าให้เป็นระเบียบ

    ซึ่งแตกต่างจากสิ่งของที่ไม่มีชีวิตอื่นๆ


    หลังจากเขานำผู้คนของโคลนทั้งหมดเข้าไว้กับตัวเรียบร้อยแล้ว


    หลิวเย่เปิดใช้ทักษะล่องหนและเหินตัวบินตรงขึ้นไปยังช่องทางเข้าของอาณาจักรนภาโดยตรง


    ..........


    ครึ่งชั่วโมงต่อมา


    หลิวเย่บินมาถึงอุโมงค์ทางเข้าซึ่งมีค่ายกลอันทรงพลังขวางกั้นแต่ทว่าค่ายกลนั้นไม่สามารถขัดขวางความแข็งแกร่งของเขาได้เลยแม้แต่น้อย


    “พวกโคลนกลุ่มผู้รอดชีวิตจะต้องไปล้มล้างอาณาจักนภาแน่นอนฉันจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ก็แล้วกัน” หลิวเย่คิดว่าการที่ชายชราแอทลาสและผู้รอดชีวิตทั้งหมดตัดสินใจโยกย้ายออกจากพื้นที่โคลนแสดงว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำสงครามเปิดศึกกับอาณาจักรนภาอย่างแน่นอนดังนั้นเขาจึงช่วยอำนวยความสะดวกโดยการร่ายเวทมนตร์ทำลายค่ายกลอุโมงค์ทางเข้าทันที


    “บู้ม ๆๆๆ”


    เสียงระเบิดดังติดต่อกันหลายครั้งจนทำให้ทหารและหน่วยลาดตระเวนที่บินตรวจตราต่างพากันบินมุ่งหน้ามาที่อุโมงค์ทางเข้ากันเป็นจำนวนมากทหารของอาณาจักรนภาล้วนสงสัยว่าเกิดสิ่งผิดปกติใดกับค่ายกลป้องกันที่ถูกจัดวางคู่ไว้กับเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อป้องกันการเล็ดลอดเข้าไปของพวกโคลนหรือศัตรูต่างถิ่น


    แต่ทว่าเวลานี้กลับมีเสียงระเบิดที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากสาเหตุใดทำให้ทหารและหน่วยลาดตระเวนเร่งรุดไปตรวจสอบโดยเร็ว


    ทันใดนั้นมีน้ำเสียงเกียจคร้านจากอะนูบิสดังขึ้นในจิตใจของหลิวเย่ว่า


    “นี่เจ้าหนุ่มปล่อยให้พวกบ้าเลือดทั้งหลายออกไปสู้รบเองเถอะ อย่าทำเก่งเป็นพระเอกอยู่คนเดียวเลยน่า”

    คำพูดของอะนูบิสทำให้หลิวเย่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยจากนั้นเขาบินลงไปจอดในอุโมงค์แล้วโบกมือนำผู้คนกลุ่มรอดชีวิตและโคลนออกมาจากมิติพื้นที่โดยตรง


    “เฮ้! พวกเราฆ่ามันให้หมด”


    “เฮ้ย! ไอ้พวกอาณาจักรนภาทั้งหลายมากราบบรรพบุรุษพวกแกได้แล้ว”


    “ลุย! ฆ่ามัน”


    “พวกเราล้างบางอาณาจักรนภาเดี๋ยวนี้!”


    ทันทีที่ผู้คนทยอยออกมาจากมิติพื้นที่ของหลิวเย่พวกเขาต่างพากันหยิบอาวุธที่เตรียมมาและพุ่งเข้าต่อสู้กับทหารและยานรบอย่างไม่หวั่นเกรง


    กลายเป็นว่าอาวุธของกลุ่มผู้รอดชีวิตนั้นมีอานุภาพทำลายล้างไม่ด้อยไปกว่าทหารของอาณาจักรนภาเลยไม่ว่าจะเป็นปืนเลเซอร์ ปืนปากกาอะตอม และอาวุธอื่นอีกหลายแบบ


    “ปัง ๆๆๆๆ”


    “โอ๊ย!”


    “โอย!”


    เสียงปะทะต่อสู้กันวุ่นวายและโกลาหลไปหมด


    มีกลุ่มผู้รอดชีวิตหลายคนสามารถยึดยานรบของอาณาจักรนภาไว้ได้และใช้ยานรบต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม


    หลิวเย่จ้องมองภาพการสู้รบที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือพละกำลังและความแข็งแกร่งของกลุ่มผู้รอดชีวิตนั้นเหนือกว่าอาณาจักรนภาหนึ่งระดับดังนั้นหากสู้รบกันนานยิ่งขึ้นย่อมทำให้อาณาจักรนภาพ่ายแพ้ได้อย่างแน่นอน


    “บู้ม ๆๆๆๆ”


    ในเวลานี้มีพลังปราณอันแข็งแกร่งจากผู้นำอาณาจักรนภาในขอบเขตแกนเทพระดับสูงสุดส่งระเบิดเข้าใส่กลุ่มผู้รอดชีวิตทั้งหลาย


    แต่ทว่าชายชราแอทลาสที่แข็งแกร่งระดับเดียวกับผู้นำอาณาจักรนภาเขากระโดดขึ้นไปยืนกลางอากาศพร้อมกับส่งพลังปราณอันแข็งแกร่งจากฝ่ามือทั้งสองข้างของตนเองเข้าต้านทานและโต้กลับในจังหวะเดียวกันเข้าใส่ผู้นำอาณาจักรนภาทันที“บู้ม ๆๆๆๆ”


    “แอทลาส! เจ้าแข็งแกร่งเท่าข้าได้ยังไง?”ชายชราผู้นำอาณาจักรนภาตะโกนเสียงดังด้วยความตื่นตกใจ เขาไม่คิดว่าชายชราที่เป็นศัตรูคู่แค้นของตนเองจะสามารถแข็งแกร่งเทียบเท่าตนเองโดยที่เขาไม่เคยระแคะระคายมาก่อน


    ทำให้เขาแอบตื่นกลัวเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าแอทลาสจะมีไพ่ตายกี่ใบกันแน่


    “ฮ่าๆเจ้าคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งคนเดียวงั้นหรือ?”แอทลาสหัวเราะเยาะอย่างดูแคลนพร้อมกับส่งพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่าเดิมพุ่งเข้าใส่ผู้นำอาณาจักรนภาโดยตรง“บู้ม ๆๆๆ”


    “ยะ...อย่าไม่......” ผู้นำอาณาจักรนภาไม่คิดว่าแอทลาสจะโจมตีเข้าใส่เมืองอันศิวิไลซ์ของอาณาจักรพร้อมกับโจมตีตัว

    เองไปด้วยซึ่งเป็นทักษะการสู้รบที่เหนือคาดหมายของเขาอย่างสิ้นเชิงทำให้ผู้นำไม่สามารถต้านทานพลังความแข็งแกร่งนั้นได้


    เมื่อรองผู้นำและทหารหลายคนของอาณาจักรนภาเห็นว่าผู้นำของตนพ่ายแพ้ต่อกลุ่มผู้รอดชีวิตหลายคนต่างหนีเอาตัวรอดเพราะไม่สามารถต่อสู้เอาชนะได้เลย มีบางคนที่ยังคงยืนหยัดทำตามหน้าที่และต่อสู้จนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต


    หลิวเย่ยืนจ้องมองการสู้รบของทั้งสองฝ่ายด้วยความสนใจเขาไม่ได้เข้าร่วมในทันทีเพราะต้องการดูท่าทีของทั้งสองฝ่ายว่าเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เขาประจักษ์อย่างชัดเจนนั่นคือ ทักษะการต่อสู้และชั้นเชิงของกลุ่มผู้รอดชีวิตนั้นมีการเตรียมการและวางแผนกลยุทธ์มาเป็นอย่างดี


    เนื่องจากระหว่างการต่อสู้นั้นกลุ่มผู้รอดชีวิตแบ่งกลุ่มต่อสู้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบ ดังนี้ กลุ่มแข็งแกร่งในระดับเดียวกันต่อสู้โรมรันกับฝ่ายตรงข้ามที่แข็งแกร่งเท่ากันส่วนกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดเข้าควบคุมพื้นที่อยู่อาศัยและผู้คนทั้งหลายของอาณาจักรนภา


    ดังนั้นใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถจบสงครามทำลายล้างอาณาจักรนภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ


    หลิวเย่พยักหน้าอย่างชื่นชมกับแผนกลยุทธ์เชิงศึกสงครามของชายชราอย่างแท้จริง


    สาเหตุสำคัญอีกอย่างที่หลิวเย่ไม่ได้เข้าร่วมทำศึกสงครามในครั้งนี้ด้วยนั่นเป็นเพราะว่าเขายังอ่อนแอเกินไป ในตอนนี้เขามีความแข็งแกร่งแค่ขอบเขตแกนเทพระดับปลายเท่านั้นซึ่งต่ำกว่าชายชราแอทลาสหนึ่งระดับ


    ดังนั้นเขาไม่สามารถต่อสู้กับชายชราแอทลาสและผู้นำอาณาจักรนภาได้


    ..........


    ภาพตรงหน้าหลิวเย่ในเวลานี้


    อาณาจักรนภาสามในสิบส่วนถูกทำลายจนกลายเป็นซากปรักหักพังมีผู้คนของอาณาจักรนภายอมจำนนและถูกจับเป็นเชลยราวสามในสิบส่วนส่วนที่เหลือมีทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บระหว่างทำสงครามที่ปราศจากสัญญาณเตือนล่วงหน้า


    ชายชราแอทลาสเดินตรงเข้ามาหาหลิวเย่และพูดอย่างขอบคุณในความช่วยเหลือของเขาว่า


    “ขอบคุณมากนะหลิวเย่ฉันมีโอกาสพลิกฟื้นสถานการณ์ของกลุ่มผู้รอดชีวิตได้ก็เพราะความช่วยเหลือจากคุณแต่น่าเสียดายที่คนของฉันรายงานว่าพีเค คนที่จะช่วยเรื่องปลดล็อกการทำงานของฮัทนั้นเขาตายไปเมื่อเดือนก่อนนี่เอง ในตอนนี้ไม่มีใครสามารถแก้ไขเรื่องที่คุณร้องขอได้เลยขอโทษจริงๆ”


    น้ำเสียงขอโทษที่จริงใจทำให้หลิวเย่อึ้งไปชั่วครู่ด้วยความรู้สึกเสียดายและผิดหวังเล็กน้อยเขาถามแอทลาสในสิ่งที่สงสัยโดยตรงว่า “คุณรู้จักองค์กรซีเคร็ตไหม?”


    “องค์กรซีเคร็ตงั้นหรือพวกนางฟ้าปีกหักใช่ไหม?” แอทลาสถามหลิวเย่ย้ำเพื่อความแน่ใจ


    “ใช่สัญลักษณ์พวกเขาคือนางฟ้าปีกหัก” หลิวเย่ตอบตามจริงอย่างมีความหวังว่าจะได้รับรู้ข้อมูลจากชายชราเพิ่มเติม


    “ฉันรู้จักเป็นอย่างดีดาวเคราะห์ไหนที่มีองค์กรนี้แสดงว่าพวกเขากำลังเตรียมการให้สมาพันธ์ไปเยือนเพื่อครอบครองแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าสมาพันธ์จะเดินทางไปถึงด้วยช่องทางหรือวิธีไหน หากเป็นประตูเวลาก็จะเร็วและอาจทำให้ดาวเคราะห์นั้นล่มสลายอย่างรวดเร็วหากเป็นช่องทางปกติที่เดินทางผ่านห้วงอวกาศด้วยยานรบหรือยานโดยสารก็อาจนานหลายปี ขึ้นอยู่กับว่าการเดินทางระหว่างจักรวาลจะห่างไกลกันแค่ไหนด้วย”แอทลาสอธิบายให้หลิวเย่ฟังอย่างใจเย็น


    “เข้าใจแล้วขอบคุณมาก”หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดมากขึ้นพลางคิดไปว่าการที่เขาทำลายองค์กรซีเคร็ตเมื่อครั้งอยู่ที่โลกนั้นเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติแล้ว


    ในตอนนี้อลาสตอร์และกลุ่มชายฉกรรจ์ที่แข็งแกร่งรองจากแอทลาสได้บินเข้ามารายงานผลการทำสงครามและเข้าควบคุมพื้นที่ของอาณาจักรนภาอย่างเบ็ดเสร็จ


    แอทลาสเชื้อเชิญหลิวเย่ไปพักผ่อนในพื้นที่ผู้นำเดิมของอาณาจักรนภาซึ่งคนของแอทลาสเข้าไปเก็บกวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาตอบตกลงรับคำเชิญเพื่อรอเวลาให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไปหลิวเย่ตั้งใจที่จะเดินทางด้วยสัญจรวัตรแทนเทเลพอร์ตเนื่องจากเขาไม่แน่ใจว่าเทเลพอร์ตจะพาเขาไปที่ใด


    ระหว่างที่หลิวเย่กำลังบินไปที่พักนั้นมีเสียงตื่นเต้นของอะนูบิสดังขึ้นคล้ายกับว่ามันพบสมบัติหรือสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษจนต้องบอกกับหลิวเย่อย่างเร่งด่วนว่า“นี่เจ้าหนุ่ม เจ้าบินไปทางอาคารเก่าร้างทางทิศเหนือของอาณาจักรนภาสิข้าสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งที่สามารถช่วยให้เจ้าเดินทางด้วยสัญจรวัตรได้อย่างรวดเร็ว”


    คำพูดของอะนูบิสกระตุ้นความสนใจของหลิวเย่เป็นอย่างยิ่งเพราะเขากำลังชั่งใจตัวเองในการเดินทางครั้งต่อไปอยู่พอดี

    ทำให้หลิวเย่ส่งเสียงบอกกับชายชราแอทลาสทันทีว่า “ท่านผู้นำ ฉันขอบินไปดูอาคารร้างทางเหนือก่อนนะ”


    แอทลาสขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจที่เห็นว่าหลิวเย่สนใจอาคารร้างของอาณาจักรนภาซึ่งเขาไม่พบว่ามีสิ่งใดที่มีคุณค่าในบริเวณนั้นมากพอสำหรับตน เขาจึงพยักหน้าอนุญาตหลิวเย่อย่างผ่อนคลายและบอกโดยตรงว่า“ไปสิ แล้วค่อยกลับมาทานอาหารที่เรือนผู้นำกับฉัน”


    “ขอบคุณ”หลิวเย่กล่าวขอบคุณก่อนเหินตัวบินไปทางทิศเหนือแทน ในขณะที่แอทลาสและกลุ่มของเขากำลังบินไปทางทิศตะวันออก


    ..........


    ครู่หนึ่งหลิวเย่บินมาถึงอาคารร้างฐานทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนพีระมิดเขาลงจอดอย่างนุ่มนวลพร้อมกับใช้สัมผัสสวรรค์สำรวจบริเวณพื้นที่โดยรอบแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติหรือสิ่งใดที่น่าสนใจเป็นพิเศษทำให้เขาส่งเสียงถามอะนูบิสอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจว่า “นี่ท่านอะนูบิส ถามจริงเถอะให้ฉันมาหาอะไรที่นี่?”


    มีเสียงถอนหายใจเล็กน้อยเหมือนกับเบื่อหน่ายก่อนตอบด้วยเสียงเกียจคร้านว่า“ต้องใช้จิตใจเจ้าเท่านั้น”


    คำตอบของอะนูบิสที่สั้นกระชับแต่สร้างความมึนงงให้กับหลิวเย่มากขึ้นแต่เขารู้ว่าคงไม่สามารถคาดคั้นเอาอะไรกับอะนูบิสจอมเจ้าเล่ห์ได้อีกดังนั้นเขาจึงตัดสินใจใช้พลังจิตของตนเองในการค้นหาสิ่งที่พิเศษนั้นเอง


    หลิวเย่เก็บพลังปราณของตนเองและลงเดินเหมือนคนทั่วไปเขาเดินช้าๆและใช้สัมผัสของพลังจิตตนเองค่อยๆสำรวจสิ่งของที่คิดว่าน่าจะเป็นสมบัติ พื้นที่ของอาคารร้างนี้มีมากถึง90,000 ตารางเมตร ทำให้เขาใช้เวลาในจุดนี้นานถึง 2 ชั่วโมงแต่ทว่ายังไม่พบสิ่งใดที่สะดุดตาหรือน่าสนใจแม้แต่น้อย


    ระหว่างที่หลิวเย่กำลังถอดใจและรู้สึกท้อแท้อยู่นั้นพลังจิตของเขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่อ่อนโยนจนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก


    “ต้องเป็นสัมผัสแบบนี้ใช่ไหม?” เขาถามตัวเองด้วยความตื่นเต้น จากนั้นเขาเดินตามความรู้สึกนั้นตรงไปเรื่อยๆกลายเป็นว่าเป็นพื้นที่ในห้องใต้ดินของอาคารร้าง


    ในห้องใต้ดินนั้นมีทั้งหมด3 ชั้น ชั้นแรกเป็นเหมือนที่พักอาศัยหลบภัยธรรมดา ชั้นสองเป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ของพวกช่างไม้ทั้งหลายซึ่งไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเป็นพิเศษแต่ทันทีที่หลิวเย่ก้าวเดินลงไปในชั้นสาม เขาสัมผัสความอ่อนโยนนั้นได้ชัดเจนมากขึ้น


    เมื่อเขาเดินตรงไปเรื่อยๆเพื่อเข้าใกล้สัมผัสอ่อนโยนนั้นปรากฏว่ามันสามารถเคลื่อนที่หลบหนีเขาได้เหมือนมีชีวิต “หือ เจ้านี่เป็นสิ่งมีชีวิตหรือ?” เขาพึมพำถามตัวเองด้วยความสงสัย


    จากนั้นเขาเดินตรงเข้าไปคว้าสิ่งมีชีวิตนั้นด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำได้และเขาทำได้สำเร็จอย่างทันท่วงที“ขวับ”


    “วา ๆๆ”เสียงเล็กแหลมร้องขึ้นด้วยความตื่นตกใจที่พบว่ามันถูกคนจับตัวไว้ได้


    หลิวเย่หยิบขึ้นมาดูและพบว่าตัวสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนั้นเหมือนกระรอกขนสีเทาแววตาใสซื่อ“เจ้าเองหรือ?”เขาสงสัยที่พบว่าสัมผัสอ่อนโยนนั้นมาจากสัตว์ตัวเล็กๆที่ผู้คนมักมองข้ามไปนั่นเอง


    เขารับรู้ได้ทันทีว่าเมื่อเขาจับตัวมันโดยที่ทำให้มันตื่นกลัวนั้นมันจะหยุดปลดปล่อยบางอย่างที่ทำให้ผู้คนสบายใจแต่สร้างความเครียดแทนเขาตัดสินใจลองสื่อสารกับมันทางจิตวิญญาณดูเผื่อว่าจะสามารถเข้าใจกันได้ “ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้าแต่เจ้าคือสิ่งพิเศษที่จะช่วยข้าให้เดินทางข้ามจักรวาลได้อย่างรวดเร็วงั้นหรือ?”


    “วา วา วา วา วา”ปรากฏว่ามีเสียงตอบโทนสูงต่ำแต่ฟังเสียงได้แค่คำๆเดียวเท่านั้น นั่นคือ “วา”


    หลิวเย่เกาหัวด้วยความปวดหัวและผิดหวังที่ไม่สามารถสื่อสารกับมันให้รู้เรื่องได้


    “ลองใช้ฮัทดูแล้วกันว่าจะรู้ภาษาของเจ้าตัวเล็กนี่ไหม?”หลิวเย่หยิบเอาฮัทมาสวมบนหัวตนเองและกดปุ่มเพื่อหาดูว่าตนเองสามารถเรียนรู้ภาษาของสัตว์ตัวน้อยได้หรือไม่ปรากฏว่าไม่มีข้อมูลของฮัทระบุไว้เกี่ยวกับกระรอกตัวน้อยที่พูดภาษาแบบนี้มีแต่ภาษากระรอกทั่วไปที่หลิวเย่คุ้นเคย ทำให้เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางคิดในใจว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี


    ทันใดนั้นอะนูบิสส่งเสียงบอกหลิวเย่อย่างยินดีว่า“เจ้าหนุ่ม มันจริงๆด้วย ในที่สุดพวกเราก็เจอมูฟแล้ว”


    “มูฟงั้นหรือ? มันมีประโยชน์ยังไง? นอกจากพูดว่า วาวาวา” หลิวเย่ถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองใจเหมือนตนเองถูกอะนูบิสหลอกเข้าให้


    “ชิชะ! เจ้าไม่รู้จักของดีเสียแล้ว ลองให้เจ้ามูฟมันผายลมบนอัสนีแปดพิเคราะห์เจ้าสิรับรองแล่นฉิวเร็วกว่าใช้หินพลังงานเป็นพันเท่าเชียวนะ” อะนูบิสพูดบอกหลิวเย่อย่างรำคาญใจ


    “ฮ้า! จริงหรือ?”หลิวเย่ถามด้วยความตื่นเต้นยินดี


    นิยายแนะนำ