บทที่ 35 โง่เง่าเกินไป
ขณะเซียวหลิงอวิ๋นขมวดคิ้วกำลังจะกล่าวโต้กลับหลีเย่หงก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
“ปรมาจารย์เซียว คำพูดของเรามิอาจเปลี่ยนแปลงได้ดั่งวาจาทั่วไปดั่งที่ปรมาจารย์เย่ว์กล่าวฝนนี้ก็คือข้อพิสูจน์ว่าการพระราชทานสมรสนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะอย่างไรเรื่องนี้จึงไม่มีผู้ใดอาจคัดค้านได้อีก!ปรมาจารย์เย่ว์มีความดีความชอบเรื่องการขอฝน เราจะมอบตำรับโอสถฟื้นปราณเป็นรางวัล!”
น้ำเสียงของหลีเย่หงแฝงเจตนาข่มขู่ชัดเจน
ในความคิดของเขาหากปรมาจารย์เซียวให้ความสนใจหลีเย่หานมากถึงเพียงนี้เช่นนั้นก็ย่อมไม่ยอมให้สตรีอื่นได้แต่งกับเขานางต้องหาทางกำจัดเซียวหลิงอวิ๋นแน่นอน หากเซียวหลิงอวิ๋นตายลงจวนโหวกับหลีเย่หานก็ย่อมเป็นศัตรูกัน แล้วเขาก็จะมีคนควบคุมหลีเย่หานได้
หลีเย่หานกระชับมือนางแน่นยิ่งขึ้นดวงตาเหลือบมองหลีเย่หงเพียงแวบเดียว ทว่าแววตานั้นกลับนิ่งสงบและลึกล้ำราวกับทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแผนที่วางไว้
เซียวหลิงอวิ๋นขมวดคิ้วแน่นนี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกพ่ายแพ้อย่างแท้จริงความรู้สึกเช่นนี้ทำให้นางขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูกสิ่งที่นางเกลียดที่สุดก็คือการที่ชะตาชีวิตของตนถูกผู้อื่นกำหนดควบคุม
หลีเย่หงกล่าวจะพระราชทานสมรสก็กระทำทันทีไม่พูดถึงความรู้สึกของนางที่มีต่อหลีเย่หานเลยนางจะแต่งกับใครต้องให้คนอื่นมากำหนดด้วยหรือ!
ยิ่งไปกว่านั้นหลีเย่หงถึงกับมอบสูตรโอสถฟื้นปราณให้แก่เย่ว์ฉีหวงอย่างง่ายดายเช่นนั้น!
ดวงตาเซียวหลิงอวิ๋นฉายแววเยียบเย็นชั่วขณะมองไปยังหลีเย่หง
เรื่องนี้นางจะจดจำไว้ในใจ!หากวันใดนางมีพลังกล้ามากพอ นางจะโค่นแคว้นฮั่วหลีให้ราบคาบ!
เย่ว์ฉีหวงเหลือบมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยแววตาเย้ยหยันอย่างภาคภูมิใจไม่ว่าเมื่อไร ฮ่องเต้ก็ยังวางใจเขาเสมอเขายังคงเป็นปรมาจารย์เย่ว์ผู้ทรงเกียรติที่สุดในแคว้นฮั่วหลีส่วนหญิงแซ่เซียวผู้นั้น ไม่ว่าอย่างไร ในสายตาคนทั่วไปนางก็เป็นเพียงนักพรตนอกคอก ไร้ที่มา!
เมื่อพิธีขอฝนประสบผลสำเร็จไปทั่วแผ่นดินนำมาซึ่งการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
ฝนตกติดต่อกันตลอดวันตลอดคืนชาวบ้านต่างพากันออกมาตากฝนอย่างร่าเริง ทุกคนล้วนยินดีอย่างยิ่ง และแน่นอนความดีความชอบทั้งหมดถูกนับเป็นของเย่ว์ฉีหวง
นอกจากนั้นผู้คนต่างรู้กันว่าอ๋องเก้ามีหญิงคนสนิทที่เป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณเช่นกันน่าเสียดายที่อ๋องเก้าได้รับพระราชทานสมรสกับเซียวหลิงอวิ๋นไปเสียแล้วไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้อีก
คุณหนูใหญ่เซียวผู้เอาแต่ใจปะทะปรมาจารย์สื่อวิญญาณ...ดูท่าคงต้องทุกข์ทรมานไม่น้อยแน่!
อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจที่สุดคือสตรีทุกนางที่เคยถูกหมั้นหมายกับอ๋องเก้า ต่างก็จบชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาหรือไม่ก็เคราะห์ร้ายไม่หยุด
บัดนี้ทุกคนต่างจับตามองว่าสตรีแซ่เซียวจะพบจุดจบเช่นนั้นด้วยหรือไม่หากนางถูกคร่าชีวิตด้วยชะตาของอ๋องเก้าอีกคนละก็...นั่นคงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยิ่งนัก!
ณ เวลานี้เองเซียวหลิงอวิ๋นที่กลายเป็นหัวข้อสนทนาไปทั่วเมืองกำลังพาเซียวหลิงเย่เดินทางไปยังจวนเย่ว์หลินที่พักของเย่ว์ฉีหวง
บนใบหน้ายังคงสวมหน้ากากรูปเด็กยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ชาวบ้านที่พบเห็นต่างก็รู้ทันทีว่านางคือปรมาจารย์เซียวผู้มีชื่อเสียงในช่วงนี้นั่นเองจึงพากันเดินตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จนกระทั่งเห็นนางยืนอยู่หน้าจวนเย่ว์หลินตะโกนเสียงดังว่า “ปรมาจารย์เย่ว์ข้าได้ยินคำร่ำลือว่าท่านมีความสามารถล้ำเลิศ วันนี้จึงมาเรียนถามด้วยตัวเองหวังว่าท่านจะออกมาพบข้าสักครา!”
จุดประสงค์ที่นางมาวันนี้เรียบง่ายยิ่งแย่งชิงตำรับโอสถฟื้นปราณ เวลาเหลือไม่ถึงสองวันแล้ว วันนี้นางจะต้องได้มันมา!
ทันใดนั้นเสียงดุดังแทรกขึ้นมา
“หาญกล้าดีนัก! ผู้ใดกันที่มาร้องโวยวายหน้าจวนเย่ว์หลิน!”
ชายหนุ่มวัยยี่สิบสองยี่สิบสามรูปงามท่วงท่าเย่อหยิ่ง แววตาเย็นชาเดินออกมาด้วยท่าทีโอหัง เขาคือเย่ว์เทียนอวิ๋นศิษย์ลำดับสองของเย่ว์ฉีหวงนั่นเอง
เมื่อเย่ว์เทียนอวิ๋นเห็นว่าเป็นเซียวหลิงอวิ๋นเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเจือแววหยิ่งยโส
“ที่แท้ก็ปรมาจารย์เซียว ข้าเสียมารยาทแล้วไม่ทราบว่าปรมาจารย์เซียวมาหาอาจารย์ข้าตั้งแต่เช้าเพราะเหตุอันใดท่านก็น่าจะรู้ว่า ผู้เป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณมักยุ่งไม่มีเวลาจะมาพบเจอพวกแมวหมาไร้ค่าได้หรอกนะ”
เขาจงใจเหน็บแนมว่าเซียวหลิงอวิ๋นว่างจนไม่มีอะไรจะทำพร้อมเปรียบเปรยนางอย่างดูแคลนว่าเป็นเพียงพวกสัตว์ต่ำต้อยที่ไม่คู่ควรให้ปรมาจารย์เช่นเย่ว์ฉีหวงเสียเวลาพบปะ
เซียวหลิงเย่ฟังแล้วอยากชกหน้าเขาเต็มแก่ส่วนเซียวหลิงอวิ๋นที่ยังสวมหน้ากากอยู่ประชาชนที่ยืนมุงดูต่างก็คิดว่านางต้องโกรธจนเดือดแน่นอน
แต่สิ่งที่ทุกคนได้ยินกลับเป็นเสียงนุ่มนวลของนางที่เอ่ยออกมาฟังดูอารมณ์ดี
“ในเมื่อข้ามาเยือนเพื่อขอคำแนะนำแล้วเย่ว์ฉีหวงไม่ว่างเช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจละ ข้ามาเพื่อล้มชื่อเสียงของเขา!ข้าจะทำให้ทุกคนในเมืองฮั่วหลีรู้ว่าฝีมือของข้านั้นเหนือกว่าเย่ว์ฉีหวงหลายเท่านัก!”
ทุกคนถึงกับฮือฮาขึ้นมาทันทีปรมาจารย์เซียวจะมาท้าชนปรมาจารย์เย่ว์โดยตรง ช่างกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว!
“ปรมาจารย์เซียวช่างทะนงตนเหลือเกิน!ปรมาจารย์เย่ว์เพิ่งขอฝนให้แคว้นสำเร็จ พลังของเขาเป็นที่ประจักษ์แล้วแท้ๆยังกล้ามาท้าทายอีก?”
“เจ้าได้ยินข่าวหรือไม่ ปรมาจารย์เซียวเป็นหญิงคนสนิทของท่านอ๋องเก้าที่โกรธก็เพราะปรมาจารย์เย่ว์บอกว่าคู่บุพเพของอ๋องเก้าคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนโหวนางคงโมโหมากจนตามมาหาเรื่องถึงนี่!”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เอง ความริษยาของหญิงช่างเข้าใจยากเสียจริงบุรุษมีภรรยาหลายคนมันก็เรื่องปกติอยู่แล้ว ปรมาจารย์เซียวใจร้อนขนาดนี้เห็นทีฝีมือจะสู้ปรมาจารย์เย่ว์ไม่ได้หรอก แบบนี้ได้ดูของสนุกแน่!”
“แน่นอนสิ ปรมาจารย์เซียวต้องเจ็บตัวแน่!”
เซียวหลิงอวิ๋นฟังแล้วแทบอยากกลอกตาให้หลุดจากเบ้าไปเลย
เย่ว์เทียนอวิ๋นเองก็เหยียดหยามอย่างเต็มที่“แค่เจ้านี่นะ กล้าเอ่ยนามอาจารย์ข้าออกมาตรงๆยังมีหน้า...”
“เทียนอวิ๋น ถอยไป”
เสียงมั่นคงทว่าราบเรียบไม่เร่งไม่ช้าดังขึ้นกลางวงฝูงชนเย่ว์ฉีหวงในชุดสีขาวปลิวพลิ้วอย่างผู้สูงส่งเดินออกมาอย่างสง่างามด้านหลังยังมีศิษย์สองคนคือ เย่ว์เทียนหลิว และเย่ว์โยวเส่ว์สาวน้อยหน้าตาเย็นชาผู้มีผมหน้าม้าเป็นเอกลักษณ์
ทันทีที่เย่ว์ฉีหวงปรากฏตัวบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปทันทีเขาให้ความรู้สึกเป็นปรมาจารย์ผู้เปี่ยมสง่าราศีอย่างแท้จริง
เมื่อเปรียบกับเซียวหลิงอวิ๋นที่สวมหน้ากากแล้วทุกคนก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า...เย่ว์ฉีหวงดูน่าเชื่อถือและเก่งกาจกว่าหลายเท่า
เซียวหลิงอวิ๋นหัวเราะเย็นในใจชาติก่อนพวกที่ชอบทำท่าทางยโสน่าหมั่นไส้แบบนี้ นางสั่งสอนไปแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยราย
นางไม่เสียเวลาพูดให้เปลืองน้ำลายเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ปรมาจารย์เย่ว์ ท่านพอจะสละเวลามาพบข้าได้แล้วกระมังเรื่องขอฝนในวันนั้น ท่านกับข้าต่างรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเช่นไรฝนตกต่อเนื่องถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มท่านยังมีหน้าจะรับเอาความดีความชอบทั้งหมดไปไว้ที่ตนอีกหรือวันนี้ข้ามาเพียงเพื่อสิ่งเดียว...ข้าจะชนะท่านต่อหน้าทุกคนที่นี่ให้ทุกคนในเมืองฮั่วหลีรู้เสียทีว่าคนที่ควรได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณอันดับหนึ่งของเมืองนี้...คือตัวข้า!ท่านกล้ารับคำท้าหรือไม่”
เย่ว์ฉีหวงดวงตาวาบแสงประหลาดขึ้นเล็กน้อยเขาย่อมรู้ดี หากเป็นเขาลงมือ ฝนก็จะตกได้ไม่เกินห้าชั่วยาม แต่ฝนที่ตกวันนั้นกลับยืดเยื้อถึงยี่สิบสี่ชั่วยาม
เขาไม่อาจเดาได้แน่ชัดว่าเซียวหลิงอวิ๋นมีความสามารถมากเพียงใดแต่เมื่อนางมาท้าทายถึงที่ หากเขาปฏิเสธก็เท่ากับยอมรับว่าหวาดกลัว
เย่ว์ฉีหวงฉุกคิดได้ในทันใดก่อนแสร้งแสดงท่าทีของผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง พลางกล่าวอย่างสุขุม
“เมื่อปรมาจารย์เซียวมาเยือนถึงที่ด้วยเจตนาชัดเจนเช่นนั้นข้าย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่าอย่าลืมว่าข้าคือปรมาจารย์สื่อวิญญาณขั้นสามหากใครจะท้าข้าประลอง ข้าคงมิอาจลดเกียรติตนเองไปสู้กับทุกคนได้อย่างไม่เลือกหน้า หากท่านปรารถนาจะประลองกับข้าเช่นนั้นก็จงเอาชนะศิษย์ของข้าให้ได้เสียก่อน ท่านเห็นสมควรหรือไม่”
เขาตั้งใจให้เซียวหลิงอวิ๋นประลองกับเหล่าศิษย์ก่อนเพื่อหยั่งเชิงว่านางมีฝีมือระดับใด แล้วค่อยตัดสินใจว่าควรลงมืออย่างไร
เซียวหลิงอวิ๋นเข้าใจเจตนานั้นทันทีทว่าแสร้งทำเป็นไม่รู้ กลับเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง
“แน่นอน ข้าไม่ขัดข้อง แต่ขอพูดให้ชัดเจนเสียก่อนข้าจะโค่นศิษย์ทั้งสามของท่านให้ราบเป็นหน้ากลองทีละคน! และหากข้าชนะท่านต้องมอบสูตรโอสถฟื้นปราณที่ฮ่องเต้พระราชทานให้มาให้ข้าเสียดีๆเพราะในสายตาข้า คนที่ควรได้รับรางวัลนั้น...มีเพียงข้าเท่านั้น!”
เย่ว์ฉีหวงฟังนางพูดแล้วอดดูแคลนในใจไม่ได้คิดว่าเซียวหลิงอวิ๋นนั้นทั้งใจแคบ ทั้งริษยานิสัยเช่นนี้จะมีฝีมือมากเพียงใดกันเชียว
เขายิ้มบางเบาแล้วกล่าวว่า“ได้ แต่หากท่านเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้เล่าเช่นนั้นขอให้ท่านทำลายจุดตันเถียนในร่างตนเองและห้ามเรียกตนว่าเป็นปรมาจารย์สื่อวิญญาณอีกต่อไป ท่านเห็นเป็นเช่นไร”
เซียวหลิงอวิ๋นหัวเราะเย็นในใจเย่ว์ฉีหวงผู้นี้ช่างใจร้ายไม่เบา แต่นางก็ตอบรับโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ตกลง”
ทุกคนรอบข้างพากันอ้าปากค้างสูดลมหายใจเข้าอย่างตื่นตระหนก
ปรมาจารย์เซียวผู้นี้ช่างหุนหันพลันแล่นเสียจริงถึงกับเอาอนาคตตัวเองมาเดิมพัน!