บทที่ 67: หุบเขาอสูรคำราม
ภาพของขุ่ยหลางที่แขนแหลกละเอียดและคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหลินฟานนั้น ได้สลักลึกลงไปในจิตใจของทหารหน่วยพิเศษทุกคน
แต่หลินฟานกลับไม่ได้แสดงท่าทีเยาะเย้ยหรือหยิ่งผยองออกมา เขากลับเดินเข้าไปหาขุ่ยหลางที่กำลังทนความเจ็บปวดอย่างเงียบงัน... แล้ววางมือลงบนไหล่ข้างที่แขนหักของเขา
"ท่านรองแม่ทัพ!" ขุ่ยหลางเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
หลินฟานไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ส่งพลังปราณที่อ่อนโยนและบริสุทธิ์สายหนึ่งเข้าไปในแขนที่แหลกละเอียดของขุ่ยหลาง
พลังปราณของแก่นแท้ทองคำไม่เพียงแต่จะทรงพลังในการทำลายล้าง แต่ยังเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตมหาศาล! กระดูกที่แตกละเอียดค่อยๆ ถูกจัดเรียงเข้าที่ เส้นเอ็นที่ขาดวิ่นค่อยๆ ประสานกันใหม่ ความเจ็บปวดที่รุนแรงค่อยๆ ถูกบรรเทาลงด้วยความอบอุ่นที่น่าอัศจรรย์!
ขุ่ยหลางเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ! การรักษาที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้... มันคือพลังระดับเทพเซียนชัดๆ!
ไม่นานนัก หลินฟานก็ถอนมือกลับ "กระดูกของเจ้าเชื่อมต่อกันหมดแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสองสามวันกว่าจะกลับมาใช้การได้เต็มที่"
ขุ่ยหลางพยายามขยับแขนข้างนั้น... แม้จะยังเจ็บอยู่บ้าง แต่เขาก็สามารถขยับได้จริงๆ!
เขามองหลินฟานด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง... ความยำเกรงและความหวาดหวั่นได้แปรเปลี่ยนเป็น... ความภักดีอย่างสมบูรณ์แบบ!
เขาไม่ได้แค่แข็งแกร่ง... แต่ยังเปี่ยมด้วยความเมตตา! นี่คือผู้นำที่แท้จริงที่พวกเขาพร้อมจะสละชีวิตให้!
"ขอบคุณท่านรองแม่ทัพ!" ขุ่ยหลางโค้งคำนับศีรษะจรดพื้น!
ทหารอีกเก้านายก็โค้งคำนับตาม! บัดนี้... หน่วยพิเศษอสนีบาตทมิฬได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การนำของหลินฟานแล้ว!
แม่ทัพเถี่ยเสวี่ยเยี่ยนมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ นางรู้ดีว่านางได้เลือกคนที่ถูกต้องแล้ว
นางเรียกทุกคนเข้ามาในกระโจมบัญชาการเพื่อประชุมภารกิจครั้งสุดท้าย
เบื้องหน้าของพวกเขาคือแผนที่สามมิติขนาดใหญ่ที่แสดงภูมิประเทศของ "หุบเขาอสูรคำราม"
"นี่คือเส้นทางที่พวกเจ้าต้องเดินทางผ่าน" เถี่ยเสวี่ยเยี่ยนกล่าวพลางชี้ไปยังหุบเขาที่คดเคี้ยวและอันตราย "มันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับสูงที่ถูกพลังปราณอสูรกลืนกินจนบ้าคลั่ง ภูมิประเทศเต็มไปด้วยหุบเหวและกับดักธรรมชาติ และที่อันตรายที่สุดคือ 'แอ่งพลังปราณอสูร' ที่หนาทึบ ซึ่งสามารถกัดกร่อนจิตใจของผู้ฝึกตนจนเสียสติได้"
"จงจำไว้... ภารกิจของพวกเจ้าคือการ 'แทรกซึม' ไม่ใช่การต่อสู้" นางย้ำ "พวกเจ้าต้องหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็นทั้งหมด และมุ่งหน้าไปยัง 'แก่นผนึก' ที่อยู่ใจกลางดินแดนอสูรให้เร็วที่สุด"
"พวกเจ้ามีเวลาเพียงสามวันเท่านั้น... ในช่วงที่ผนึกอ่อนกำลังลงมากที่สุด พวกเจ้าต้องไปให้ถึงแก่นผนึกและเปิดใช้งาน 'ศิลาผนึกสวรรค์' ให้ได้ หากพลาดจากช่วงเวลานี้ไป... ผนึกอาจจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์!"
จากนั้น เถี่ยเสวี่ยเยี่ยนก็ได้มอบอุปกรณ์พิเศษที่ราชวงศ์จัดเตรียมไว้ให้แก่ทุกคน
ชุดเกราะหนังอสูรที่สลักยันต์ต้านทานพลังปราณอสูรไว้... ยันต์ซ่อนเร้นกลิ่นอาย... และโอสถแก้พิษอสูร...
และสุดท้าย... นางได้นำกล่องศิลาโบราณกล่องหนึ่งออกมา แล้วมอบมันให้แก่หลินฟานอย่างเคร่งขรึม
"นี่คือ 'ศิลาผนึกสวรรค์'" นางกล่าว "จงรักษามันไว้ให้ดีกว่าชีวิตของเจ้า... เพราะมันคือความหวังเดียวของอาณาจักร และมีเพียงแก่นแท้ทองคำที่บริสุทธิ์ของเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถเปิดใช้งานมันได้"
หลินฟานรับกล่องศิลามาด้วยสองมือ สัมผัสได้ถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจางๆ
เมื่อการเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น...
หน่วยพิเศษอสนีบาตทมิฬทั้งสิบเอ็ดนาย... ก็ได้มายืนอยู่หน้าทางเข้าหุบเขาอสูรคำราม
มันคือรอยแยกขนาดมหึมาบนเทือกเขาที่มืดมิดและน่าสะพรึงกลัว... ลมที่พัดออกมาจากข้างในนั้นเย็นเยียบจนถึงกระดูกและแฝงไว้ด้วยเสียงโหยหวนของเหล่าอสูรที่มองไม่เห็น... หมอกสีดำทมิฬที่เต็มไปด้วยพลังปราณอสูรลอยปกคลุมอยู่ราวกับม่านแห่งความตาย
นี่คือประตูสู่นรกบนดินอย่างแท้จริง
หลินฟานมองเข้าไปในความมืดมิดนั้น... ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งและแน่วแน่
เขาหันไปมองลูกทีมทั้งสิบคนที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
"ไปกันเถอะ"
เขากล่าวสั้นๆ... แล้วก้าวเท้าแรก... เข้าสู่หุบเขาอสูรคำราม.
ภารกิจที่อันตรายที่สุดในชีวิตของเขา... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ!