นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 140 สังหรณ์

        ตอนที่ 140 สังหรณ์

         

         

        “เก่งมาก”

         

        คำตอบรับจากปากของผู้พันลาลันตาคือคำสั้น ๆ เพียงเท่านั้น ซึ่งออกจะดูแปลกเสียด้วย คงจะเป็นอะไรที่เหมาะสมกว่าหากคำตอบรับของเธอจะเป็น ‘ยินดีต้อนรับกลับ’ ‘เหนื่อยหน่อยนะ’ หรือ ‘เป็นไงบ้าง’

         

        หากคำสั้น ๆ ว่า ‘เก่งมาก’ คำนี้กลับทำให้นิทานอบอุ่นไปทั้งกายและใจ เขารู้สึกเหมือนตนได้กลับมาที่ปลอดภัย กลับมายังบ้านแล้วจริง ๆ

         

        นิทานยิ้มกว้าง เขาคิดเอาเองว่าเธอคงชมเรื่องที่สามารถหาพันธมิตรใหม่ให้ฝักฝ่ายขององค์หญิงไพลินได้ เลยชูสองนิ้วให้ผู้ใหญ่ตรงหน้าอย่างคุ้นชิน คีตาก็รู้งานของมันดี มันเดินเข้าไปให้ผู้พันลาลันตาก้มตัวลงมาลูบไล้พร้อมกอดเต็มสองแขน แม้ช่วงแรก ๆ มันจะดูขยาดผู้พันตรงหน้าที่ชอบเอามันไปกอดเป็นของเล่นแต่ดูเหมือนหลัง ๆ มานี้มันจะชินมากขึ้นแล้ว

         

        “เห็นว่ามีธุระสำคัญเหรอครับ” นิทานถามขึ้น แม้เจ้าตัวจะรู้ดีว่าธุระสำคัญของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าก็คงเป็นการอยากเห็นหน้าค่าตาเขาอีกเหมือนครั้งเขากลับจากงานประมูล

         

        “จริง ๆ ก็อยากนั่งฟังนายเล่าเรื่องเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่คราวนี้มีองค์หญิงมาด้วยงั้นเราคุยเรื่องหลังจากนี้กันก่อนดีกว่า” ผู้พันลาลันตากล่าวด้วยรอยยิ้ม แม้เธอจะยังคงยิ้มแย้มแต่นิทานก็สัมผัสได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงนั้น

         

        “กระหม่อมต้องขออภัยด้วยที่รบกวนเวลาดึกดื่นของท่านเช่นนี้ องค์หญิง ผกา” ผู้พันลาลันตาจัดเตรียมที่นั่งให้ทั้งสอง รวมถึงนำชามาจัดวางให้แก่องค์หญิงไพลินและอริยะแปลงเพลิง

         

        นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อจริงของอริยะแปลงเพลิง เขาจดจำชื่อนี้ไว้ในใจมั่น อริยะแปลงเพลิงคือผู้หนึ่งที่ช่วยเหลือเขามหาศาล

         

        “เรานอนดึกอยู่แล้วค่ะผู้พัน อีกอย่างเราก็อยากรู้เรื่องต่าง ๆ ที่เด็กของคุณไปซนมาเช่นกัน” องค์หญิงไพลินหัวเราะน้อย ๆ ขณะชำเลืองมองมาทางนิทาน อริยะแปลงเพลิงยังคงนิ่งเงียบหากเธอก็ทักทายผู้พันลาลันตาอย่างใกล้ชิด

         

        “นี่ ครึ่งหนึ่งมันไม่ใช่ความผิดของฉันเลยนะ ถึงเอาจริง ๆ แล้วการไปแจ้งทางการจะปลอดภัยกว่าก็เถอะ แต่ตอนนั้นใครจะไปรู้ล่ะว่าโอไรออนจะทนได้นานมั้ย” นิทานแย้งขึ้น เขารู้ตัวดีว่าตนมุทะลุเกินไปหากเขาก็มีเหตุผลของเขาเช่นกัน

         

        “ฉันก็ไม่ได้ว่านายสักคำเลยนิทาน ชีวิตของนาย นายตัดสินใจเองก็ถูกแล้ว” ผู้พันลาลันตาตอบกลับ

         

        “ขี้บ่นขี้น้อยใจไปได้ แซวนิดหน่อยไม่ได้เลย” องค์หญิงไพลินหัวเราะ

         

        นิทานทำหน้าบูด ดูเหมือนเขาจะถูกรุมกลั่นแกล้งอีกแล้ว

         

        “แต่เจ้าสมควรห่วงชีวิตตนเองมากกว่านี้” เสียงแรกที่ตำหนิเขากลับเป็นอริยะแปลงเพลิง นิทานหันไปมองอย่างแปลกใจ เขาไม่คิดว่าคนแรกที่เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาจะเป็นอริยะแปลงเพลิงผู้เงียบขรึม

         

        “ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่ง หากบางครั้งการเลี่ยงการต่อสู้ก็เป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง มิใช่เหมาะสม หากเป็น 'ถูกต้อง'” เธอเอ่ยตำหนิเสียงเข้ม

         

        นิทานก้มหน้า เขาคิดว่าอริยะแปลงเพลิงคงหมายถึงวีรกรรมตอนที่เขาเป็นแซฟไฟร์ หากแถวนั้นมีหน่วยเชื้อไฟ เรื่องที่เขาทำที่เมืองท่าข้างสมุทรจะมาถึงหูเธอก็ไม่แปลก

         

        ผู้พันลาลันตาและองค์หญิงไพลินไม่ได้กล่าวสิ่งใด ทั้งสองเพียงรับฟังอริยะแปลงเพลิงเท่านั้น

         

        “ข้าไม่ตำหนิการตัดสินใจของเจ้าที่เลือกจะแสดงพลังในระดับที่จะไม่โดนโจรสลัดทั่วไปหาเรื่อง รวมถึงเรื่องการปกปิดพลังด้วย” เธอกล่าวต่อ

         

        “ข้าหมายถึงเรื่องความละเอียดรอบคอบ ยามนั้นเจ้าใช้พลังโดยทำท่าทีหลอกล่อต่างว่าพลังเกิดจากสมบัติเจ้า หากก่อนเจ้าเข้าป่าชายเลน เห็นได้ชัดว่าเจ้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท” นิทานได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง

         

        เขาลืมไปสนิทจริง ๆ ตอนที่เขาจัดการลูกเรือในเมือง เขาทั้งหมุนและชี้ร่มปกปักหทัยให้เหมือนตัวร่มคือต้นกำเนิดพลัง หากที่ชายขอบป่าชายเลนรอบนอก เขาลืมเรื่องนี้เสียสนิท ต่อสู้อย่างปกติธรรมดาด้วยความเคยชิน

         

        “ตอนนั้นเจ้าก็รู้ตัวดีว่ามีผู้คนซุ่มมองอยู่ เจ้าจึงเลือกจัดการโจรสลัดพวกนั้นเพื่อเป็นการเตือนกลุ่มอื่นไปในตัว” อริยะแปลงเพลิงกล่าวอย่างชัดเจน ราวกับว่าเธออยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง

         

        “ในขณะนั้น หากเจ้าเลือกจัดการเพียงไม่กี่คนและหลบหนีไป นั่นจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลกว่ามาก ไม่ได้แข็งแกร่งจนต้องจับตามอง เป็นเพียงนักผจญภัยที่พอปกป้องตนเองได้ ไม่ใช่กวาดล้างทั้งกลุ่มและเรียกความสนใจหรือความแค้นเช่นนั้น” นิทานคิดตามแล้วก็ได้แต่ยอมรับว่าวิธีคิดของเขายังตื้นเขินเกินไปจริง ๆ หากทำอย่างที่อริยะแปลงเพลิงว่าเขาจะแนบเนียนขึ้นมาก

         

        “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ ผมประมาทเกินไปจริง ๆ” นิทานคอตกรับคำ เขาไม่มีอะไรจะเถียง ความผิดพลาดครั้งนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กแต่ถ้าคราวหน้าเกิดอะไรเช่นนี้ขึ้นอีก เขาก็สุดจะรู้แล้วว่ามันอาจส่งผลเสียแค่ไหน

         

        “ผกา อย่าใจร้ายกับเขามากนักเลยน่า เธอก็รู้ว่ามันมีโอกาสน้อยแค่ไหนที่พวกโจรสลัดพวกนั้นจะจดจำตัวตนแซฟไฟร์จริง ๆ จัง ๆ น่ะ นักผจญภัยระดับแซฟไฟร์มีให้เห็นตั้งเยอะ” คนที่กล่าวช่วยนิทานขึ้นมาก็คือผู้พันลาลันตา ราวกับผู้ปกครองที่พยายามกล่าวช่วยบุตรของตนจากการโดนผู้สั่งสอนดุ

         

        อริยะแปลงเพลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หากไม่ทันที่เธอจะตอบกลับไป กลับเป็นตัวนิทานเองที่พูดขึ้นมา

         

        “ไม่หรอกครับผู้พัน ผมพลาดก็คือผมพลาดครับ รู้ว่าพลาดก็ดีแล้วครับครั้งหน้าผมจะได้ไม่ทำผิดพลาดแบบนี้อีก” นิทานกล่าวยิ้ม ๆ ให้ผู้พันลาลันตา ในสายตาชัดเจนไปด้วยความขอบคุณหากเขาก็รับทราบดีว่าความผิดพลาดก็คือความผิดพลาด

         

        “เอาล่ะค่ะ ถือว่าจบคาบดุนักเรียนกันแล้ว เราคิดว่าดีแล้วล่ะที่พลาดตอนนี้ โจรสลัดเล็กน้อยแค่นั้นไม่มีทางเก็บแซฟไฟร์ไปคิดนานหรอกค่ะ แถมการปกปิดก่อนออกจากนครรัตนะก็ยอดเยี่ยม ฉันคิดว่าโอกาสน้อยมากเลยที่ตัวตนทั้งสองจะถูกเอามาโยงกันได้” องค์หญิงไพลินตบมือแปะ หยุดการสนทนา

         

        อริยะแปลงเพลิงและผู้พันลาลันตาพยักหน้าเล็กน้อย เธอเห็นด้วยกับไพลิน ไม่ใช่อะไรง่าย ๆ เลยที่จะโยงพวกเขาทั้งคู่ไว้ด้วยกัน

         

        “แต่มีนักสลักเอกสองคนที่มาโจมตีฉันอย่างผิดแปลกนะ การแต่งตัวดูก็รู้ว่าปลอมตัวมา ใช่จากฝักฝ่ายองค์ชายมั้ย” นิทานคิดไปถึงนักสลักเอกสองคนที่เขาฆ่าไปตอนอยู่ในป่าชายเลนรอบนอก ทั้งสองดูจะเป็นนักผจญภัยเก๊และโจรสลัดเก๊ และเรื่องนี้ก็ทำให้องค์หญิงไพลินขมวดคิ้วสวย

         

        นิทานเริ่มเล่ารายละเอียด เพราะจากที่ไพลินกล่าว พวกเธอรับรู้การเคลื่อนไหวของแซฟไฟร์ย้อนหลังได้จนถึงตอนเข้าป่าชายเลนรอบนอกใหม่ ๆ เท่านั้น หลังจากเข้าไปแล้วก็ยากเกินกว่าจะจับตาดูด้วยหน่วยเชื้อไฟหรือหาข่าวจากพวกโจรสลัด

         

        ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า เธอไม่คิดว่าองค์ชายจันทรกานต์จะสามารถตามตัวนิทานได้รวดเร็วเช่นนั้น

         

        “ยาก ฉันคิดว่าเป็นพวกโจรสลัดสักกลุ่มนั่นแหละ บางทีอาจจะดักฆ่าเพราะอยากได้สมบัติร่มก็ได้ นายบอกเองว่านายแสดงให้มันเป็นสมบัติมีค่าสุด ๆ นี่” ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า

         

        “ข้าเห็นด้วย ถึงแม้จันทรกานต์จะชาญฉลาดเพียงไหนหากการเชื่อมโยงนิทานกับแซฟไฟร์นั้นยากเย็นจนเกินไป” อริยะแปลงเพลิงกล่าวเสริม

         

        “ยังมีเรื่องที่นิทานไปโผล่ที่บาราทรัมหลังจากแซฟไฟร์อยู่ที่เมืองท่าข้างสมุทรในวันเดียวอีก พาหนะที่เร็วขนาดกงจักรดำดินของอริยะเข็มโลหิตน่ะหาไม่ง่ายหรอกนะ” ผู้พันลาลันตาเสนออีกจุดหนึ่ง

         

        นิทานได้ยินดังนั้นก็โล่งอก หากเขายังรักษาตัวตนแซฟไฟร์ไว้ได้ละก็มันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาในอนาคตอีกมหาศาล แต่คนที่ดูจะกังวลใจกลับเป็นไพลินที่เอ่ยปลอบให้เขาสบายใจในตอนแรก

         

        ทุกเรื่องดูจะเปลี่ยนไปแล้วเมื่อเอ่ยถึงชื่อของอีกหนึ่งรัตนชาติ องค์หญิงไพลินไม่เสนอความคิดอะไรอย่างที่ทำเป็นประจำ เธอเพียงขมวดคิ้ว นั่งจุ้มปุ๊กคิดอะไรคนเดียวในหัว ดูเธอจะกังวลกับข้อมูลใหม่เรื่องนี้ไม่น้อย

         

        ผ่านไปสักครู่เธอจึงหันหน้ากลับมากล่าว

         

        “ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ก็อย่าใช้ตัวตนแซฟไฟร์อีก สร้างใหม่ไปเลยก็ได้” องค์หญิงไพลินพูดอย่างจริงจัง

         

        นิทานเหงื่อตก การสร้างตัวตนใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขายังต้องระวังเรื่องการเผลอหลุดตัวตนอีก อย่างแซฟไฟร์ก็ใช่ว่าเขาจะคล่องเสียเท่าไหร่ หากอริยะแปลงเพลิงไม่เตือนเขาคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนทำผิดพลาดไป ยิ่งเวลาต่อสู้ด้วยแล้ว

         

        “ไพลิน เจ้าเป็นกังวลเกินเหตุไปหรือไม่” อริยะแปลงเพลิงขมวดคิ้ว นี่เป็นอีกครั้งแล้วที่เธอกล่าวเช่นนี้หลังจากเรื่องที่ไพลินพยายามหาคนติดตามที่บาราทรัม แม้เธอจะคิดว่าไม่เสียหายที่จะทำ หากก็เป็นห่วงในแง่ที่ว่าหากเป็นกังวลจนเกินเหตุ มันอาจส่งผลเสียต่อระบบความคิดและการวางแผนได้ ไม่เพียงปัจจุบันแต่ยังหมายถึงอนาคตที่เธอปกครองผู้คนนับล้าน

         

        ผู้พันลาลันตาจับจ้องใบหน้าขององค์หญิงไพลิน เธอก็คิดเธอไพลินกังวลเกินไปเช่นกัน แต่เธอกลับไม่เอ่ยปากเช่นอริยะแปลงเพลิง ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องกล่าวย้ำ

         

        ไพลินอ้าปากจะพูดบางสิ่ง หากก็เม้มปากของตนไว้แน่น ราวกับไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตนจะพูดออกไปนั้นฟังดูมีเหตุผลหรือเปล่า

         

        นิทานเลิกคิ้ว เขาคุ้นเคยกับใบหน้าเหมือนอัดอั้นอะไรสักอย่างแต่ไม่พูดออกมาของไพลินดี เขาเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์

         

        “เธอสังหรณ์ไม่ดีใช่มั้ย” นิทานเอ่ยยิ้ม ๆ

         

        องค์หญิงไพลินเงยหน้ามองนิทานอย่างแปลกใจ เธอสงสัยว่าความคิดของเธอมันออกมาทางใบหน้าขนาดนั้นเลยเหรอ หากที่ตกใจยิ่งกว่าคืออริยะแปลงเพลิงและผู้พันลาลันตาที่งงว่าเด็กทั้งสองคุยกันรู้เรื่องจากภาษากายเล็กน้อยเช่นนั้นได้อย่างไร

         

        “เหมือนตอนที่เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ ที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์เลยไม่ยอมกลับน่ะ เป็นแบบนั้นใช่มั้ย” นิทานถามย้ำ

         

        องค์หญิงไพลินที่เหม่อค้างไปพยักหน้าเบา สิ่งที่เธอกังวลนั้นไม่มีมูลเท่าไหร่ แต่เป็นความรู้สึกแปลก ๆ และกังวลที่คอยกัดกินความคิดเธอ

         

        “งั้นพูดมาเถอะ เหมือนที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์ไง เธอความรู้สึกไวจะตาย อย่างกับคีตาแน่ะ” นิทานหัวเราะก่อนลอบกัดไปหนึ่งที

         

        องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็คลายคิ้วที่ขมวดออก ก่อนหัวเราะกลับ

         

        “ไพลินมีความรู้สึกว่า ท่านพี่จะรับรู้เรื่องแซฟไฟร์กับนิทานเป็นคนคนเดียวกันค่ะ” เธอพูดขึ้น ผู้พันลาลันตาได้ยินเช่นนั้นจึงขมวดคิ้ว ก้มหน้าคิดตาม

         

        “จันทรกานต์? ไม่ถูกต้อง ไพลิน เขาไม่สมควรรู้” อริยะแปลงเพลิงส่ายหน้า จากหลายอย่างที่เธอจัดแจงไว้ เป็นเรื่องยากจนถึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่องค์ชาย 2 จะรู้

         

        “สำหรับไพลินแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของท่านพี่มิใช่พรสวรรค์ ความฉลาด การใช้คน หากแต่เป็นสัญชาตญาณที่เฉียบคมราวกับสัตว์ป่า” องค์หญิงไพลินเอ่ย

         

        ใบหน้าของเธอมีเพียงความจริงจัง ไม่มีความสงสัยเลยแม้แต่น้อย เธอนั้นรับรู้ถึงอันตรายจากชายผู้นั้นดียิ่งกว่าใคร