ภายในรถม้า
บรรยากาศภายในรถม้าถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบหลังรถม้าออกเคลื่อนตัวจนเวลาผ่านไปเกือบ 1เค่อแล้ว ไม่มีใครเอ่ยปากก่อนได้ยินเพียงเสียงหายใจและเสียงของล้อรถม้าที่กระทบกับหินครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตางามเหลือบไปทางคนตัวโตที่แสดงหน้าเ็าเช่นเดิมอย่างเป็ประจำ ปากบางเม้มเข้าหากันอย่างรวบรวมความกล้า เพื่อที่จะเป็ฝ่ายเริ่มการสนทนานี้ก่อน
"ท่านเ้าสำนักเหตุใดท่านถึงเงียบไป หากข้าทำเื่อันใดที่ผิดต่อกฎสำหรับท่านก็บอกข้ามาเถอะ ข้าจะจำไว้และจะไม่ทำมันอีก"
หญิงสาวเอ่ยออกมาในที่สุด นางเลือกเปิดบทสนทนาอย่างประนีประนอมก่อนถึงแม้จะรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นไม่ได้ผิดก็ตาม
"คนเช่นเ้ารู้ตัวด้วยหรือว่าตัวเองนั้นทำผิด มิใช่กลับผิดเป็ถูกเสียทุกอย่าง"
เป็เสียงเข้มที่เอ่ยออกมา และมองมาทางหญิงสาวอย่างคาดโทษ
"แต่ข้าจำได้มิใช่หรือเ้าคะ ว่ากฎของสำนักมิได้ห้ามไม่ให้ไปทานอาหารร่วมกับผู้ใด"
"เถียงคำมิตกฟาก"
"เอ๊ะ! ท่าน..."
ก่อนที่หญิงสาวจะได้พูดอะไรต่อ ก็เจอสายพิฆาตมองมาเสียก่อนที่นางเผลอขึ้นเสียง
"อุ้ย! ขออภัยเ้าค่ะข้าลืมตัวไปหน่อย ก็มันจริงนิเ้าคะกฎของสำนักข้าจำมันได้ทุกข้อแต่ไม่เห็นว่าข้อไหนที่ข้าทำผิดไปเลยสักนิด"
"แล้วเ้าใช่ศิษย์ของสำนักทั่วไปหรือไม่ เป็สตรีเหตุใดถึงไปทานอาหารร่วมกับชายแปลกหน้าที่พึ่งพบกันเพียงครั้งแรก"
ชายหนุ่มเอ่ยเข้าประเด็นในที่สุด ทำให้หญิงสาวเข้าใจในทันที ข้ามิใช่ศิษย์ทั่วไปแต่เป็ถึงคุณหนูของสำนักอีกด้วย เขาคงห่วงหน้าตาสินะ นึกว่าเป็ห่วงที่อาจเจอคนไม่ดีหรือถูกหลอก
ใน
"แต่ถึงเช่นไรหากมิได้รู้จักกันคราแรก แล้วจะเรียกว่ารู้จักกันได้เช่นไร คนเรามันต้องมีครั้งแรกนะเ้าคะ"
'เอ๊ะ! คำพูดมันดูแปลกๆนะข้ากำลังพูดอันใดอยู่เนี้ย' ประโยคหลังหญิงสาวเอ่ยกับตัวเองในใจ
"เ้าก็คือเ้าวันยังค่ำ"
"คำนี้อีกแล้วนะเ้าค่ะ เมื่อหลายวันก่อนท่านก็เอ่ยคำนี้กับข้า ข้ามันเป็เช่นไรกันเ้าคะ เมื่อก่อนข้าอาจจะชมชอบท่านถึงขั้นทำเื่ไม่ดี ขออภัยสำหรับเื่ราวทั้งหมด ั้แ่นี้ไปข้าจะไม่ให้เกิดเื่เช่นนั้นขึ้นอีก ท่านไม่ต้องห่วงหรอกเ้าคะท่านในตอนนี้ไม่ใช่สเปค เอ้ย! ไม่ใช่ชายที่ข้าหมายปองอีกแล้วสบายใจได้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้าจะตกแต่งออกไปกับชายที่ท่านเลือกให้ด้วยความสบายใจ แต่ถ้าท่านจะกรุณาขอให้ข้าเป็ผู้เลือกชายที่ข้าจะอยู่กับเขาไปชั่วชีวิตด้วยตัวข้าเอง ซึ่งแน่นอนชายผู้นั้นไม่ใช่ท่านแน่นอน"
หญิงสาวเอ่ยออกมาเสียยืดยาวและเป็จังหวะที่รถม้าจอดพอดี ฟางเหนียงลุกขึ้นเตรียมที่จะออกจากรถม้าก่อน แต่ขณะที่กำลังจะเปิดผ้าม่านก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ก่อนที่จะหันมาทางชายหนุ่มที่ยังคงนั่งเงียบอยู่กับที่
"อ้อ อีกอย่างที่ท่านบอกว่าสตรีมิควรอยู่กับชายสองต่อสอง เช่นนั้นก็ฝากบอกแม่นางเหลียนฮวาด้วยนะเ้าคะ เห็นท่านสองคนสนิทกันข้าเป็สตรีเช่นกันก็เป็ห่วงนาง เป็ชายรู้หน้ามิรู้ใจ"
ฟางเหนียงเอ่ยจบก็เดินลงจากรถม้าไป เหลือเพียงชายหนุ่มที่ยังคงนั่งอยู่กับที่ หญิงสาวหลอกด่าเขาเมื่อสักครู่เหตุใดเขาถึงจะมิรู้ แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดคำพูดของนางก่อนหน้านี้ที่บอกว่าจะไม่ยุ่งกับเขาอีก และจะแต่งออกไปทำให้เขารู้สึกอารมย์ไม่ดี ทั้งที่เป็สิ่งที่เขา้าและรอมันมาตลอด
.
วันถัดมา ณ ตำหนักหลิวรุ่ย
บริเวณลานไม้กว้างทางด้านขวาของตัวตำหนัก บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเครียดแค้น แต่เป็เครีนดแค้นที่เรียกได้ว่าไม่สามารถทำอันใดได้มากกกว่า ดวงตางามกำลังจ้องมองหนิงเฟิ่งด้วยความสะบักสะบอม ใบหน้าของนางเลอะคาบดินเล็กน้อยจากการถูกโจมตี 'หน่อยแหน่ะ! ไหนท่านบอกว่าจะแค่ทดสอบพื้นฐานที่ข้ามีเท่านั้น แต่ที่ท่านทำอยู่นี่เรียกว่ารังแกข้าอยู่นะ
"ใครรังแกเ้ากัน"
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ทันทีที่หญิงสาวได้ยินถึงกับทำตาโตเท่าไข่หาน และยกมือทั้งสองข้างป้องปากในทันทีด้วยความใ
"ทะ ทะท่านได้ยินสิ่งที่ข้าคิดด้วยหรือเ้าคะ"
"สิ่งที่เ้าคิดอันใดกัน"
หนิงเฟิ่งเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความมึนงง 'เมื่อสักครู่นางเป็ผู้พูดออกมาเองไม่ใช่เหรอ เหตุใดถึงได้เอ่ยกับข้าเช่นนี้กัน' หนิงเฟิ่งเอ่ยกับตนเองในใจและจ้องมองหญิงสาวด้วยความสงสัย แต่ปฎิกริยาของหญิงสาวกลับทำให้เขาต้องใอีกครั้งคือ นางอ้าปากและยิ่งเบิกตากว้างกว่าเดิมพร้อมเดินมาทางเขา
"มะ เมื่อสักครู่ท่านได้พูดว่า ข้าพูดออกมาเองแท้ๆ แล้วเหตุใดถึงได้ถามท่านเช่นนั้นใช่หรือไม่"
"ข้ายังมิท่านได้พูด..."
แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยจบเขาก็คิดได้ขึ้นมาท่านที หรือว่าเขาและนางจะได้ยินความคิดของกันและกัน
"ใช่หรือไม่เ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยกลับชายหนุ่มด้วยความตื่นเต้น
"เหลวไหล"
หนิงเฟิ่งเอ่ยจบก็เก็บพลังิญญาของตนเอง และเดินไปพักที่โต๊ะม้านั่งก่อนที่จะรินชาและเตรียมยกดื่มอย่างให้ใจเย็น ก่อนที่ถ้วยชาจะจรดที่ริมฝีปาก ด้วงตาคมจ้องมองไปทางหญิงสาวที่กำลังเก็บพลังิญญา 'มานั่งดื่มชาที่ตรงข้ามข้า' ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจและมองไปทางหญิงสาวอีกครั้ง เขาอยากจะทดสอบว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับเขาและนางเมื่อสักครู่มันคืออะไร เมื่อเขาเอ่ยในใจเป็จังหวะที่นางเก็บพลังิญญาเสร็จพอดี หญิงสาวเดินมาหยุดที่หน้าของเขา แต่ชายหนุ่มยังคงจ้องหน้าหญิงสาวเมื่อกำลังรอคำตอบและดูปฎิกริยาของนางอยู่
"ท่านเ้าสำนักมีอันใดหรือเ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความงงงวย เพราะเห็นชายหนุ่มเอาแต่จ้องมองนางแต่ไม่เอ่ยอันใดสักที
"เ้าอาบน้ำบางหรือไม่"
ชายหนุ่มเอ่ยตอบหญิงสาวอย่างเปลี่ยนเื่ พลางยกชาขึ้นดื่ม
"นี่ท่าน!"
หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกลับหน้ายับด้วยความโมโห พลางก้มดมกลิ่นตัวเองอย่างสำรวจแต่กลับพบว่าก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นอันใดนิ เพียงแค่เลอะคราบดินจากการฝึกเมื่อสักครู่เท่านั้น
"ข้าขอดื่มชานะเ้าคะ ข้ากระหายน้ำมิไหวแล้วเ้าคะ"
เอ่ยจบหญิงสาวก็รินชาใส่ถ้วยอีกใบที่คว่ำอยู่โดยที่ยังไม่ได้ทันที่จะได้รับอนุญาต และยกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็วด้วยความกระหายและเหนื่อยล้า หนิงเฟิ่งมองปฏิกิริยาของหญิงสาวอย่างใช้ความคิด เมื่อสักครู่นางขอเขาก่อนเช่นนั้นแปลว่านางไม่ได้ยินสิ่งที่ข้าเอ่ยกับนางในใจ เช่นนั้นแล้วเหตุใดเมื่อตอนฝึกเมื่อสักครู่นางถึงได้ยินเสียงที่ข้าเอ่ยในใจ แต่ครานี้กลับไม่ได้ยินเสียแล้วเล่า แปลก!
"พลังของเ้าต่ำเกินไป ต้องฝึกควบคุมพลังก่อน จำที่ข้าพาทำเมื่อก่อนประลองได้หรือไหม"
"จำได้เ้าค่ะ"
"ดี เช่นนั้นสามวันนี้ เ้าฝึกจนกว่าจะชำนาญ"
เอ่ยจบชายหนุ่มก็ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อของตน หยิบตำราเล่นหนึ่งออกมาและวางมันที่ด้านหน้าของหญิงสาว มือบางเอื้อมไปหยิบขึ้นมาพลิกดูอย่างสนใจ แต่ก็ค่อนข้างเบามือเพราะดูจากสีของตำรา คาดว่าคงอยู่มานานนับร้อยปีเป็แน่ ไม่ก็อาจจะถูกใช้งานมาอย่างหนัก เพราะมันทั้งเก่าและบางหน้าเริ่มมีรอยยับอย่างมาก
"พลังภายในเป็ศูนย์"
"ใช่"
"ท่านเอ่ยว่า 3 วัน เช่นนั้นหรือ สามวันนี้ท่านจะไม่อยู่หรือเ้าคะ"
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางสายตาหันไปเห็นที่นิ้วยาวของเขา ที่นิ้วชี้สวมแหวนหยกสีครามเอาไว้ที่ด้านขวา มีเ้าของแล้วแท้ๆ แต่ยังสวมแหวนไว้ที่นิ้วชี้คงเป็พวกหลอกหญิงงามไปทั่วสินะ 'จะบอกเขาเื่อาจารย์มู่ดีไหมนะ' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ เมื่อนึกได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนตนเองได้แอบไปยินอะไรมา สีหน้าของนางลังเลเล็กน้อยขณะที่มองหน้าชายหนุ่ม
"มีอันใด"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของนางแปลกๆ แต่ทำท่าเหมือนไม่กล้าที่จะเอ่ยออกมาตรงๆ
"เออ...คือว่า...เื่นี้ข้าก็มิรู้ว่าจะเอ่ยบอกท่านเช่นไร เพราะข้าเองก็ไม่รู้อันใดมาก"
"มีอันใดที่ข้าควรรู้เช่นนั้นหรือ"
"เ้าค่ะ ข้าอยากให้ท่าระ...."
"ท่านเ้าสำนักจดหมายจาก..."
ฟางเหนียงยังเอ่ยไม่ทันจบก็ถูกเสียงหนึ่งขัดขึ้นเสียก่อน เป็เสียงของอาเหยาที่รีบวิ่งมาด้วยความรีบร้อน แต่เมื่อเห็นว่าเ้าสำนักมิได้อยู่เพียงผู้เดียวก็รีบเงียบปากในทันที หนิงเฟิ่งเหลือบมองจดหมายที่ผู้ช่วยของเขาถือมาด้วย มีสัญลักษณ์ที่้าถูกประทับด้วยตราของวังหลวงก็พยักหน้าให้ชายหนุ่มทันที
"เอาหล่ะวันนี้เ้ากลับไปก่อน ข้ามีธุระที่ต้องจัดการ"
ชายหนุ่มเอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินเข้าตำหนักของตนเองทันที ส่วนอาเหยาเองก็รีบตามผู้เป็นายเข้าไป โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจหญิงสาวอีกเพราะมีเื่สำคัญเร่งด่วนเกินกว่าที่จะสนใจเื่ที่นางจะเอ่ยบอก ฟางเหนียงได้แต่อ้าปากค้างเพราะเื่ที่นางจะบอกเขาเองก็สำคัญเช่นกัน 'ชั่งเขาเถอะความสามารถเช่นเขา คงไม่มีผู้ใดลอบทำร้ายได้หรอก' เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ลุกและเดินไปที่หอตำราเช่นทุกวัน ระหว่างทางหญิงสาวรู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวนางไม่ปกติ บรรยากาศในสำนักดูครึ้มๆไม่ชอบมาพากลคล้ายจะเกิดเื่ไม่ได้ขึ้น แต่ความคิดนั้นก็ต้องถูกผลักออกไปจากความคิด และคิดว่าตนเองอาจจะคิดมากเกินไป นางกำชับตำราที่หนิงเฟิ่งในมือแน่น ก่อนที่จะเข้าไปในหอตำรา
ภายในตำหนัก
"ทำเช่นไรดีขอรับเ้าสำนัก ท่านรองเ้าสำนักก็ต้องไปทำธุระแทนท่านเื่การแข่งขัน ตอนนี้ท่านเองก็ต้องเข้าวังหลวง หากเกิดเหตุการณ์คนร้ายลักลอบเข้ามาอีกจะทำเช่นไร"
อาเหยาเอ่ยด้วยความเป็ห่วง หนิงเฟิ่งมีสีหน้าหนักอึ้ง เพราะทุกอย่างมีเื่ให้เขาต้องคิดมากไปหมด่นี้
"เพิ่มกำลังดูแลสำนักและคนคุมกันเพิ่มเป็ 2 เท่า ข้าจะออกเดินทางคืนนี้ทันที"
"ขอรับ"
......
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว