หมอกสีเทาทึบยังคงลอยอ้อยอิ่งปกคลุมแผ่นดิน ทว่าความเงียบสงบของหุบเขาต้องห้ามถูกทำลายลงด้วยเสียงกิ่งไม้หักแตกเป็จังหวะ ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ
ถังหว่านเอ๋อร์ผวาเงยหน้า มือที่ประคองศีรษะลู่เฉินไว้แน่นขึ้น "ไม่นะ... พวกมันตามมาแล้ว"
เสียงฝีเท้าย่ำหญ้าดังก้องจากรอบทิศ ไม่ใช่เพียงหนึ่งหรือสอง แต่เป็สิบกว่าคู่ที่กระจายล้อมเข้ามาอย่างเป็ระเบียบ แสงคบเพลิงเรืองวาบสาดผ่านม่านหมอก ทาบเงาร่างของนักรบผู้ถือดาบยาวคาดเอวจนเห็นเป็รูปพรางเลือนราง
"พบตัวแล้ว! ตรงนี้!" เสียงะโดังลั่นขึ้นจากปีกซ้าย
ถังหว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปาก สายตากวาดมองหาทางหนี แต่สายหมอกที่เคยเป็เกราะกำบังกลับกลายเป็ดาบสองคมที่บดบังทัศนวิสัยของนางเองเช่นกัน นางไม่รู้ว่าศัตรูฝ่ายใดอยู่ตรงจุดใดบ้าง
ลู่เฉินกระตุกตัวตื่นขึ้นในอ้อมแขนของนางพอดี ดวงตายังคงมึนงงจากการเปลี่ยนแปลงสรีระเมื่อครู่ ทว่าเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังกระชั้นเข้ามา สัญชาตญาณนักสู้ก็ปลุกร่างกายให้ตื่นตัวทันที เขาผลักตัวลุกขึ้นยืน แม้ขาทั้งสองข้างยังสั่นระริกจากแรงเปลี่ยนแปลงของกระดูก
"ถอยไปอยู่เื้ัข้า" เขาเอ่ยเสียงต่ำ
"เ้ายังอ่อนแรงอยู่เลย! อย่าดันทุรัง—"
"ข้าไม่อ่อนแอเหมือนแต่ก่อนแล้ว"
คำพูดของลู่เฉินหนักแน่น ถังหว่านเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามคำขอ มือของนางกำยาแก้พิษเม็ดสุดท้ายไว้แน่นในฝ่ามือ พร้อมใช้เมื่อยามคับขัน
เงาร่างทั้งสิบสองล้อมเป็วงกลม กระบี่ในมือแต่ละคนสะท้อนแสงคบเพลิงวาววับ ตรงกลางแนวล้อมมีชายร่างสูงใหญ่ก้าวออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ ดวงตาเฉียบคมดั่งเหยี่ยว บนบ่าซ้ายปักธงเล็กสีดำขลิบทองอันเป็สัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์ตระกูลลู่สายหลัก
"ข้าคือลู่เฟิง หัวหน้าองครักษ์เงา รับบัญชาจากท่านผู้เฒ่าลู่เจิ้งไทให้มานำตัวเ้ากลับไป" เขาเอ่ยเสียงเ็า สายตาจับจ้องไปที่แผ่นหลังของลู่เฉินราวกับกำลังประเมินสิ่งของมีค่าชิ้นหนึ่ง "อย่าให้ข้าต้องลงมือ เด็กหนุ่ม"
"ท่านผู้เฒ่า้าตัวข้าด้วยเหตุใด" ลู่เฉินถามเสียงนิ่ง แม้หัวใจจะเต้นระรัวอยู่ภายใน
"นั่นไม่ใช่เื่ที่เ้าต้องรู้" ลู่เฟิงแค่นเสียง ขยับมือขวาลูบด้ามกระบี่เบาๆ "จะไปแต่โดยดี หรือจะให้พวกข้าหักขาเ้าแล้วลากไป เลือกเอาเถิด"
เสียงหัวเราะเยาะแทรกขึ้นจากรอบวง เหล่าองครักษ์เงายกกระบี่ขึ้นพร้อมกัน แสงคบเพลิงตัดกับความมืดจนเกิดเป็เงาทะแยงยาวลากผ่านพื้นหญ้าเปียกชื้น
ลู่เฉินสูดลมหายใจลึก ในใจเขารู้ดีว่าไม่อาจเปิดเผยกระบี่แม่ออกมาต่อหน้าคนกลุ่มนี้ได้ เพราะพวกมันคือคนของสายหลัก หากรู้ว่าเขาสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ ยิ่งกว่านั้นกระบี่แม่เพิ่งหลอมรวมสมบูรณ์ได้เพียงครู่เดียว ยังไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเองดีพอ การใช้มันต่อสู้ยามนี้เสี่ยงเกินไป
เขาจึงเลือกทางเดียวที่เหลืออยู่... ใช้พลังกายล้วนๆ
"งั้นก็ลองดู" ลู่เฉินย่อเข่าลงต่ำ
ลู่เฟิงยิ้มบางแล้วสะบัดมือ "จับตัวมัน!"
องครักษ์เงาสี่คนพุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมกันจากสี่ทิศ กระบี่เหล็กแหวกอากาศเกิดเสียงหวีดหวิว มุ่งเป้าที่ข้อขา ข้อมือ และไหล่ทั้งสองข้างของลู่เฉิน หวังจะตรึงร่างให้อยู่กับที่โดยไม่าเ็ถึงชีวิตตามคำสั่งของผู้เฒ่า
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ลู่เฉินไม่รอให้กระบี่มาถึงตัว เขาผลักพื้นด้วยปลายเท้า ร่างพุ่งทะยานต่ำเฉียดพื้นดินราวกับลูกศรที่ปล่อยออกจากคันธนู กระบี่ทั้งสี่เล่มฟันเข้าที่ว่างเปล่า เสียงกรีดอากาศจางหายไปกับสายลม
เขาเสยศอกซ้ายขึ้นกระแทกเข้าที่ท้องแขนขององครักษ์คนแรกที่อยู่ใกล้ที่สุด
เพล้ง!
เสียงกระดูกกระทบกันดังก้อง องครักษ์ผู้นั้นสะดุ้งโหยง กระบี่หลุดจากมือปลิวลอยขึ้นกลางอากาศ ลู่เฉินคว้าจับด้ามกระบี่ทันควัน หมุนข้อมือฟันสวนกลับเข้าที่น่องขององครักษ์คนที่สองที่กำลังจะฟันซ้ำ
ฉวับ!
โลหิตสดพุ่งกระฉูด องครักษ์คนที่สองร้องโหยหวนทรุดฮวบลงกับพื้น มือกุมาแที่น่องไว้แน่น
"มันว่องไวยิ่งกว่าในความจำความ!" องครักษ์คนที่สามะโเตือน ทว่าสายไปเสียแล้ว
ลู่เฉินหมุนตัวกลับ กระบี่ในมือตวัดเป็เส้นโค้งสะบัดเข้าใส่คอเสื้อขององครักษ์คนที่สามและสี่ ผ้าฉีกขาดกระจาย เผยให้เห็นิัที่ยังไม่โดนคมกระบี่แม้แต่น้อย เพราะลู่เฉินจงใจงดออกแรงถึงชีวิต เขา้าเพียงข่มขวัญและซื้อเวลา ไม่ใช่สังหารหมู่คนของตระกูลตัวเอง
"หยุดก่อน!" ลู่เฟิงคำรามลั่น เขากระโจนเข้ามาเองในทันที พลังปราณระดับก่อตั้งรากฐานขั้นกลางพวยพุ่งจากฝ่ามือ กลายเป็คลื่นกระบี่สีเทาเข้มพุ่งกระหน่ำเข้าใส่ลู่เฉินถี่ยิบราวกับห่าฝน
ครืน! ครืน! ครืน!
พื้นดินรอบตัวลู่เฉินะเิฟุ้งเป็กลุ่มควันฝุ่นสีน้ำตาลเข้ม เศษหินและรากไม้ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ลู่เฉินหลบเลี่ยงคลื่นกระบี่สองสายแรกอย่างหวุดหวิด ทว่าคลื่นที่สามและสี่มาถี่เกินกว่าจะหลบพ้น เขาไขว้แขนขึ้นป้องกันเต็มกำลัง
โครม!
แรงะเิซัดร่างของเขาถอยหลังไถลยาวเป็ทางจนหลังชนโขดหิน กระดูกไผ่ดำที่เพิ่งหลอมรวมสมบูรณ์ตอบสนองทันที ดูดซับแรงกระแทกส่วนใหญ่ไว้ได้ ทว่าเนื้อหนังยังคงมีรอยไหม้เกรียมจากพลังปราณจางๆ ปรากฏขึ้น
"ยังทนไหวอีก..." ลู่เฟิงพึมพำด้วยความประหลาดใจ เขาก้าวเท้าไล่ต้อนเข้ามาอีก คราวนี้ะเิพลังปราณเต็มกำลังโดยไม่ยั้งมือ "งั้นก็อย่าโทษข้าที่ต้องลงมือหนัก!"
คลื่นกระบี่ลูกใหญ่กว่าเดิมสามเท่าพุ่งทะยานตรงเข้าใส่กลางลำตัวของลู่เฉิน
ถังหว่านเอ๋อร์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างออกไปเบิกตาโพลง "ลู่เฉิน!"
นางไม่รอช้า สลัดความกลัวทิ้ง สะบัดข้อมือขว้างเข็มพิษเข้าใส่ดวงตาของลู่เฟิงทันที แม้จะรู้ดีว่าฝีมือของนางห่างชั้นจากผู้บุกรุกคนนี้อยู่มาก แต่นางไม่อาจยืนดูเฉยได้อีกต่อไป
ลู่เฟิงสะบัดหน้าหลบเข็มพิษอย่างง่ายดาย ทว่าจังหวะเสี้ยววินาทีนั้นก็เพียงพอแล้ว
ลู่เฉินคว้าโอกาสทะลุคลื่นกระบี่ที่กำลังพุ่งเข้าใส่ เขาบิดตัวหลบไปทางขวา ปล่อยให้คลื่นกระบี่ฟาดเฉียดผ่านชายเสื้อ ก่อนจะพุ่งเข้าประชิดตัวลู่เฟิงในระยะกระชั้นชิดที่กระบี่ยาวใช้การไม่ถนัด
"ระยะนี้... กระบี่ของเ้าไร้ประโยชน์!"
ลู่เฉินะเิหมัดขวาเข้าใส่ชายโครงของลู่เฟิงเต็มแรง
ตูม!
หัวหน้าองครักษ์เงากระอักลมหายใจ ร่างโย้เอียงไปด้านข้าง ทว่าด้วยประสบการณ์การต่อสู้อันช่ำชอง เขารีบยกเข่าซ้ายกระแทกสวนกลับเข้าที่ท้องของลู่เฉินทันที
ปัง!
ลู่เฉินสะดุ้งโหยง ถอยหลังไปสองก้าว ทว่ากระดูกไผ่ดำในร่างช่วยกันแรงกระแทกไว้ได้เกินครึ่ง เขากลืนก้อนเืที่จุกอยู่ในลำคอลงไป สายตาจับจ้องคู่ต่อสู้ตรงหน้าไม่วางตา
ทั้งสองต่างประเมินกันและกันในความเงียบชั่วครู่ ลมหายใจหอบถี่ปนกลิ่นเืคละคลุ้งในอากาศ
"เ้าไม่ใช่เด็กพิการอย่างที่พวกนั้นบอกไว้แน่นอน" ลู่เฟิงเอ่ยเสียงแหบ นิ้วมือกำด้ามกระบี่แน่นขึ้น "แต่ต่อให้เ้าเก่งกาจปานใด ก็ยังเป็แค่ระดับรวบรวมปราณ ในขณะที่ข้าคือก่อตั้งรากฐาน ช่องว่างนี้เ้าไม่มีทางเอาชนะได้"
"งั้นข้าก็ไม่จำเป็ต้องเอาชนะ" ลู่เฉินยิ้มบางมุมปาก "ข้าแค่ต้องไม่พ่ายแพ้จนกว่าทินกรจะขึ้น"
คำพูดนั้นทำให้ลู่เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมาย... เด็กหนุ่มคนนี้กำลังถ่วงเวลา รอให้เสียงโกลาหลดังไปถึงหูของผู้คนในหมู่บ้านใกล้เคียง หรือรอกำลังเสริมบางอย่าง
"อย่าฝันไปเลย! ที่นี่คือหุบเขาต้องห้าม ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาช่วยเ้าหรอก!"
ลู่เฟิงกระชากดาบขึ้นเหนือศีรษะ ปราณระดับก่อตั้งรากฐานรวมศูนย์ที่ปลายคม แสงสีเทาเข้มพวยพุ่งจนสว่างไสวกลบแสงคบเพลิงทั้งหมด เขาฟันดาบลงมาในแนวดิ่ง หมายจะจบการต่อสู้ในท่าเดียว
"วิชาประจำหน่วย: เงาพยัคฆ์สิบทิศฟาดฟัน!"
คลื่นกระบี่สิบสายพวยพุ่งออกมาพร้อมกันจากทุกทิศทาง ล้อมกรอบลู่เฉินไว้จนไม่มีช่องให้หลบหนี พื้นดินรอบข้างเริ่มแตกร้าวเป็แนวยาว ต้นไม้บิดเบี้ยวรอบบริเวณถูกฟันขาดสะบั้นทีละต้น
ลู่เฉินเบิกตากว้าง เขารู้ดีว่าครั้งนี้ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทั้งหมดด้วยร่างกายเปล่าอีกต่อไป
เสี้ยววินาทีนั้นเอง จิติญญากระบี่แม่ในกระดูกสันหลังของเขาสั่นสะท้าน ราวกับกำลังกระซิบเตือนบางอย่าง
[เ้าหนู... ไม่จำเป็ต้องเรียกข้าออกมาทั้งเล่ม เพียงแค่ปล่อยไอปราณเศษเสี้ยวจากปลายกระดูกดรรชนี ก็เพียงพอแล้ว]
ลู่เฉินไม่ทันได้คิดทบทวน สัญชาตญาณสั่งให้เขาเชื่อฟังเสียงนั้นทันที เขากำหมัดแน่น รวมสมาธิทั้งหมดไปที่ปลายนิ้วทั้งห้า
ไอทมิฬสีดำจางๆ พวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้วราวกับหมอกควัน ก่อตัวเป็เกราะบางเฉียบหุ้มรอบกำปั้นทั้งสองข้าง
"ทะลวงมันให้แหลก!"
ลู่เฉินพุ่งทะยานสวนเข้าหาคลื่นกระบี่สิบสายโดยไม่ถอยหนี เขาหมุนตัวเป็วงกลม กำปั้นที่หุ้มด้วยไอทมิฬฟาดสวนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
คลื่นกระบี่สายแรกแตกกระจายเมื่อปะทะกับหมัดของเขา สายที่สองและสามตามมาติดๆ ก็พบชะตากรรมเดียวกัน เศษเสี้ยวปราณไผ่ดำที่ห่อหุ้มกำปั้นแม้จะเทียบไม่ได้กับพลังกระบี่แม่เต็มรูปแบบ แต่ก็แข็งแกร่งเกินกว่าคลื่นปราณระดับก่อตั้งรากฐานจะฟันทะลุผ่านได้
ลู่เฟิงเบิกตาค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง คลื่นกระบี่ที่เหลืออีกเจ็ดสายพุ่งเข้าปะทะกับร่างของลู่เฉินพร้อมกัน ก่อเกิดเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งหุบเขา
บึ้ม!
ฝุ่นควันสีเทาพวยพุ่งท่วมท้นบดบังทัศนวิสัยทั้งหมด กิ่งไม้และก้อนหินปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ เสียงสะท้อนกึกก้องไปไกลจนนกกลางคืนตื่นใบินหนีะเิขึ้นเต็มท้องฟ้า
ถังหว่านเอ๋อร์อุทานลั่นด้วยความหวาดกลัว วิ่งเข้าไปหาจุดที่ควันฝุ่นจางลง
เมื่อม่านฝุ่นเริ่มคลี่คลาย ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องกลืนน้ำลายเสียงดัง
ลู่เฉินยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง เสื้อผ้าขาดวิ่นเป็ริ้ว ิัมีรอยไหม้เกรียมกระจายอยู่ทั่วร่าง เืไหลซึมจากาแเล็กน้อยหลายจุด ทว่าเขายังคงยืนตรง ไม่ล้มลง
ส่วนลู่เฟิง ผู้ะเิวิชาเต็มกำลัง กลับต้องคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความอ่อนล้า มือที่ถือดาบสั่นระริก ดาบเหล็กมีรอยบิ่นเล็กๆ ปรากฏตลอดความยาวใบดาบ
"เป็... เป็ไปได้อย่างไร..." ลู่เฟิงพึมพำเสียงแหบ
องครักษ์เงาที่เหลือทั้งหมดยืนแข็งค้าง ไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่ก้าวเดียว
ลู่เฉินหอบหายใจถี่ ปล่อยไอทมิฬที่ห่อหุ้มกำปั้นสลายตัวหายไป เขารู้ดีว่าตัวเองใช้พลังจนเกือบหมดสิ้นแล้ว หากลู่เฟิงลุกขึ้นสู้ต่ออีกครั้ง คงยากจะรับมือไหว
เขาจึงเลือกใช้หนทางสุดท้าย... คำพูด
"ลู่เฟิง" เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น แม้ร่างกายจะสั่นเทาอยู่ภายใน "กลับไปบอกท่านผู้เฒ่าว่า ข้ายินดีจะกลับไปตระกูลด้วยตัวเอง ไม่จำเป็ต้องใช้กำลังจับกุม แต่ข้อแม้มีเพียงข้อเดียว... ห้ามใครแตะต้องนางคนนี้"
เขาชี้มือไปทางถังหว่านเอ๋อร์ที่ยืนกำมือแน่นอยู่ไม่ไกล
ลู่เฟิงกัดฟันสูดลมหายใจลึก เขาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว หากสู้ต่อไปโดยที่กำลังตัวเองาเ็สาหัสเช่นนี้ ผลลัพธ์คงไม่แน่นอน ยิ่งกว่านั้นคำสั่งของท่านผู้เฒ่าคือห้ามทำลายกระดูกสันหลัง ซึ่งหมายความว่าต้องนำตัวกลับไปทั้งเป็ ไม่ใช่ศพ
"ตกลง" ลู่เฟิงเอ่ยเสียงแค้นเคือง พลางลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก "แต่เ้าต้องเดินตามข้ากลับไปโดยดี ห้ามเล่นลิ้น"
ลู่เฉินพยักหน้ารับ เขาหันไปมองถังหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาที่แฝงความห่วงใย นางก้าวเข้ามาใกล้ กระซิบเบาๆ ด้วยเสียงสั่น
"เ้าแน่ใจนะ..."
"ข้าต้องกลับไปเผชิญหน้าให้ถึงที่สุดสักวันหนึ่งอยู่แล้ว" ลู่เฉินตอบเสียงเบา สายตามุ่งมั่นทอดมองไปยังหมู่บ้านตระกูลลู่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกไกลลิบ "แต่คราวนี้ ข้าจะไม่กลับไปในฐานะขยะอีกต่อไป"
องครักษ์เงาที่เหลือรวมตัวประคองร่างของสหายที่าเ็ ขบวนทั้งหมดเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาหมอกทมิฬมุ่งหน้าสู่ตระกูลลู่ในยามรุ่งสาง แสงอาทิตย์แรกเริ่มทอประกายส้มทองผ่านสายหมอกที่จางลงทีละน้อย ราวกับกำลังต้อนรับการกลับมาของเด็กหนุ่มที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ทว่าสิ่งที่ลู่เฉินไม่ทันได้สังเกต คือสายตาของถังหว่านเอ๋อร์ที่จับจ้องมาที่แผ่นหลังของเขาตลอดทาง เต็มไปด้วยความสงสัยปนความกังวล
นางรู้ดีว่าเด็กหนุ่มที่นางเคยป้อนยาแก้พิษให้เมื่อคืนก่อน ไม่ใช่คนเดียวกับที่ยืนอยู่ตรงหน้านางอีกแล้ว
"เ้าซ่อนอะไรไว้อีก ลู่เฉิน..." นางพึมพำเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะควักขวดยาบำรุงธาตุไม้ที่เหลืออยู่ในถุงมิติออกมากำไว้ในมือแน่น เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็เื่ดีหรือร้ายก็ตาม