จางหมิงสั่นสะท้านไปทั้งตัวไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะโชคดีได้ครอบครองบ่อน้ำพุวิญญาณที่ปริ่มขอบบ่อแบบนี้“สะ สุดยอดไปเลย น้ำพุวิญญาณนี่ช่วยรักษาโรคได้ไหม”
“ได้แน่นอนครับโฮสต์ แม้คุณสมบัติจะด้อยกว่าหยดน้ำทิพย์อยู่หลายขั้นแต่แค่การรักษาโรคที่อาการไม่ร้ายแรงก็ยังทำได้ครับ”
“ใช้รดน้ำต้นไม้และพืชผักด้านนอกแหวนมิติได้ไหม”
“ได้แน่นอนครับ ถ้าโฮสต์ใช้น้ำจากบ่อน้ำพุวิญญาณรดพืชผักภายในแหวนมิติพวกมันจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในเวลาครึ่งเดือนครับและถ้านำไปรดพืชผักด้านนอกพวกมันจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงครับโฮสต์”
“ครึ่งเดือนแล้วก็ยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างนั้นเหรอนี่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมหรือว่าเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ล่ะ”
“แน่นอนว่าเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ครับโฮสต์เมล็ดพันธุ์จากอนาคตที่สามารถปลูกในแหวนมิติที่ได้รับการอัพเกรดแล้วนั้นย่อมต้องการสารอาหารในดินในระดับที่สูงมากครับ”
ฟังมาถึงตรงนี้เหมือนจางหมิงจะเข้าใจบ้างแล้ว“เมล็ดพันธุ์จากข้างนอกไม่สามารถนำมาปลูกในนี้ได้และเมล็ดพันธุ์จากอนาคตที่ได้มาก็ไม่สามารถปลูกด้านนอกได้เนื่องจากสารอาหารในดินของโลกด้านนอกไม่เพียงพอใช่ไหม”
“ใช่ครับโฮสต์”
“ฉันยังเคยคิดอยู่เลยว่าถ้าได้ย้อนไปในยุคโบราณจะเอาเมล็ดพันธุ์ของพืชผักในแหวนมิติไปปลูกในยุคนั้นด้วยเพราะคุณสมบัติของพวกมันดีกว่าเมล็ดพันธุ์ของยุคนี้น่าจะช่วยคนไม่ให้อดอยากและหิวตายได้”
“นี่ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ครับโฮสต์”
“ทำยังไงเหรอผู้พิทักษ์ รีบบอกฉันมาเร็ว!” จางหมิงเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
“แช่เมล็ดพันธุ์เอาไว้ในน้ำพุวิญญาณก่อนจะนำออกไปข้างนอกครับโฮสต์”
ดวงตาของจางหมิงเปล่งประกาย“แบบนี้ก็สามารถนำเมล็ดพันธุ์ที่ฉันมีอยู่ออกไปปลูกได้ทุกที่น่ะสิ”
“ไม่ได้หรอกครับจะได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นครับ”
“อ้าว!! เฮ้อ! เอาเถอะๆ ฉันเริ่มจะชินแล้วล่ะ ไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว นายช่วยกรอกน้ำพุวิญญาณในขวดขนาดหนึ่งลิตรเอาไว้ให้ฉันด้วยนะ ฉันจะนอนพักสักหน่อย”พูดออกไปแล้วจางหมิงก็เดินกลับไปที่เรือนหลักคำตอบของผู้พิทักษ์ที่ออกมาในรูปแบบนี้เขาไม่ค่อยแปลกใจแล้ว
ผู้พิทักษ์ร่างสูงมองตามแผ่นหลังโฮสต์ของเขายิ้มๆ“ได้ครับโฮสต์”
จางหมิงเดินกลับมาด้วยอาการเหม่อๆนิดหน่อยรู้ตัวอีกทีก็มาถึงเรือนหลักที่เป็นเรือนพักของเขาแล้ว
เขาเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วก็ไปนั่งที่โต๊ะหน้าเตียง“น้ำพุวิญญาณ เมล็ดพันธุ์พืช พื้นที่ข้างนอกกับข้างใน อืมก็ไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างกัน แต่ทำไมถึงไม่ได้นะ”
ปลายนิ้วของเขาเคาะบนโต๊ะอย่างใช้ความคิดผ่านไปนานพอสมควร ดวงตาของชายหนุ่มก็เปล่งประกาย“น่าจะเกี่ยวกับสมุดบันทึกเล่มเล็กนั่นแน่ๆเลยแต่เรื่องนี้จะถามผู้พิทักษ์ดีไหมนะ” ถามตัวเองไปแล้ว ไม่นานก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ“เรื่องนี้น่าจะไม่ได้คำตอบอะไร เฮ้อ!เอาเถอะๆถึงเวลาก็คงได้รู้เอง”
แล้วเขาก็เดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียงด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางไกลและไม่ค่อยได้พักผ่อนติดต่อกันนานหลายวันก็ทำให้เขาหลับไปในทันที
อีกซีกโลกในช่วงเวลาเดียวกันหญิงสาวร่างผอมเพรียวแต่งตัวเรียบหรู บ่งบอกสถานะได้เป็นอย่างดีว่าอยู่ในระดับไหนของชนชั้น
แต่ทว่าแม้จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายหรูหราแค่ไหนเธอกลับมีแววตาที่เศร้าสร้อยอยู่ตลอดเวลา
“ป้าเจนคะระยะนี้คุณแม่กำลังทำอะไรอยู่คะ ท่านไม่ได้กลับมาที่บ้านนานแล้วนะคะหรือว่าจะเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศกับคุณพ่อคะ”ถามพลางเธอก็ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ เงยหน้าขึ้นรอคำตอบจากคนสนิทของตัวเอง
ป้าเจนที่ถูกถามสีหน้าเริ่มกระอักกระอ่วนแต่พอเห็นสายตาที่จ้องมองมาของเจ้านาย เธอก็ต้องรีบตอบออกมา“กำลังวางแผนที่จะไปจัดการเรื่องบางอย่างที่ประเทศจีนค่ะคุณหนูส่วนคุณผู้ชายไปดูงานต่างประเทศค่ะ”
“ประเทศจีนอย่างนั้นเหรอ แผนการเหล่านี้ถูกพับเก็บไปนานแล้วไม่ใช่เหรอคะทำไมคุณแม่ต้องเดินทางไปที่นั่นอีกล่ะ หรือว่าเสี่ยวหมิงจะ...”เธอพูดมาถึงตรงนี้เสียงก็หายไปอาจจะเป็นเพราะไม่กล้าพูดหรืออาจจะเป็นเพราะไม่อยากจะคิดในแง่ร้ายก็เป็นได้
“ใช่แล้วค่ะคุณหนูลี่ลี่จากที่ป้าแอบได้ยินมามันเกี่ยวข้องกับคุณจางหมิงจริงๆแต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้นป้าก็ได้ยินไม่ชัดเท่าไหร่ รู้แค่ว่าหลายเดือนมานี้คุณจางหมิงมีการเคลื่อนไหวแปลกๆคุณผู้หญิงก็เลยเริ่มแผนการของเธออีกครั้งค่ะ”
“ทำไมกันทำไมแม่ถึงไม่ปล่อยให้เขาได้ใช้ชีวิตดีๆตอนนี้พ่อกับแม่ของเขาก็ไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วนะคะ แม่ยังไม่พอใจอีกเหรอ”เธอได้แต่ตัดพ้อกับป้าเจน แต่ไม่เคยคิดจะห้ามผู้เป็นแม่เลยสักครั้งอาจจะเป็นเพราะไม่มีความกล้ามากพอก็เป็นได้
เธอยังจำได้ว่าตอนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เธอไม่กล้าแม้แต่จะขอเงินคุณพ่อคนใหม่ซึ่งมารู้ในภายหลังว่าอีกฝ่ายไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของเธอส่วนพ่อที่แท้จริงเป็นใครนั้นเธอได้ถามกับแม่ไปแล้วแต่ก็ได้รับเพียงสายตาเย็นเยียบกลับมา
นอกจากจะต้องปรับตัวให้กับสถานที่แห่งนี้แล้วเธอยังต้องแอบไปทำงานพาร์ทไทม์เพื่อจะได้เงินเพียงเล็กน้อย แล้วส่งกลับไปให้จางหมิงคนที่เธอคิดว่าเป็นน้องชายของตัวเองมาตลอดยี่สิบกว่าปี
เธอทำตัวเป็นลูกเต่าหดหัวอยู่ในกระดองไม่มีความกล้าอะไรสักอย่าง ยิ่งตอนหลังมารู้ว่าเธอไม่ใช่ลูกของพ่อจางเธอก็ยิ่งไม่รู้จะทำอย่างไรดีแม้จะมีความเป็นห่วงจางหมิงซึ่งเธอก็ไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าเขาไม่ใช่น้องชายของเธอ
หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะเธอไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดีเมื่อต้องคุยกับเขาก็ได้หรือไม่บางทีก็อาจจะกำลังโกรธโชคชะตาหรือโกรธผู้เป็นพ่ออย่างจางฮั่นอยู่ก็ได้ที่น่าจะรู้แต่ก็ไม่เคยบอกกับเธอ ว่าเธอไม่ใช่ลูกของเขาคุณแม่ของเธอก็อีกคนที่ไม่คิดจะเปลี่ยนแซ่ของเธอยังคงให้เธอเป็นจางลี่ลี่อยู่เช่นนี้ ราวกับจะตอกย้ำเธอไปตลอดชีวิต
ป้าเจนมองคุณหนูของเธอก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วตัดสินใจพูดความจริงที่คนฟังไม่เคยอยากจะฟังมันสักที “คุณหนูคะคนพวกนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเราแล้วนะคะ ที่ผ่านมาคุณผู้หญิงเอาคืนคนพวกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องไม่ถูกต้องนะคะพวกเขาสมควรได้รับมันแล้ว การที่พวกเขาพี่น้องสกุลจางขัดแย้งจนตัดความสัมพันธ์กัน ก็ยิ่งเป็นเรื่องสมควรที่สุดคุณหนูเองก็น่าจะรู้ว่าเมื่อตอนที่คุณผู้หญิงอยู่ที่นั่นถูกกระทำมาแบบไหนบ้าง”
จางลี่ลี่ส่ายหน้าช้าๆ“ไม่มีใครทำอะไรฉันกับแม่หรอกค่ะป้าเจน ป้ารับฟังแค่สิ่งที่คุณแม่อยากจะเล่าให้ฟังก็เลยคิดว่าพวกเราถูกกระทำฝ่ายเดียวแต่ความจริงแล้ว ความจริงแล้วเป็นคุณแม่มากกว่าที่เป็นฝ่ายกระทำแต่ฝ่ายเดียว”
“โธ่!!คุณหนูคะ ตอนนั้นคุณหนูอายุไม่กี่ขวบเองนะคะ อายุเท่านั้นจะจำอะไรได้กันล่ะเรื่องของคนอื่นก็ช่างเถอะนะคะ อย่าไปสนใจอีกเลยเขาจะมีชะตากรรมยังไงก็ช่างเขาเถอะค่ะ เขาไม่ใช่น้องชายของคุณหนูและคุณหนูก็ไม่ใช่พี่สาวของเขาอีกต่อไปแล้วนะคะ”
จางลี่ลี่มองป้าเจนอย่างตกตะลึงป้าเจนที่อยู่ตรงหน้าของเธอยามนี้ราวกับถูกล้างสมองไปจนหมด เธอมองอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่อ่อนล้าทำไมเธอจะจำไม่ได้ล่ะด้วยระดับไอคิวของเธอที่สูงขนาดนี้ ทั้งยังมีความสามารถพิเศษด้านความทรงจำด้วยแล้วเธอจำได้ทั้งหมดนั่นแหละ แต่เรื่องพวกนี้นอกจากเสี่ยวหมิงแล้วก็ไม่มีใครรู้แม้แต่คุณแม่ของเธอ
“ครั้งนี้ฉันจะไม่ยอมให้แม่ทำอะไรที่ผิดๆอีกแล้วค่ะป้าเจนฉันจะเดินทางไปที่ประเทศจีน ป้าห้ามบอกแม่นะคะว่าฉันไปที่นั่น”แม้เขาจะไม่ใช่น้องชายตามสายเลือดแต่เขาจะเป็นน้องชายของเธอตลอดไป
“ไม่ได้นะคะคุณหนูแบบนี้ถ้าเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขึ้นมา คุณหนูอาจตกอยู่ในอันตรายก็ได้นะคะ”
จางลี่ลี่ส่ายหน้าช้าๆรวบรวมความกล้าขึ้นมาแล้วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น“มันน่าจะถึงเวลาแล้วค่ะป้าเจนถึงเวลาที่ฉันจะต้องได้เปิดอกคุยกับเสี่ยวหมิงเสียทีทำแบบนี้ฉันถึงจะไม่รู้สึกผิดกับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาค่ะ”
ป้าเจนมองคุณหนูของเธอด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยแต่ในเมื่อคุณหนูตัดสินใจแล้ว เธอก็จะตามคุณหนูไปด้วยกัน “ป้าจะติดตามคุณหนูกลับไปที่ประเทศจีนด้วยค่ะ”
จางลี่ลี่ตกใจไม่คิดว่าคนสนิทจะตัดสินใจแบบนี้“ป้าเจน!! ถ้าป้าไม่อยู่แม่ก็จะรู้ทันทีนะคะ”
“แต่ป้าไม่วางใจให้คุณหนูไปที่นั่นคนเดียวนี่คะอีกอย่างถ้ามีป้าอยู่คุณผู้หญิงก็อาจจะไม่เข้าใจคุณหนูผิดด้วยค่ะ”
“ไม่ได้ค่ะป้าเจนฉันบอกไปแล้วว่าการเดินทางครั้งนี้ห้ามให้แม่รู้ถ้าป้าเจนยังอยู่ที่นี่แม่ก็จะไม่สงสัย”
“แต่ถ้าคุณผู้หญิงเกิดสงสัยขึ้นมาล่ะคะว่าคุณหนูหายไปไหนตั้งหลายวันจะให้ป้าตอบยังไง คุณหนูก็รู้ว่าคุณผู้หญิงเป็นยังไง ไม่นานก็ต้องรู้ความจริง”
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงฉันมีวิธีจัดการแล้วล่ะค่ะป้า”ว่าแล้วเธอก็ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่ห้องนอน
ป้าเจนยังคงเป็นห่วงคุณหนูของเธอจึงได้เดินตามไปโน้มน้าวในเรื่องสำคัญ “คุณหนูคะ ที่นั่นมันอันตรายเกินไป ป้าไม่ไว้ใจเลยค่ะถ้ายังไงให้ป้าส่งบอดี้การ์ดไปด้วยดีไหมคะ”
จางลี่ลี่คิดตามครู่หนึ่งแล้วก็ยอมพยักหน้า “ขอแค่สองคนก็พอค่ะป้าเจน”
“เข้าใจแล้วค่ะคุณหนู”เท่านี้เธอก็วางใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว ป้าเจนเดินไปหยิบเอากระเป๋าเดินทางออกมาจากตู้แล้วก็เริ่มเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของคุณหนู “เอาเสื้อโค้ทไปด้วยนะคะคุณหนูที่นั่นน่าจะเริ่มหนาวแล้วล่ะค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะป้าเจนฉันไปหาซื้อที่โน่นก็ได้ เก็บเฉพาะของใช้ที่จำเป็นก็พอค่ะ”
ป้าเจนพยักหน้าว่าเข้าใจ แล้วก็หยิบของใช้ของคุณหนูใส่เข้าไปในกระเป๋าเดินทางใบเล็ก
“ฉันจะไปฮาวายก่อนสักวันสองวันจากนั้นก็จะไปมัลดีฟส์กับเพื่อนๆ” เธอบอกแผนการกับคนสนิท “แล้วค่อยไปประเทศจีนระหว่างนี้ก็จะลงรูปในโซเชียลไปด้วยแม่จะได้ไม่สงสัย”
ป้าเจนมองคุณหนูของเธออย่างเป็นห่วงปนสงสารคนระดับคุณผู้หญิงน่ะเหรอจะเชื่อแค่ภาพที่เห็นในโซเชียลเธอก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูและคุณผู้หญิงจะไม่ต้องมีเรื่องให้ทะเลาะกันนะ
ภายในหอพักแห่งหนึ่งหญิงสาวลืมตาขึ้นมาด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า เธอควานหาแว่นตาหนาเตอะของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก
พอสวมแว่นตาเรียบร้อยแล้วก็หยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ใช้มานานขึ้นมาดูเวลา
“ยังดีที่กลับมาทัน เฮ้อ! ไปๆมาๆแบบนี้รู้สึกเหนื่อยจริงๆเลย”บ่นกับตัวเองแล้วก็ลุกขึ้นไปหยิบผ้าเช็ดตัว จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัว
ไม่นานก็ออกมาด้วยสภาพที่ดีกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย“กว่าจะสิ้นเดือนเหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน แต่ตอนนี้เงินในบัญชีแทบไม่เหลือแล้วทำยังไงดีนะ”
“อะไรกันตื่นสายกว่าใครเพื่อนยังไม่รีบไปเรียนอีกเหรอ”เพื่อนร่วมห้องเอ่ยทักท้วงออกมาอย่างไม่ค่อยชอบใจยายแว่นนี่นัก
“รู้แล้วๆ พวกเธอก็ไปก่อนเลยฉันจัดการธุระยังไม่เสร็จ”หญิงสาวพูดพลางก็เดินไปนั่งที่เตียงนอนที่ยังไม่ได้เก็บเตียงให้เรียบร้อยเธอส่งข้อความหาใครบางคนเพื่อยืมเงิน
ไม่นานก็มีข้อความตอบกลับมารอยยิ้มปรากฏที่มุมปาก รออยู่ครู่หนึ่งก็มีเสียงแจ้งเตือนเธอกดดูก็เห็นว่ามีเงินเข้ามาห้าร้อยหยวน
จึงได้พิมพ์ข้อความกลับไปเพื่อขอบคุณอีกฝ่ายซึ่งก็คือเจ้าของร้านที่เธอไปทำงานในช่วงปิดเทอมนั่นเอง
“ห้าร้อยหยวนนี่คงต้องทำงานใช้หนี้นานเลยแต่ไม่เป็นไรเอาตัวให้รอดไปก่อน ค่อยว่ากันอีกที” แล้วหญิงสาวก็ลุกขึ้นคว้ากระเป๋าสะพายและหนังสือเรียนได้ก็รีบเดินออกจากห้องตามเพื่อนไปทันที
ระหว่างที่กำลังจะเข้าไปในตึกเรียนหญิงสาวหันมองกลับไปที่ด้านหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย เธอคิดถึงใครบางคน ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับเธอหรือเปล่าแต่ไม่นานเธอก็เริ่มตัดใจเพราะบางทีอีกฝ่ายอาจจะอยู่ในโลกที่เรียกว่ามิติคู่ขนานก็เป็นได้
แต่เอ๊ะ!เหมือนเธอจะคิดอะไรขึ้นมาได้เธอเคยเห็นเขาแน่ๆและเขาก็เคยเป็นรุ่นพี่คณะเดียวกันกับเธอด้วย เรื่องนี้จะพิสูจน์อย่างไรดีนะ