เส้นทางสู่เทพ

    ตอนที่ 35 ภารกิจที่ 5

    ผ่านไปสามวันแล้วหลังจากที่รอยถูกนำตัวส่งมาพักรักษาที่หน่วยงานพิเศษของเดอะคิวบ์ ซึ่งรอยเองก็ยังไม่ได้สติเลยตั้งแต่วันนั้นมาแถมทั่วทั้งตัวยังมีแต่ผ้าพันแผลพันไว้ไม่ต่างอะไรกับมัมมี่ที่ทำให้เห็นเพียงแค่ดวงตากับเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น 

     

    ตั้งแต่ที่รอยบาดเจ็บสาหัสก็ถูกภูติแห่งฝันร้ายดึงจิตวิญญาณเข้ามาในโลกแห่งฝันร้ายเลยทำให้รอยยังไม่ตื่นขึ้นมาสักที

     

    ย้อนกลับไปตอนช่วงที่รอยถูกดึงตัวเข้ามา

    “เอ๋! เกิดอะไรขึ้น ทำไมเราถึงได้เข้ามาอยู่ในโลกแห่งฝันร้ายได้ล่ะ” รอยที่ยังคงสับสนอยู่เพราะตั้งแต่ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีแท่นบูชาแห่งฝันร้ายอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว ทั้ง ๆที่ก่อนหน้านี้ยังจำได้ลาง ๆเลยว่าตัวเองกำลังถูกทำร้ายโดยมนุษย์หมาป่าอยู่ แค่ย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์นั้นก็รู้สึกเจ็บไปทั้งตัวแล้ว

     

    แต่ก็มีเสียงที่คุ้นเคยพูดขึ้นมาเลยทำให้รอยเข้าใจได้ทันที

    “เป็นเราเองที่ดึงตัวผู้ทดสอบเข้ามาเพราะต่อจากนี้ไปไม่ว่ายังไงผู้ทดสอบก็คงจะได้หลับไปอีกนาน เราเลยจะถามกับผู้ทดสอบว่าจะทำการทดสอบภารกิจที่ 5 เลยหรือไม่?”

     

    “นี่ฉันคงไม่ได้ตายไปแล้วหรอกใช่ไหม?”  รอยที่ยังสับสนอยู่เลยถามออกไป

     

    “จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง ถ้าผู้ทดสอบตายไปแล้วคงไม่ได้มายืนคุยกับเราที่โลกแห่งฝันร้ายนี้หรอก”

     

    “แล้วตอนนี้ตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงของฉันล่ะเป็นยังไงบ้าง?” 

     

    “เรียกได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤติเลยก็ได้ เพราะก่อนที่เราจะดึงตัวผู้ทดสอบเข้ามาก็อยู่ในสภาพปางตายแล้ว ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีท่านก็น่าจะอยู่ได้อีกไม่นานและนี่คืออีกหนทางที่ผู้ทดสอบจะสามารถทำให้ตัวท่านรอดพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้ ตัวเราก็แค่จะมายื่นข้อเสนอให้กับผู้ทดสอบเท่านั้นอยู่ที่ตัวท่านผู้ทดสอบเองว่าจะทำภารกิจที่ 5 ตอนนี้เลยไหม?” ในระหว่างที่ภูติแห่งฝันร้ายอธิบายก็แสดงภาพของรอยที่กำลังนอนสลบไม่ได้สติอยู่บนสนามหญ้าพร้อมกับมีบาดแผลเต็มเนื้อเต็มตัวไปหมด แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือขาขวาที่แตกหักผิดรูปจนมีกระดูกแทงทะลุขาออกมาแถมที่หัวยังมีเลือดไหลออกมาไม่หยุดเพราะส่วนที่ถูกฟาดลงพื้นส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นที่หัวก่อนเสมอ

     

    พอรอยได้เห็นสภาพของตัวเองที่เป็นแบบนั้นแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรอีกต่อไป

    “ถ้างั้นมาเริ่มภารกิจที่ 5 กันเลยเถอะ”

     

    ภารกิจที่ 5 ปกป้องผลึกเวทมนตร์

    ความยากระดับ 1 ดาว

    สถานที่ รังหมาป่าโลหิต
    ประเภทภารกิจ ปกป้องผลึกเวทมนตร์จากการถูกทำลาย
    ระยะเวลาของภารกิจ ไม่จำกัดเวลา (ภารกิจล้มเหลวทันทีเมื่อผลึกเวทมนตร์ถูกทำลายและผู้ทดสอบไม่สามารถออกนอกอาณาเขตของผลึกเวทมนตร์เกิน 500 เมตรได้
    อัตตราการเสียชีวิต 5 ครั้ง

    ร่างเงาอาชีพผู้ทดสอบที่สามารถเลือกให้มาช่วยเหลือได้ 1 คน

    รางวัลสำเร็จภารกิจ การตื่นขึ้นของพลัง

    บทลงโทษสำหรับภารกิจล้มเหลว ลดระดับดาวอาชีพที่มีทั้งหมด (ถ้าระดับอาชีพอยู่ที่ 0 ดาว อาชีพนั้นจะถูกลบให้หายไปตลอดกาล)

     (บททดสอบจะเริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อผู้ทดสอบเลือกร่างเงาเสร็จสิ้น)

     

    “ของรางวัลโคตรดีเลย ถ้าเราทำสำเร็จจะได้กลายเป็นผู้มีพลังพิเศษเหมือนกับคนในโลกนี้สักที แถมเจ้าภูติแห่งฝันร้ายยังบอกอีกว่ามันสามารถช่วยชีวิตเราได้ในสถานการณ์นี้อีกด้วย หมายความว่าการตื่นขึ้นของพลังไม่ได้มีผลดีแค่ทำให้เรากลายเป็นผู้มีพลังพิเศษเพียงอย่างเดียวเท่านั้นซินะ”

     

    รอยถูกวาร์ปมาก็หันไปดูรอบ ๆจนทั่วก็พบว่าตรงจุดที่รอยยืนอยู่เป็นพื้นที่วงกลมขนาดใหญ่ถูกล้อมรอบไปด้วยแนวหินผาสูงมากมายซึ่งดูรวม ๆแล้วไม่ต่างอะไรจากป้อมปราการที่มีช่องทางออกอยู่เพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นซึ่งก็คือตรงทางด้านหน้าที่รอยยืนอยู่ แต่รอยก็ไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับสถานที่เพราะมันก็เป็นเพียงแค่ที่ที่หนึ่งที่ถูกสุ่มมาให้ทำภารกิจเท่านั้น แถมในภารกิจนี้ยังไม่สามารถออกห่างจากผลึกเวทมนตร์ได้เกิน 500 เมตรอีกด้วยจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินออกไปสำรวจพื้นที่เลย เพราะถ้ากะระยะด้วยสายตาจากจุดที่รอยยืนอยู่จนถึงแนวหินผาก็น่าจะไม่เกิน 500 เมตรอย่างที่ภารกิจกำหนดพอดี

     

    “ว่าแต่ไหนล่ะผลึกเวทมนตร์ที่เราต้องปกป้อง”

     

    ทันทีที่รอยถามถึงก็มีหยดเลือดปรากฏขึ้นมากลางอากาศส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนรอยต้องรีบใช้มือปิดจมูกเพราะกลิ่นสาปที่แรงเกินทน หยดเลือดที่ลอยอยู่กลางอากาศขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆจากนั้นมันก็กลายสภาพไปเป็นอัญมณีสีเลือดทรงกลมก้อนหนึ่งขนาดประมาณ 2 เมตรลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ต่อมาพื้นดินที่อยู่ใต้อัญมณีสีเลือดก็ถูกแยกออกปรากฏเป็นแท่นหินขึ้นมารองรับผลึกเวทมนตร์หลอมรวมกันจนมองดูคล้ายกับถ้วยรางวัลขนาดใหญ่ใบหนึ่ง

     

    “นี่หรือผลึกเวทมนตร์ที่เราต้องปกป้องแถมยังห้ามออกไปนอกอาณาเขตอีกด้วย มันไม่ต่างอะไรกับภารกิจป้องกันฐานเลยหนิหว่า”

     

    จากนั้นแท่นบูชาก็ปรากฏออกมาให้รอยได้เลือกร่างเงาอาชีพที่รอยมีซึ่งก็คือ อาชีพผู้ใช้คำสาปกับอาชีพนักสู้ร่างเงาที่ให้เลือกจะไม่มีหน้าตาเป็นเพียงแค่เงาดำที่อยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์ ซึ่งถ้ามองดูดี ๆภายนอกของร่างเงาเหมือนกับว่าจะลอกเลียนแบบรอยมาไม่มีผิด ไม่ว่าจะขนาดรูปร่างทรงผมหรือแม้แต่ส่วนสูงล้วนเหมือนรอยอย่างกับแกะ ทั้งสองร่างเงามีความต่างตรงที่อาวุธซึ่งร่างเงาผู้ใช้คำสาปจะถือไม้เท้าหัวกะโหลกต้องสาปที่รอยมี ส่วนร่างเงานักสู้จะถือดาบคาตานะกับหอกเหล็กที่เปลี่ยนรูปแบบไปมาได้

     

    รอยหันไปรอย ๆและดูที่ตัวภารกิจซึ่งมันบอกว่าตรงจุดนี้มันคือรังของหมาป่าโลหิต ซึ่งหมาป่าโลหิตหน้าตาเป็นยังไงก็ไม่มีข้อมูลอะไรบอกเลยจุดอ่อนจุดแข็งอะไรก็คงจะต้องหาเอาเองในการต่อสู้จริง รอยคิดไปคิดมาก็เลือกร่างเงาอาชีพนักสู้เพราะในภารกิจไม่มีเวลาบอกว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ แถมภารกิจที่ให้ป้องกันแบบนี้ยังไงก็ต้องมีศัตรูบุกเข้ามามากเรื่อย ๆเป็นแน่มันอาจจะต้องใช้แรงกายมากกว่าปกติในการรับมือ แถมอาชีพนักสู้ที่รอยมียังเป็นระดับ 1 ดาวแล้วด้วยมันไม่มีเหตุผลอื่นเลยที่จะต้องเลือกอาชีพผู้ใช้คำสาปที่อยู่ในระดับต่ำกว่า

     

    เมื่อรอยเลือกเสร็จก็ปรากฏแสงวงเวทย์ขนาดใหญ่ตรงทางด้านหน้าซึ่งเป็นตรงทางออก ห่างจากตัวผลึกเวทมนตร์ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งระยะมันคือครึ่งต่อครึ่งเลยเมื่อเทียบกับระยะที่ภารกิจกำหมดให้ จากนั้นรอยก็สั่งการให้ร่างเงาไปยืนเฝ้าตรงจุดที่กำหมดไว้ซึ่งไม่เกินกว่าที่ภารกิจกำหนด การใช้คำสั่งกับร่างเงานั้นก็เพียงแค่ง่าย ๆเพราะทันทีที่รอยเลือกร่างเงามาแล้วคำสั่งที่ใช้ได้ก็เข้ามาในหัวของรอยทันที คำสั่งที่สั่งร่างเงาได้มีเพียงแค่ 2 คำสั่งนั่นคือ โจมตีกับป้องกันเท่านั้นที่เหลือก็ปล่อยให้ร่างเงาจัดการทุกอย่างเองได้เพราะตัวร่างเงาเองก็มีความคิดของรอยด้วยส่วนหนึ่งเลยไม่ต้องคอยออกคำสั่งอยู่ตลอดเวลา

     

    อยู่ ๆตรงวงเวทย์ก็ปรากฏหลุมดำขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมากลางอากาศ จากนั้นก็มีหมาป่าร่างกายสูงใหญ่ที่มีขนาดตัวมากถึง 3 เมตรเดินออกมาพร้อมกับแววตาที่ดูกระหายเลือดขนของมันเป็นสีแดงเข้มทั่วทั้งตัวจนดูคล้ายกับสีโลหิต

     

    “เชี่ยนั่นมันประตูมิติหรอวะนั่น” รอยหันไปมองรอบ ๆเพราะคิดว่าอาจจะมีประตูมิติปรากฏขึ้นที่อื่นอีกหรือไม่ถ้ามันมีประตูมิติเกิดขึ้นรอบ ๆบนผาสูงคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ๆ

     

    ทันทีที่หมาป่าโลหิตก้าวออกมามันก็วิ่งด้วยสี่เท้าของมันด้วยความเร็วสูงใช้เวลาเพียงไม่นานมันก็วิ่งมาถึงจุด 500 เมตรที่ร่างเงานักสู้ของรอยไปยืนรออยู่แล้ว

     

    รอยออกคำสั่งโจมตีทันทีที่หมาป่าโลหิตเข้ามาในระยะ

     

    ร่างเงานักสู้ของรอยไม่ได้เปิดใช้ทักษะอะไรเพียงแต่ใช้ก้าวย่างลวงตาหลอกล่อหมาป่าโลหิตให้มันสนใจดูก่อนก็เท่านั้นว่ามันเห็นร่างลวงตาเป็นศัตรูหรือเปล่าถ้าไปหลอกล่อมันต่อหน้าแบบนั้น

     

    แต่หมาป่าโลหิตไม่ได้สนใจร่างลวงตาของร่างเงาเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีแดงของมันมองตรงไปที่ผลึกเวทมนตร์เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ร่างเงาของรอยพอเห็นว่ามันไม่สนใจก็พุ่งตัวกระโดดเข้าไปหาหมาป่าโลหิตที่บนหัวและชกเข้าไปที่หัวของมันเต็มแรงจนกำปั้นทะลุหัวเข้าไปถึงสมองทำให้มันตายคาที่ทันที พอร่างเงาเห็นว่าหมาป่าโลหิตตายแล้วก็กระโดดกลับเข้ามาที่จุดเดิมเพื่อรอฟังคำสั่งต่อไป

     

    เวลาผ่านไปไม่นานหมาป่าโลหิตก็ปรากฏตัวออกมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันวิ่งออกมาจากประตูมิติถึงสองตัว ร่างเงาของรอยพุ่งเข้าหาทันทีที่ได้รับคำสั่งโจมตี ร่างเงาเลือกโจมตีหมาป่าโลหิตตัวซ้ายก่อนเพราะเห็นว่ามันวิ่งนำหน้ามา แต่ครั้งนี้หมาป่าโลหิตกลับหลบการโจมตีของร่างเงาทันทีที่เห็นว่าร่างเงากระโดดขึ้นมาถึงหัวของมันก่อนที่จะโจมตีซะอีก ทันทีที่หมาป่าโลหิตอีกตัวกระโดดหลบไปแล้วหมาป่าโลหิตอีกตัวก็กระโดดแทรกเข้ามาจู่โจมด้วยปากที่ใหญ่โตของมันที่สามารถอ้าปากกัดร่างเงาได้ทั้งร่างในคำ ๆเดียว ร่างเงาที่ลอยอยู่กลางอากาศรีบใช้ดาบคาตานะฟันสวนไปที่ฟันล่างของมันเพื่อเบี่ยงเบนวิถีการกัดของหมาป่าโลหิตจนเสียงดังเคร้งและทำให้มือข้างขวาสั่นสะท้านไปชั่วขณะ ด้วยแรงฟันที่รุนแรงเลยทำให้หมาป่าโลหิตกัดไม่โดนร่างเงาไปอย่างหวุดหวิด แต่ความแข็งของมันฟันหมาป่าโลหิตแข็งซะจนเกือบจะทำให้ดาบในมือของร่างเงากระเด็นหลุดออกไปเลย จากนั้นร่างเงาก็เปิดใช้ออร่าแห่งยักษาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองและใช้ดาบคาตะนะเสียบเข้าไปที่ร่องฟันและงัดดาบขึ้นจนเปิดปากข้างบนของหมาป่าโลหิตได้

    ฉึก!

    ฉั่วะ!

    หมาป่าโลหิตที่ถูกฟันจนปากด้านบนเป็นแผลเปิดกว้างมันไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดหรือร้องอะไรออกมาเลย แถมมันยังคิดที่จะอ้าปากกัดร่างเงาอีกครั้ง แต่ร่างเงาเองก็ไม่ได้อยู่เฉยเปลี่ยนดาบคาตานะให้กลายเป็นหอกเหล็กแทงเข้าไปในช่องปากที่กำลังอ้าอยู่จนทำให้หอกเหล็กทะลุออกไปจนถึงหัวของมัน จากนั้นร่างเงาก็ใช้ขาถีบที่ปากของมันที่กำลังอ้าค้างอยู่พุ่งเข้าไปหาหมาป่าโลหิตอีกตัวและใช้ก้าวลวงตาสร้างร่างหลอกขึ้นมา 2 ร่างเพื่อสร้างความสับสนให้กับหมาป่าโลหิตจากนั้นก็เปลี่ยนอาวุธกลับมาเป็นดาบคาตานะและใช้จังหวะที่มันกำลังสับสนว่าร่างไหนตัวจริงฟันเข้าที่หัวของหมาป่าโลหิตจนขาดออกจากร่างอย่างไม่ยากเย็น

     

    “เชี่ย!! มันจะเก่งเกินไปแล้ว” รอยสบถออกมาหลังจากที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

    รอยมองดูร่างเงานักสู้อย่างตื่นตะลึงเพราะทุกการเคลื่อนไหวและการโจมตีล้วนแล้วแต่ใช้วิชาต่อสู้ที่รอยมีทั้งสิ้นแถมยังใช้ทักษะเหล่านั้นได้อย่างชำนาญยิ่งกว่าตัวจริงที่ยืนมองดูอยู่ตรงนี้ซะอีก ไม่ว่าจะก้าวลวงตาที่ร่างเงาใช้มันสามารถแยกร่างลวงตาออกมาได้ถึง 2 ร่าง ซึ่งตัวรอยเองสามารถทำได้เพียงแค่ร่างลวงตาเพียงร่างเดียวเท่านั้น แถมทักษะการใช้ดาบคาตานะและหอกเหล็กก็ดูเชี่ยวชาญมากกว่ารอยตัวจริงเป็นไหน ๆเพราะทุกการฟันแทงแต่ละครั้งล้วนเฉียบขาดและแม่นยำเป็นอย่างมากแถมการเปลี่ยนอาวุธไปมายังทำได้คล่องแคล่วอีกด้วย

     

    จากนั้นที่ประตูมิติก็มีหมาป่าโลหิตวิ่งออกมาอีก 4 ตัว รอยจึงได้เข้าใจแล้วว่าจำนวนของหมาป่าโลหิตมันจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเรื่อย ๆตามจำนวนที่ถูกฆ่าไปแต่ที่ทำให้รอยไม่ค่อยวางใจนักคือมันจะเพิ่มจำนวนแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ เพราะรอยมีตัวช่วยเพียงแค่ร่างเงา 1 ร่างเท่านั้นจะให้สู้กับฝูงหมาป่าโลหิตมากมายแค่คิดถึงมันขึ้นมาก็เครียดแล้ว

     

    หมาป่าโลหิตรอบนี้ที่ออกมารอยรีบเข้าไปช่วยด้วยอีกแรงเพราะต้องการทำความคุ้นชินกับการต่อสู้เป็นคู่กับร่างเงา

     

    รอยพยายามสังเกตท่าทางการต่อสู้ของร่างเงาและพยายามเลียนแบบและนำมาปรับใช้กับตัวเองเพราะรอยรู้ดีว่าถึงแม้จะเข้าใจและพยายามทำตามมากแค่ไหน แต่การเคลื่อนไหวของร่างเงามันก็ดูผิดมนุษย์ไปมาก จนทำไห้รอยเองก็ยากที่จะลอกเลียนแบบบางท่ามาได้เหมือนกัน ยิ่งร่างเงาได้ต่อสู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้มันมีพัฒนาการมากยิ่งขึ้นเท่านั้น อย่างเช่นก้าวลวงตาที่ร่างเงาใช้สามารถทำให้ร่างหลอกโจมตีได้เหมือนกับร่างจริงไม่มีผิด เหมือนกับว่าเมื่อวิชาตัวเบาที่ปรมาจารย์บีโฮสอนมันจะถูกพัฒนาขึ้นเมื่อร่างเงาเป็นคนใช้งาน ที่มันทำให้ก้าวลวงตาพัฒนาขึ้นจนกลายไปเป็นวิชาแยกร่างไปแล้ว

     

    “ถ้าเราสามารถเอาร่างเงานี้มาใช้งานในโลกจริงได้คงจะดีไม่ใช่น้อยเลย”

     

    รอยกับร่างเงาต่อสู้กันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆจนตอนนี้หมาป่าโลหิตออมาจากประตูมิติมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่า 32 ตัวเข้าไปแล้ว ยิ่งจำนวนเยอะขึ้นความยากมันก็ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณไม่ใช่แค่จำนวนเท่านั้นแต่ความสามารถของหมาป่าโลหิตเองก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ไม่ใช่ระดับแรกที่หมาป่าโลหิตมันไม่ได้สนใจอะไรกับคู่ต่อสู้เลยมันให้คนสนใจเพียงแต่ผลึกเวทมนตร์เพียงเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไประดับความแข็งแกร่งและความฉลาดของมันก็เพิ่มมากขึ้น พอมันคิดว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าสามารถเอาชีวิตพวกมันได้พวกมันก็เลยต้องการจะฆ่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าก่อนที่จะไปหาผลึกเวทมนตร์ซะอีก

     

    แต่รอยเริ่มจับสังเกตความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาได้เพราะเห็นว่าศพของเหล่าหมาป่าโลหิตที่รอยกับร่างเงาฆ่าไปก่อนหน้านี้หลายสิบตัวเต็มไปด้วยรอยกัดแถมเลือดในตัวของพวกมันยังเหือดแห้งเหมือนกับถูกสูบไปจนหมดตัวอย่างไงอย่างงั้น จนตอนนี้รอยเห็นมันได้อย่างชัดเจนเพราะมันมีหมาป่าโลหิตตัวหนึ่งกัดกินซากศพของพวกมันเองในระหว่างที่ชุลมุนวุ่นวายกันอยู่ ความแข็งแกร่งของมันที่ดูดกลืนเลือดของพวกพ้องมาหลายสิบตัวทำให้ออร่าความแข็งแกร่งของมันแผ่กระจายออกมาได้อยากเห็นได้ชัด ออร่าสีแดงเลือดแผ่กระจายออกมาเหมือนดั่งคลื่นพายุที่พัดโหมกระหน่ำไปทั่วบริเวณสร้างความยำเกรงให้กับหมาป่าโลหิตทั้งฝูงที่กำลังต่อสู้อยู่หยุดต่อสู้ทันที

     

    “เชี่ยแล้วไง มีแบบนี้ด้วยหรอวะ?” 

     

    รอยสบถออกมาเพราะเห็นว่าเจ้าหมาป่าโลหิตตัวนั้นมันกลายไปเป็นหัวหน้าฝูงของหมาป่าโลหิตพวกนี้ไปแล้ว มันกระโดดถอยออกมาอยู่แนวหลังและคอยบัญชาการให้พวกหมาป่าโลหิตที่เหลืออยู่ 12 ตัวถอยออกมาก่อนเพราะยิ่งเข้าไปสู้โดยไม่มีแบบแผนก็ยิ่งเหมือนกับการส่งพวกมันเข้าไปตาย จากนั้นตัวหัวหน้าฝูงมันก็สั่งให้ลูกน้องที่เหลือคาบศพมากองรวมกันเอาไว้ให้กับมันได้กัดกินเพื่อเพิ่มพลังให้กับมันเข้าไปอีก

     

    รอยเห็นแบบนั้นแล้วไม่รอช้าจึงรีบสั่งให้ร่างเงาเข้าไปโจมตีหัวหน้าฝูงของมันก่อนทันที เพราะถ้าปล่อยให้มันได้กัดกินซากศพที่เหลือมีหวังพลังของมันได้เพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีกเป็นแน่

     

    ร่างเงาพุ่งผ่านหมาป่าโลหิตนับสิบตัวเข้าไปใช้หอกเหล็กฟาดเข้าไปที่หัวของมันเต็มแรงจนทำให้ตัวมันลอยกระเด็นออกไปไกล จากนั้นร่างเงาก็ใช้ก้าวอัสนีลงทัณฑ์ทำลายศพของหมาป่าโลหิตที่กองรวมกันไว้จนไหม้เกรียม

     

    หมาป่าโลหิตเห็นแหล่งพลังงานของมันถูกทำลายก็คำรามออกมาด้วยความโกรธ เหล่าหมาป่าโลหิตที่เหลือก็พุ่งกันเข้ามารุมร่างเงาทันทีเพราะได้รับคำสั่งจากหัวหน้าฝูงของมัน แต่รอยก็ไม่ได้นิ่งเฉยเพราะทันทีที่พวกมันรวมกันกันรอยก็เปลี่ยนไปเป็นผู้ใช้คำสาปและรีบใช้ทักษะกะโหลกวิญญาณกับพวกมันทันที

     

    ตู้มม!

     

    ทันทีที่พวกหมาป่าโลหิตถูกระเบิดด้วยกะโหลกวิญญาณก็ทำให้พวกมันกระเด็นกระดอนไปกันคนละทิศละทาง บางตัวก็ตายคาที่ไปเลยเพราะแรงระเบิดที่รุนแรง แต่ก็มีหลายตัวที่ยังรอดชีวิตไปได้แต่พวกมันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปไม่น้อย พอเห็นแบบนั้นแล้วรอยก็รีบเปลี่ยนกลับไปเป็นอาชีพนักสู้ต่อทันทีและเข้าไปฆ่าพวกหมาป่าโลหิตที่เหลือให้ตายไปทั้งหมดจนเหลือเพียงแค่ตัวหัวหน้าฝูงเท่านั้น จากนั้นทั้งสองก็รีบถอยออกมาตั้งหลักอยู่ใกล้ในระยะ 300 เมตรที่ห่างจากตัวผลึกเวทมนตร์ เพราะคิดว่าการตั้งรับน่าจะเป็นการดีที่สุดแล้วเพราะในเวลานี้มันดูคลุ้มคลั่งแบบสุด ๆไปเลยที่เห็นพวกพ้องของมันถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา