The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 144 เบาะแสใหม่จากชายแปลกหน้า

            ภารกิจการงานที่เป็นภาระต่างๆ ได้ถูกมอบหมายให้แก่ผู้ที่เหมาะสม หอกแห่งปัญญารับหน้าที่ดูแลกิจการทั้งหมดของตระกูล หอกแห่งโชคลาภไร้ซึ่งผู้ถือครอง เอเธนส์จึงต้องทำงานหนัก เพราะรับจบทำควบสองตำแหน่ง



            หอกแห่งการเจรจารับหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร เชื่อมกิจการงานทั้งหลายของคาโปเดชินาทุกคนเข้าด้วยกัน มิเนอร์วาจัดแจงให้นาคินทร์นาคราชรับหน้าที่ควบสองตำแหน่ง หอกแห่งการลงทัณฑ์จึงต้องทำตัวเป็นผู้พิทักษ์เพื่อปกป้อง ส่วนผู้ที่เหลือก็ให้ช่วยงานเอเธนส์ และนาคินทร์ตามความเหมาะสม ยกเว้นหอกแห่งความโกลาหลที่ต้องเตรียมร่างกาย รับการฝึกหนักจากเขาผู้เป็นอาจารย์ เมื่อแจกแจงทุกอย่างเสร็จสรรพแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันจากไป



            มิเนอร์วาปลีกตัวมุ่งหน้าตรงไปที่กลุ่มนูเอลเพียงลำพัง ชายหนุ่มใช้เวลาเดินทางอยู่พักใหญ่ เมื่อมาถึงอาณาเขตของกลุ่มนูเอลแล้ว เขาก็กวาดจิตออกไปสำรวจรอบด้านหนึ่งครั้ง ด้วยเรื่องราวที่ได้พบเจอทำให้ตระหนักรู้ถึงปัญหาในเงามืด หากคิดที่จะรอเวลาก็คงเสียมันไปโดยเปล่าประโยชน์ คิดได้ตอนนี้ก็ลงมือทำให้ไวนั้นถูกแล้ว เขากะพริบร่างเพียงหนึ่งครั้ง ก็ปรากฏกายอยู่ที่เรือนรับแขก เหล่าคนรับใช้ที่กำลังเช็ดกวาดต้องสะดุ้งตกใจให้กับการกระทำของชายหนุ่ม ในขณะที่พวกนางกำลังจะหวีดร้อง มิเนอร์วาก็พูดขัดขึ้นมาเสียงก่อน



            “ช่วยไปตามนางมาให้ข้าที…ขอบคุณ” มิเนอร์วาหยิบมวนพันลำขึ้นมาจุดสูบ เขากำลังจินตนาการคิดหาวิธีพูดกับซิลเวีย สตรีนางนี้มีโทสจริตเป็นจิตหลัก ชายหนุ่มจึงต้องตรึกตรองหลายๆ สิ่งให้รอบคอบ เพียงไม่นาน เสียงย่ำเดินที่เป็นเอกลักษณ์ของนางก็ส่งเสียงให้ได้ยินมาแต่ไกล ประตูไม้ที่ปิดอยู่ถูกเปิดออก เพื่อต้อนรับการมาเยือนของคุณหนูตระกูลนูเอล



            “ท่านหายหัวเถลไถลไปกับสตรีที่ไหนมา!” ซิลเวียเดินพ้นประตูเข้ามาได้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่ถามไถ่ถึงสุขภาพหรือชีวิต สัญชาตญาณของอิสตรีช่างน่ากลัวเป็นที่สุด เปิดปากพูดก็มุ่งเข้าสู่ประเด็นหลัก ด้วยท่าทางฟึดฟัดไม่พอใจ มิเนอร์วาก็ได้แต่นึกแปลกใจให้กับความสามารถในการเดาของนาง



            “พวกเจ้าออกไปก่อน…ขอข้าอยู่กันตามลำพังกับนางสักครู่หนึ่งเถิด” มิเนอร์วามองไปยังผู้ที่อยู่โดยรอบ เพียงเอ่ยปากเหล่าผู้รอรับใช้ก็พากันเดินจากไป เมื่อเห็นว่าอยู่กันตามลำพังแล้ว ชายหนุ่มก็มองเข้าไปในดวงตาของนางผู้เกี่ยงงอน เขาแสยะยิ้มอย่างคนรู้ทัน มองราคะจริตของนางที่แอบซ่อนอยู่ เป็นดั่งนายทวารมองดูผู้ผ่านเข้าออก พบเห็นราคะจริตของนางก็ต้องควบคุมใช้เห็นเป็นประโยชน์ ลุกขึ้นยืนได้ก็ปรากฏตัวอยู่ที่ด้านหลังของซิลเวีย อ้าแขนกอดเพียงหนึ่งครั้ง ร่างในชุดอวดสัดส่วนถูกรวบเอวกระชับแขนจนแนบแน่น



            “ข้าจะไปไหนมันก็เรื่องของตัวข้า…เกิดหวงข้าขึ้นมาหรืออย่างไร?” มิเนอร์วาเอียงหัวซุกเข้าไปที่ซอกคอของซิลเวีย เอ่ยกระซิบถามด้วยน้ำเสียงยียวนยั่วโทสะ สถานะของพวกเขาทั้งสองไม่ใช่คู่รัก แต่ชายหนุ่มก็เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ เขารู้ดีว่านางคิดอะไรอยู่ จึงเย้าหยอกรุกไล่จนนางต้องพยายามดิ้นให้หลุด



            “ปล่อยข้านะ...ท่านมันคนเลวชอบใช้กำลังบังคับสตรี!” ซิลเวียพยายามดีดดิ้นอย่างสุดกำลัง แต่พละพลังของท่อนแขนที่โอบกอดนางก็มีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับคีมยักษ์ที่หนีบแน่นไม่ยอมปล่อย



            “คนเลว? ...เช่นนั้นก็มาดูกันว่าข้าใช้กำลังบังคับเจ้าจริงหรือไม่?” ลมหายใจอันบางเบาของมิเนอร์วา กำลังกระทบไปที่หลังใบหูของนางในระยะประชิด กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม แฝงเอาไว้ด้วยอารมณ์ที่ถูกลอบกระตุ้น ร่างกายของซิลเวียจึงรู้สึกอ่อนแรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด อีกมือที่ว่างอยู่ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตะครุบจับ เขาเลื่อนแขนขยับนิ้วรอดเข้าไปเพียงหนึ่งครั้ง ก็สามารถกระตุ้นจุดเร้นลับที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าได้อย่างง่ายดาย ด้วยสัมผัสที่แม่นยำจึงทำให้เส้นประสาทตรงส่วนนั้นไวต่อการสัมผัส สตรีในอ้อมแขนมีอันต้องส่งเสียงร้องอู้ หลุดปากครางออกมาอย่างไม่อาจหักห้าม เพียงไม่นานร่างของนางก็ยิ่งอ่อนแรงลงไปมากกว่าเดิม เขาคลายอ้อมแขนออก ซิลเวียก็ล้มลงไปหอบหายใจแรง ด้วยใบหน้าที่ขึ้นสี



            “ดูเหมือนว่าปากกับร่างกายของเจ้าจะให้คำตอบไม่ตรงกัน…เช่นนั้นข้าพอดีกว่า” มิเนอร์วาเช็ดนิ้วที่เปียกไปด้วยน้ำเมือกเหนียวด้วยผ้าผืนเล็ก เขาพูดด้วยรอยยิ้มบางพลางก้มลงมองสตรีที่ทรุดตัวลงอยู่ตรงหน้า ด้วยแววตาอันวาบหวามจึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่สบตามอง สายตาเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกเสียท่า เป็นสตรีผู้แพ้พ่ายให้กับใจของตัวเอง ราวกับร่างกายถูกสะกดให้โหยหายากบังคับ แม้จะพยายามหักห้ามใจอยู่หลายครั้ง แต่ซิลเวียก็ทำมันได้ไม่นาน ก่อนที่จะเลือกยอมแพ้ เพื่อทำตามเสียงเรียกร้องของตัวเอง



            “ข้ามาเยือนในครั้งนี้เพราะต้องการพาวาสโคไปอยู่ด้วย หากเจ้าต้องการจะตามไปดูบุตรตัวข้าก็จะไม่ขัด” ปากก็พูดจุดประสงค์ของตัวเองออกไป ปล่อยให้นางคุกเข่าแก้กางเกงลงโดยไม่ขัดขืน มิเนอร์วามองนางกระทำการอย่างช่ำชอง ทุกทักษะการใช้อวัยวะที่มีอยู่ก็เข้าขั้นผู้เชี่ยวชาญ



            แม้แต่เทพเทวาก็ยังเสพในกามเมถุน คนธรรมดาเช่นชายหนุ่มเอง ก็ทำได้เพียงต้องฝึกฝน ควบคุมให้ชำนาญ พวกเขาทั้งสองคนผลัดกันใช้ร่างกายของอีกฝ่ายเป็นที่ระบาย สี่แขนพัวพันเกี่ยวกระหวัดร่างให้ชิดแน่น สี่ขาก็รัดร่างอ้ากอดกก สองปากก็โรมรันสู้กันพลิกไปมา ใช้สองลิ้นปะทะแทนศาสตรา เริ่มสงครามหมุนร่างเปลี่ยนท่าทาง กลพิชัยศึกกามาที่ได้เห็นในครานั้น จู่ๆ ก็ระลึกจำได้ขึ้นมาเสียทั้งอย่างนั้น



            มิเนอร์วาแสดงตนเป็นใหญ่บ้าอำนาจ เขากดขี่นางด้วยร่างที่มีพละกำลังอันเหลือล้น อีกฝ่ายแม้จะอ่อนแอแต่ก็มากไปด้วยอุบาย แสร้งทำเป็นอ่อนเพื่อรอแข็งข้อในช่วงสำคัญ แต่มีหรือที่ชายหนุ่มจะมองไม่ออก เขากระแทกกระทั้นบั้นเอวรัวเพื่อลั่นกลองศึก เสียงของเนื้อที่กระทบกันดังรัวลั่นไม่ยอมหยุด เมื่อผสมรวมเข้ากับเสียงของยอดอาชาศึกที่ถูกขวบขี่ ก็ยิ่งสะท้อนก้องปลุกอารมณ์ให้ร่างของนางนั้นตื่นเต้นเป็นที่สุด เลือดลมไหลเวียนจนร่างกายรู้สึกวูบโหวงเหวง กรำศึกตั้งรับด้วยการยกสะโพกเข้าจังหวะ จนกระทั่งตัวสั่นต้านทานต่อไปไม่ไหว ต้องแตกพ่ายเพราะรับการกระหน่ำบุกจนหายใจไม่ทัน ซิลเวียร้องเสียงหลงหมดสภาพก็ด้วยประการฉะนี้



            แต่น่าเสียดาย ทัพศึกผู้บุกรุกไม่ยอมปล่อยให้ศัตรูได้นอนหยุดพักหายใจ มิเนอร์วายังคงใช้ร่างกายแหวกว่ายอยู่ภายในร่างของซิลเวีย ปล่อยให้เนื้อสัมผัสเป็นลำล่ำได้แทงเข้าไปยังส่วนที่ลึกสุด การถูกกระตุ้นถี่รัวไม่มีหยุดจึงกลายเป็นความสุขสมที่นางนั้นชมชอบ พลิกร่างหนึ่งครั้ง นางก็อ้าขาควบขย่มอย่างหื่นกระหาย สองมือใช้กอดรัดร่างของชายหนุ่มไม่ยอมปล่อย มิเนอร์วาประคองร่างของนางเอาไว้ด้วยสองแขน สองขาของซิลเวียก็เกี่ยวกระหวัดไม่ยอมปล่อย



            ยอดขุนศึกลุกขึ้นยืนหยัดอย่างมั่นคง เขาดันส่วนกลางของร่างกายให้เดินทัพเป็นจังหวะรบ กระหน่ำรัวแทงออกดั่งเพลงหอกเรียกสายฝนพรำ ความเสียวซ่านที่วนกลับมาอีกครั้งได้ปรากฏในสมองของนาง จนต้องอ้าปากกัดหัวไหล่ของมิเนอร์วาด้วยเผลอตัว เมื่อแทงฝ่าครั้งสุดท้ายได้สำเร็จ กล้ามเนื้อของซิลเวียก็หดเกร็งตอดรัดรับความต้องการ ชายหนุ่มได้ส่งมอบความสุขสมจนล้นทะลักเต็มช่องว่าง



            “บุตรข้าย่อมต้องเป็นข้าที่ดูแล…” แม้จะเหน็ดเหนื่อยจนต้องหอบหายใจ แต่ใบหน้างามของนางก็ยังยกยิ้มอย่างกับลูกแมวจอมเจ้าเล่ห์ ซิลเวียพูดออกมาจากใจจริงแล้วก็ผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น มิเนอร์วาเองก็สัมผัสได้ในส่วนนี้ เขาไม่ได้กล่าวคำใดออกมาเพื่อปลุกนาง โบกมือเพียงหนึ่งครั้งผ้าผืนใหญ่ก็ถูกใช้แทนเครื่องห่ม ห่อหุ้มคลุมร่างกายที่เหนื่อยอ่อนเอาไว้ เขาประคองกอดแล้วพาร่างที่ผล็อยหลับไปของนางกลับสู่ห้องนอน



            มิเนอร์วาใช้เวลาอาศัยอยู่ที่กลุ่มนูเอลนานถึงสามวัน ในยามเย็นวันนั้นเองเขาก็เรียกทุกคนมารวมตัวกัน เห็นว่าสมควรแล้วเขาก็พาซิลเวียกับวาสโคออกเดินทาง ผู้นำอย่างเอ็มม่าย่อมต้องพึงใจเป็นที่สุด มันจึงตามใจธิดาของตนอย่างออกนอกหน้า หลานสุดที่รักอย่างวาสโคก็ได้รับสมบัติติดตัวจากตามาเป็นจำนวนมาก เอ็มม่าช่างทุ่มสุดตัวแล้วจริงๆ เห็นดังนี้แล้วชายหนุ่มก็เอ่ยชวนให้อพยพติดตามไปด้วยกัน เอ็มม่าก็ตกลงเห็นด้วยในทันที



            “รีบสะสางทุกอย่างให้เสร็จสรรพเถิด หากวันนั้นมาถึงข้าจะให้นางมาเตือนท่านเอง” มิเนอร์วากล่าวลา จากนั้นก็พาพวกนางสองแม่ลูกขึ้นรถม้า ออกเดินทางมุ่งหน้ากลับตระกูลซัลวาโตเร



            หลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว สองข้างทางล้วนส่องสว่างไปด้วยแสงจากหลอดไฟ ในขณะที่รถม้ากำลังวิ่งไปตามถนนซึ่งทอดยาว จู่ๆ อาชาลากทั้งสองตัวก็เกิดตกใจ จนต้องหยุดวิ่งกะทันหัน มิเนอร์วาใช้หมอกสวรรค์อนธการกดให้ม้าทั้งสองต้องสงบ กลิ่นอายระดับครึ่งเทพก็ปะทุต้อนรับแขกแปลกหน้า



            “ปกติข้ารับแขกกลางทางด้วยส้นตีน…แต่ถ้าเจ้าแค่บังเอิญผ่านมา…ไม่ใช่แขกกลางทาง ก็จงรีบไสหัวไปให้ข้าซะ” มิเนอร์วากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา สองข้างทางล้วนเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน แต่ทว่ากลับมีเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาจากมุมมืดแห่งหนึ่ง อีกฝ่ายเดินออกมาจากด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างทาง บนใบหน้าก็ระบายยิ้มเจื่อนไม่สู้ดี



            “ขออภัยที่เสียมารยาท…สหายเอ๋ยข้ามาดี…เจ้าฟังข้าสักครู่หนึ่งได้หรือไม่?” บุรุษปริศนาในชุดสูทสีดำโค้งกายอย่างสุภาพ



            “ยืนอยู่ตรงนั้น…ข้าให้เวลาเจ้าห้านาที” มิเนอร์วายังคงไม่ลดความระวังลง เขาส่งสัญญาณมือให้ซิลเวียดูแลบุตร บุรุษผู้นี้เองก็อาจจะเป็นหนึ่งในผู้บูชาปีศาจที่ตามล่าเขาอยู่ แต่ในเมื่อเข้าหาอย่างสุภาพ ตัวเขาก็ใช่ว่าจะเป็นคนจิตใจคับแคบไม่ต้อนรับแขก ดังนั้นจึงให้เวลาอีกฝ่ายได้เล่าเรื่องราว



            “กงสุลใหญ่เช่นท่านย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่ามหาสงครามกำลังจะเกิด มาเข้าร่วมกับพวกข้าเถิด…ข้ารู้ว่าพวกแทนลายัสนั้นอยู่ที่ไหน” ชายปริศนาไม่แนะนำตัว เอ่ยเข้าเรื่องประเด็นหลักตั้งแต่เริ่ม มิเนอร์วาก็ไม่มากพิธีแค่นเสียงเย็นตอบกลับไป



            “อยู่กับเจ้าแห้งนั่นแล้วมันจะทำไม? ...ช้าเร็วข้าก็จะตามไปจับพวกมันทั้งหมดกลับมาอยู่ดี” มิเนอร์วาพูดออกมาเพียงเท่านี้ อีกฝ่ายก็มีทีท่าตกใจตอบสนอง จากสิ่งที่ชายหนุ่มได้กล่าวมา ทำให้ตัวมันต้องตกตะลึงกับข้อมูลการข่าวของชายหนุ่มเป็นที่สุด มิเนอร์วาก็เพียงพูดสุ่มๆ ไปเช่นนั้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายออกอาการก็เริ่มเกิดให้ความสนใจ แต่เขาก็ยังคงรักษาท่าทีเฝ้ารอให้อีกฝ่ายได้เล่าต่อ



            “ไม่คิดว่าท่านจะรู้อยู่ก่อนแล้ว…พวกเขาเรียกตัวเองว่าไตรพันธมิตร ส่วนตัวข้ามาในนามผู้แทนของกลุ่มไตรภาคี เพื่อไม่เป็นการไม่เสียเวลาของท่าน โปรดรับบัตรเชิญนี้ไว้ด้วย” บุรุษผู้กล่าวเรียกตัวเองว่าเป็นผู้แทนของกลุ่มไตรภาคีสะบัดมือส่งบัตรเชิญ มิเนอร์วาไม่ได้ออกไปจากรถม้า เขายื่นมือคว้าออกไปนอกหน้าต่าง กระแสลมจึงเปลี่ยนทิศพัดบัตรเชิญให้ลอยเข้ามาหาฝ่ามือ



            “ออกเดินทาง…” มิเนอร์วาคีบบัตรเชิญมาพลิกอ่าน เขาออกคำสั่งให้รถม้าวิ่งผ่านบุรุษผู้นี้ไป อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีทีท่าจะเหนี่ยวรั้งหรือเป็นอันตราย มันปล่อยให้รถม้าวิ่งหายลับตาไปแต่โดยดี



            บรรยากาศภายในรถม้าค่อนข้างเงียบ วาสโคถูกซิลเวียดึงมานั่งข้างกายไม่ให้ห่าง มิเนอร์วาอ่านข้อความบนบัตรเชิญจนขึ้นใจ เป็นเพียงบัตรกระดาษที่ระบุวันเวลาเอาไว้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มเก็บบัตรกระดาษไว้จากนั้นก็นั่งหลับตาไปจนถึงคฤหาสน์ของตระกูลซัลวาโตเร



            “วาสโค…วันนี้อย่านอนดึก เพราะพรุ่งนี้เช้าพ่อจะให้คนไปตามเจ้ามาฝึก…ไปพักผ่อนเถิด” มิเนอร์วาเอ่ยกำชับอีกครั้ง เขาสั่งให้คนไปจัดแจงที่หลับนอนของสองแม่ลูก จากนั้นก็แยกตัวเดินไปหาธันวา เด็กหนุ่มนั่งมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่บนสนามหญ้าข้างสระน้ำ



            “เอานี่ไปอ่าน…พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มฝึกเจ้าอย่างจริงจัง” มิเนอร์วาเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างกายของศิษย์ เขายื่นหนังสือบันทึกเล่มหนึ่งออกไป อีกฝ่ายก็รับมาเปิดอ่านในทันที เนื้อหาภายในล้วนเป็นตารางฝึกฝนร่างกายของชายหนุ่มในอดีต กล่าวถึงโภชนาการเรื่องกินอาหารหลายหมวดหมู่ มีตารางออกกำลังมากหลายท่า ข้อมูลเกี่ยวกับการพักผ่อน รวมไปถึงวิธีฟื้นฟูกล้ามเนื้อก็มีหลายวิธี เมื่อเห็นว่าศิษย์จมจ่อมอยู่กับการอ่าน ชายหนุ่มก็กะพริบร่างหายจากไป



            เมื่ออรุณรุ่งได้มาเยือน ผู้ที่ต้องเข้ารับการฝึกก็มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า คาโปเดชินาทั้งหลายก็ต้องมาฝึกร่วมกันโดยไม่มีข้อยกเว้น พวกเขาตกใจให้กับสมาชิกใหม่ แต่ก็เข้ากันได้ดีหลังจากวาสโคเริ่มแนะนำตัว เริ่มจากการฝึกวิ่งเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพในการหายใจ ออกกำลังยามเช้าให้ร่างกายนั้นสดชื่น อาหารการกินก็ถูกคัดสรรเป็นอย่างดี มีพร้อมซึ่งคุณค่าทางโภชนา ไม่ว่าจะโปรตีนจากเนื้อสัตว์ กรดไขมันที่เป็นประโยชน์ หรือเกลือแร่ วิตามินที่เปี่ยมธาตุตามพืชผัก แม้แต่แป้ง น้ำตาล เผือก ก็ถูกปรุงสุกในอัตราส่วนพิเศษตามน้ำหนักของร่างกาย



            หลังจากพักอาบน้ำชำระกาย คาบเรียนพิเศษในตอนเช้าก็เริ่มต้นขึ้น มีการสอนทฤษฎีองค์ความรู้อันเป็นเอกลักษณ์ ท่วงท่าร่ายรำทำศึกล้างสังหาร ถูกอ่านขยายความลงรายละเอียดจนเห็นได้ถึงประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ แม้แต่จุดด้อยอันน้อยนิดก็สามารถอธิบายออกมาได้เหมือนเห็นภาพ เรียนจบคาบแรกภายในสองชั่วโมง ก็ได้เวลาพักทานอาหารอีกครั้ง ผู้ที่เคยผ่านการฝึกมาแล้วอย่างเอเธนส์ ก็รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลเด็กฝึกใหม่อย่างวาสโค อามูร์เองก็ช่วยเหลือแนะนำสมาชิกใหม่เต็มที่ ส่วนนาคินทร์นาคราชแม้จะไม่เข้าใจมากนัก แต่เขาก็เลือกที่จะทำตามโดยไร้ซึ่งข้อกังขา



            ในคาบเรียนที่สองก็จะเป็นการฝึกปฏิบัติลงมือทำ มีการลงนวมซ้อมล่อเป้าฝึกการหลบ มิเนอร์วามองดูธันวาโยกตัวหลบ เขาประเมินเด็กคนนี้เอาไว้ค่อนข้างสูง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีพรสวรรค์ทางด้านการชกต่อย ธันวาสามารถหลบหลีกได้ด้วยร่างกายที่มีความยืดหยุ่นสูงจนผิดปกติ สามารถหลบการโจมตีในมุมอับได้ด้วยท่วงท่าที่แปลกตา เด็กหนุ่มอาจจะเป็นดาวดวงใหม่ของโลกแห่งกำปั้นก็เป็นได้ มิเนอร์วาแนะนำให้ศิษย์ฝึกซ้อมท่วงท่าการเดินเท้า ย่างสามขุมคลุมแดนยักษ์จึงถูกนำมาฝึกให้เคยชิน จากนั้นก็หันกลับไปมองโนตูรอนอยู่ครู่หนึ่ง



            “กองทัพซากศพที่สามารถต่อยตีได้…ย่อมมีประโยชน์มากกว่าซากร่างที่เข้าปะทะด้วยความเขลา” หลังจากได้รับคำแนะนำจากผู้เป็นนาย โนตูรอนก็ค่อนข้างชอบการฝึกเช่นนี้อยู่ไม่น้อย ทักษะการต่อสู้เช่นนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการควบคุมศพได้ไม่ยาก กองทัพซากศพที่มีความสามารถในการเข้าตะลุมบอน จึงเป็นที่คาดหวังของชายหนุ่มในตอนนี้



            เมื่อยามเที่ยง ตะวันก็ส่องแดดลงมาอยู่กลางหัว มิเนอร์วาสั่งเลิกฝึกพักทานอาหาร จากนั้นก็ปลีกตัวแยกจากไป คาโปเดชินาทั้งหลายอิ่มท้องแล้ว ก็แยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อในตอนบ่าย



            ธันวากับวาสโคปฏิบัติตามตารางฝึกอย่างเคร่งครัด เมื่อถึงเวลาทานมื้ออาหาร เด็กหนุ่มทั้งสองก็จะสวาปามยัดชิ้นลงกระเพาะจนครบจำนวน มันเผาหรือแป้งนึ่งก็ถูกจัดการเคี้ยวจนหมด ในช่วงบ่ายพวกเขาก็เริ่มการชกกระสอบทราย ฝึกสมาธิความแม่นยำในการชกเป้าซ้อม การออกหมัดชุดก็มีหลายท่ามากไปด้วยจังหวะที่เฉพาะตัว เหนื่อยก็นั่งพัก จิตมันหนักก็นอนเพื่อผ่อนคลาย



            จนกระทั่งตะวันคล้อยลอยตัวต่ำ เด็กหนุ่มทั้งสองก็ออกวิ่งไปตามตารางฝึก มิเนอร์วาเองก็ปลีกตัวอยู่กับศึกษา เขาพิสูจน์ทราบในองค์ความรู้ของชาวมายาไม่ยอมหยุด ผู้คนระดับสูงในตระกูลซัลวาโตเรจึงขับเคลื่อนใช้ชีวิตเช่นนี้เรื่อยมา แต่ดูเหมือนว่าปัญหายาเสพติดยิ่งปล่อยไว้นานจะยิ่งอันตราย พวกมันแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วจนควบคุมได้ไม่ทั่วถึง ในที่สุดเวลาก็ผ่านพ้นไปนานถึงสองปีเต็ม เด็กหนุ่มทั้งสองก็เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง ร่างกายที่ถูกฝึกซ้อมมาอย่างดีก็ทนทานเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง



            ในโถงสำหรับจัดประชุม เหล่าคาโปเดชินาทั้งหลายต่างก็นั่งประจำที่กันอย่างสงบ มิเนอร์วาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรยกยิ้มอย่างพึงใจ แล้วกล่าวกับทุกคนที่นั่งประชุมอยู่



            “ยินดีด้วยที่สามารถผ่านการฝึกทั้งหมดมาได้อย่างปลอดภัย…พวกเจ้าคือหอกที่สมบูรณ์มีครบเรื่องความคม…จงลับฝีมือของตัวเองทุกวันอย่าให้ขาด จงกวัดแกว่งหอกแห่งข้าเพื่อซัลวาโตเร!” มิเนอร์วายกแก้วน้ำผลไม้หมักสูตรพิเศษของธันวาชูขึ้นสูง เขากล่าวเปิดงานเลี้ยงจบการฝึกด้วยคำยินดีพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ชายหนุ่มจุดมวนพันลำแบ่งจนครบทุกที่นั่ง



            ทุกคนจึงเพลิดเพลินไปกับสายหมอกขาวที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลอง…


    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน