“แล้ววันนี้มีธุระอะไรหรือคะ?”
“เอ่อ ‘ถุงมือพลังแกร่ง’ที่ผมเห็นที่นี่ก่อนหน้านี้ยังอยู่รึเปล่าครับ?”
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ สินค้าชิ้นนั้นขายออกไปแล้วค่ะ”
ว้า น่าเสียดาย เอลเซ่ที่อยู่ข้าง ๆ เองถึงกับร้อง เอ๋~~ ก็นะ พวกเครื่องป้องกันเสริมพลัง หรือต่อให้
เป็นสินค้ามีเงื่อนไขเหมือนเสื้อโค้ทของผมก็ไม่ใช่ของที่จะเหลือจนขายไม่ออก
“กำลังหาเกราะมืออยู่สินะคะ?”
“ครับ กำลังหากอนท์เล็ทสำหรับใช้ชกต่อยในการต่อสู้น่ะครับ”
เพราะว่ามันใช้ในการต่อย จึงอาจจะนับรวมอยู่ในประเภทของอาวุธได้แต่มันก็ยังเป็นประเภทเครื่องป้องกันอยู่ดีการจะมีของแบบนั้นอยู่ที่นี่ซึ่งเป็นร้านเครื่องป้องกันก็ไม่แปลกอะไรจะว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็ได้
“สำหรับชกต่อยเหรอคะถ้าเป็นอันที่เสริมผลของเวทมนตร์ก็มีอยู่อีกนิดหน่อยนะคะ”
“มีอันที่เสริมผลของเวทมนตร์ด้วยเหรอ? ขอดูหน่อยได้ไหม?”
“รับทราบค่ะ เช่นนั้นเชิญทางนี้เลย”
คุณพี่สาวพูดเช่นนั้นแล้วพาพวกผมไปที่มุมร้านซึ่งเป็นที่เดียวกับที่เสื้อโค้ทของผมเคยวางอยู่
คุณพี่สาวพนักงานร้านหยิบกอนท์เล็ทสองคู่ที่ประดับอยู่ตรงนั้นมาวางเรียงไว้บนเคาน์เตอร์
คู่หนึ่งเป็นกอนท์เล็ทสวยงาม รูปร่างเพรียวลมราวกับสายน้ำไหลทาสีเมทัลลิคกรีน
อีกคู่หนึ่งคือกอนท์เล็ทดีไซน์แหลมคม ทาสีทองและแดง
“ทางนี้มีการเสริมเวทธาตุลม สามารถเบี่ยงเบนของอย่างพวกลูกธนูที่บินมาได้ค่ะน่าเสียดายที่
ไม่มีผลเบี่ยงเบนเวทโจมตีระยะไกลแต่ก็มีการป้องกันเวทมนตร์ระดับสูงเสริมไว้ด้วยค่ะ”
คุณพนักงานร้านหยิบกอนท์เล็ทสีเมทัลลิคกรีนขึ้นมาแล้วอธิบายเบี่ยงเบนการโจมตีทางฟิสิกส์ระยะไกลได้สินะ การทำให้เบี่ยงเบนได้กระทั่งเวทโจมตีด้วยดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้แต่ถ้ามีพลังป้องกันเวทมนตร์สูงล่ะก็ คงทำให้ได้รับความเสียหายน้อยลงล่ะมั้ง
“และทางเซ็ตนี้มีการเสริมการสะสมพลังเวทและสามารถเพิ่มพลังทำลายในการโจมตีครั้งเดียวได้ค่ะ ถึงจะต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการสะสมพลังเวทแต่ในขณะเดียวกันก็จะมีความทนทานเพิ่มขึ้นด้วยทำให้ตัวกอนท์เล็ทไม่มีทางถูกทำลายได้ค่ะ”
คราวนี้คุณพนักงานร้านหยิบกอนท์เล็ทสีทองและแดงขึ้นมาอธิบายเสริมพลังแบบเน้นไปที่การโจมตี ตรงข้ามกับเจ้าสีเมทัลลิคกรีนเมื่อกี้สินะคงเป็นไอ้ที่เรียกว่าการโจมตี “สะสมพลัง” แบบที่มีอยู่ในเกมล่ะมั้ง
เลือกการป้องกัน หรือเลือกการโจมตี สินะ เป็นปัญหาที่ยากแฮะถ้าเป็นผมก็คงเลือกจัดการศัตรูแบบแน่นอนด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่งก็ต้องเป็นทางเมทัลลิคกรีนล่ะนะ แต่เอลเซ่ดูท่าจะเลือกสีทองกับแดงที่เน้นการโจมตีมากกว่าแฮะ
“เอาทั้งสองคู่เลย”
“เอ๋!?”
ผมที่กำลังมองเปรียบเทียบกอนท์เล็ททั้งสองแบบอยู่ตกใจกับคำพูดนั้นจึงเผลอเบนสายตาไปทาง
เอลเซ่ที่อยู่ข้าง ๆ
“ซื้อสองคู่เลยเหรอ?”
“ก็มันน่าจะใช้การได้ทั้งสองแบบเลยนี่ใส่แยกกันซ้ายขวาอย่างละข้างก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
“แล้วที่เหลืออีกเซ็ตล่ะ?”
“ก็ต้องเก็บเอาไว้สำรองอยู่แล้วสิเพราะมันอาจจะพังเหมือนอย่างคราวนี้ก็ได้”
ก็จริงนะ ตราบใดที่ยังใช้ในการชกต่อย ก็อาจจะพังแบบนั้นได้อีกแต่พอผมถามไปว่าทางคู่สำรองความสามารถทั้งสองข้างจะสลับกับคู่หลักนะแล้วจะไม่เป็นไรเหรอ เธอก็บอกว่าไม่มีปัญหา
ดูเหมือนเดิมทีเธอจะต่อสู้ด้วยสไตล์ที่ไม่ได้เน้นไปที่ด้านซ้ายหรือขวาเพียงข้างเดียวอยู่แล้วเหมือนอย่างคนที่ชื่อ สวิตช์ ฮิตเตอร์1 ในกีฬามวยสินะ
“รับทราบค่ะ ถ้าสวมแล้วรู้สึกติดขัดอะไรก็แจ้งได้นะคะจะได้ทำการปรับแต่งให้ค่ะ”
“อื้อ ไม่มีปัญหา”
เอลเซ่สวมกอนท์เล็ททั้งสองแบบตามลำดับแล้วพูดเช่นนั้นออกมาหลังตรวจสอบความรู้สึกสัมผัสจนแน่ใจ
“เช่นนั้น สีเขียวทางนี้ราคาสิบสี่เหรียญทองส่วนทางสีทองกับแดงราคาสิบเจ็ดเหรียญทองค่ะ”
รวมกันเป็นสามสิบเอ็ดเหรียญทอง สามล้านหนึ่งแสนเยนสินะแพงไม่เปลี่ยนเลยแฮะ......ไม่สิสำหรับของที่มีการเสริมเวทมนตร์ถือว่าถูกแล้วมั้ง......? ความรู้สึกด้านเงินทองชักจะเพี้ยนไปทุกทีแล้วสิ
1ชื่อของนักกีฬามวยที่ถนัดการใช้มือแขนทั้งสองข้าง
“............โทยะ”
“อะไรเหรอ?”
“......เงินที่เอามามันขาดไปหนึ่งเหรียญทองอ่ะ”
“หัดตรวจสอบซะบ้างสิ......”
ผมหยิบหนึ่งเหรียญทองออกมาจากกระเป๋าสตางค์ แล้วส่งให้เอลเซ่
หลังจ่ายไปสามเหรียญทองคำขาวกับหนึ่งเหรียญทองให้คุณพนักงานร้านก็เป็นอันเสร็จสิ้นการชำระเงินจากนั้นก็รับกอนท์เล็ทสองเซ็ตที่ใส่ถุงมาให้ โดยผมเป็นคนถือเพราะมันใหญ่เทอะทะการที่ผู้ชายเป็นคนถือของเนี่ย ไม่ว่าโลกไหนก็ไม่ต่างกันเลยแฮะ......
“ขอบพระคุณมากค่ะ แล้วจะรอการมาอุดหนุนที่ร้านใหม่นะคะ”
พวกผมออกมาจากร้าน “เบลคุท” พร้อมกับการมองส่งของคุณพนักงานร้าน
“สมเป็นเมืองหลวงเนอะ ได้ของดี ๆ มาด้วย ถึงจะแพงไปหน่อยก็เถอะ”
เอลเซ่ที่เดินอยู่ข้าง ๆ กำลังอารมณ์ดี ก็นะเพราะว่าได้ของที่ต้องการมาแล้ว จะระริกระรี้ซักหน่อยมันก็ช่วยไม่ได้
แต่ว่า กอนท์เล็ทสี่ข้างนี่มันหนักเอาการเลย......รีบเข้าไปที่ตรอกด้านหลังตรงไหนสักแห่งแล้วใช้【เกท】กลับโรงแรมดีกว่า
“เอลเซ่ ตรอกตรงนั้น──”
พอผมพูดกับเอลเซ่ที่อยู่ข้าง ๆ ตรงนั้นก็ไม่มีใครอยู่เสียแล้ว
“อ้าว?”
หลังมองหาไปทั่วบริเวณ ก็เห็นเอลเซ่ยืนอยู่ตรงหน้าร้านที่อยู่ข้างหลังเธอกำลังมองอะไรบางอย่างด้านในกระจก อะไรหว่า?
ผมเดินย้อนกลับไปแล้วมองข้ามหลังของเอลเซ่เพื่อตรวจสอบ ฮะฮ่าไอ้นี่เองสินะ
เสื้อแจ๊คเก็ตสีดำติดระบายสีขาว มีริบบิ้นอันใหญ่ติดอยู่ตรงบริเวณอกและมินิสเกิร์ตติดระบายลูกไม้สามชั้นสีดำ
คล้าย ๆ กับชุดที่เรียกกันว่า โกธิคโลลิแต่ก็รู้สึกว่าจะต่างออกไปหน่อย
เอลเซ่จ้องมองชุดนั้นผ่านหน้าต่างไปเรื่อย ๆ
“......อยากได้เหรอ?”
“เอ๊ะ? หา!?ทะ โทยะ!?”
เอลเซ่ถอยหลังไปหลังจากผมที่ส่งเสียงทักแล้วตะโกนออกมาพร้อมหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึง อะไรหว่า ปฏิกิริยาแบบนั้น
“คะ คือว่า ชะ ชุดนี้อ่ะนะ! ใช่ ลินเซ่! คิดว่าเหมาะกับลินเซ่ดีน่ะ!เด็กคนนั้นท่าทางจะชอบชุดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? ต่างกับฉันเลยเนอะ!”
เอลเซ่เปิดปากพูดไม่หยุด เห เป็นคุณพี่สาวที่คิดถึงน้องสาวงั้นเหรอ
“แต่ว่าถ้าเหมาะกับลินเซ่ล่ะก็ ผมว่ามันก็เหมาะกับเอลเซ่เหมือนกันนะ”
“อะ......!”
เอลเซ่หน้าแดงแจ๋ อ้าปากพะงาบ ๆ ก็แล้วมันอะไรล่ะ ปฏิกิริยาแบบนั้นน่ะพฤติกรรมน่าสงสัยนะนั่น
“พูดอะไรน่ะ อย่างฉันจะไปเทียบกับลินเซ่ได้ยังไง......”
“แน่เหรอ? ก็น่ารักกันทั้งคู่นี่เป็นฝาแฝดจะไปต่างกันขนาดนั้นได้ไงล่ะ”
“นะ น่ารัก......!? ง่ะ พูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย!”
ผัวะ! กำปั้นของเอลเซ่ถูกประเคนใส่สีข้างของผม อุก!มันเจ็บน่าดูเลยนะครับ!
“เอ่อ......ก็บอกว่า......เอลเซ่เองถ้าได้สวมชุดแบบนี้ก็ดูเหมาะดีไง......”
ผมอดกลั้นความเจ็บปวดที่โดนอัดสีข้างพร้อมกับอธิบายให้เอลเซ่ฟัง อ้าวเหงื่อออกมาแล้วนะครับนั่น?
“อย่างฉันถึงใส่ไปก็ ไม่เห็นจะเหมาะเลย......”
“ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย”
“ไม่ต้องมาเอาใจก็ได้ เรื่องของฉัน ฉันย่อมรู้ดีที่สุดอยู่แล้ว”
“เอ่อ ก็บอกว่า......”
ทำไมถึงต้องปฏิเสธขนาดนี้กันนะ ไม่เชื่อคำพูดของผมเลยเหรอทั้งที่ใส่แล้วต้องเหมาะแน่นอนแท้ ๆ ชักจะรู้สึกหงุดหงิดแล้วสิ
“ฉันมันคนละประเภทกับเด็กที่เหมาะกับชุดแบบนั้น......”
“อ๊า ปัดโธ่! ถ้าได้สวมเดี๋ยวก็รู้เองแหละ!ไปลองกันเลย!”
“เอ๋!? เดี๋ยว......!โทยะ!?”
ผมดึงมือของเธอที่ปฏิเสธหัวชนฝา บังคับให้เธอเข้าไปในร้านขอให้คุณพี่สาวพนักงานหยิบชุดที่โชว์อยู่มาให้แล้วดันเอลเซ่เข้าไปในห้องลองชุดพร้อมกับชุดนั้น
“เดี๋ยว! ทำอะไรเนี่ย!?”
“เอาน่าเอาน่า เอ้า เปลี่ยนชุดซะ”
ผมปิดผ้าม่านของห้องลองชุด แล้วย้ายตัวเองไปรอที่มุมร้านจากนั้นก็ฆ่าเวลาด้วยการมองดูเข็มขัดกับเครื่องประดับที่วางอยู่ตรงนั้นพอผ่านไปครู่หนึ่ง ผ้าม่านก็ถูกเปิดออกอย่างเหนียมอาย
“โอ้”
ที่อยู่ตรงนั้นคือเอลเซ่ที่ต่างไปจากปกติ
ถึงจะเป็นชุดแนวโกธิคโลลิ แต่ก็เหมาะกันดีกับเอลเซ่ ที่มีผมยาวสีเงินนั่นไงดูสิ ตามที่ผมบอกเลยไม่ใช่เหรอ? เด็กผู้หญิงที่ใส่แล้วเหมาะขนาดนี้ไม่มีที่ไหนอีกแล้วล่ะ
“นั่นไง ไม่เหมาะใช่ไหมล่ะ ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ......”
“หา!? พูดอะไรออกมาเนี่ย!?”
เธอก้มหน้างุดไร้ความมั่นใจในตัวเอง ผมจึงส่งเสียงพูดอย่างเอือมระอาทำอีท่าไหนถึงได้ข้อสรุปออกมาแบบนั้นกันนะ ยังไม่ยอมรับอีกรึไง เด็กคนนี้นี่!
“ก็เหมาะสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่รึไง เนอะ คุณพนักงาน!”
“ค่ะ เหมาะมากเลย วิเศษมากเลยค่ะ คุณหนู”
คุณพี่สาวพนักงานร้านร่วมเอ่ยปากชมเอลเซ่ในห้องลองชุดก็มีกระจกอยู่แท้ ๆ ไม่ได้มองตัวเองเลยรึไงนะ เด็กคนนี้
“งะ งั้นเหรอ......”
เธอจับชายกระโปรงพร้อมแก้มที่แดงระเรื่อ แล้วค่อย ๆหมุนตัวอยู่ตรงนั้น อืม เหมาะอย่างที่คิดจริง ๆ น่ารักมาก
ดีล่ะ ผมส่งเสียงพูดกับคุณพนักงานร้าน
“ขอโทษนะครับ ขอซื้อชุดนี้เลยได้ไหมครับ?”
“เอ๋?”
เอลเซ่ตกใจที่ผมจ่ายเงินค่าชุดให้คุณพนักงานร้าน สามเหรียญเงินเหรอแพงเอาเรื่องแฮะ......
“ดะ เดี๋ยวสิโทยะ!? ฉันไม่ได้คิดจะซื้อนะ!?”
“ผิดแล้ว ผมซื้อเองต่างหาก เป็นของขวัญให้เอลเซ่ไง”
ชุดออกจะเหมาะขนาดนี้ จะกลับไปโดยไม่ซื้อได้ไงล่ะ อยากให้ทุกคนได้เห็นด้วยผมรับถุงกระดาษมา แล้วส่งให้เอลเซ่ เพื่อให้เอาไปใส่ชุดเดิมที่เคยใส่มา
หลังออกจากร้านเอลเซ่ที่ก้มหน้าด้วยความเขินอายก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วกล่าวขอบคุณ
“ขอบใจนะ......”
“ดีล่ะ รีบกลับไปให้ทุกคนดูกันเถอะ!”
“เอ๊ะ!? ดะเดี๋ยวก่อน แบบนั้นมันออกจะน่าอาย......”
ผมพาเอลเซ่ที่แต่งตัวใหม่แล้วออกวิ่งไป
เมื่อได้เห็นเอลเซ่ที่สวมชุดใหม่ ทุกคนก็ชมว่าเหมาะกันหมด ใช่จริง ๆด้วย สายตาของผมไม่ได้เพี้ยนซะหน่อย เป็นไงล่ะ
เพียงแต่ พอรู้ว่าผมเป็นคนซื้อชุดนั้นให้ไม่รู้ทำไมทุกคนถึงทำสีหน้าสลับซับซ้อนกันหมดแล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมคราวนี้ผมถึงต้องไปซื้อชุดส่วนของทุกคนมาด้วย
......นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?