มี่จื่อสาวใช้จำเป็น

    ตอนที่ 64 กาฝากหางหงส์

    ฉันเดินกลับไปเรือนที่เหยียนเหล่ยกับฉิงซวงพักรักษาตัวอยู่ บอกกับทุกคนว่าเจิ้งไฉเป็นบุตรชายของชงอวี้ และหยางเค่อสัญญาว่าเขาจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี ขอให้ทุกคนโปรดเห็นแก่มนุษยธรรมให้หยางเค่อได้มาพักรักษาตัวด้วยกันที่เรือนนี้


    ทุกคนจึงตอบว่าแค่มาพักรักษาตัวพวกเขาไม่มีปัญหาอะไร เพราะพวกเขาไม่ใช่คนแล้งน้ำใจกับคนเจ็บป่วยขนาดนั้น แต่พวกเขาจะไม่ไปดูแลป้อนข้าวป้อนยาให้ และไม่ขอคบค้าสมาคมด้วยเท่านั้น ท่านอ๋องหกจึงสั่งให้องครักษ์ทั้งสองไปช่วยกันย้ายตัวหยางเค่อมาพักที่เรือนนี้


    ซึ่งพอดีกับจินไห่เพิ่งกลับจากหาสมุนไพร เขาได้สมุนไพรกาฝากหางหงส์มาจำนวนหนึ่งที่ได้มาจากในสวนเรือนของแม่เฒ่า จากนั้นจึงเริ่มปรุงยาทันทีโดยมีเฝิ่นลู่กับเลี่ยงซูคอยเป็นลูกมือช่วยปรุงยา


    ฉันจึงปลีกตัวไปปูฟูกนอนให้หยางเค่อ และเพียงครู่เดียวหยางเค่อถูกประคองมานอนที่ฟูกที่ฉันปูเตรียมไว้ให้ เราจึงปล่อยให้หยางเค่อนอนพักผ่อน แต่ทุกคนที่เดินไปดูต่างทำหน้าหวาดเสียวผสมสีหน้าสมเพศกับสภาพของหยางเค่อ ที่ตอนนี้นอนนิ่งเหมือนผักเหี่ยวเฉาไม่มีเรื่ยวแรงแม้จะกระดุกกระดิกตัว


    กลุ่มเพื่อนต่างพูดกันว่าสภาพหยางเค่อแบบนี้ไม่รู้ว่ามีปาฏิหารย์อะไรเขาจึงรอดชีวิตมาได้ หลี่จวินหันมามองหน้าฉันทันทีพร้อมกับทำเสียงเชอะ!ใส่เพราะเขารู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้หยางเค่อรอดชีวิต


          จนเวลาผ่านไปสักพักมีชาวบ้านยกอาหารเช้ามาให้เรากิน ชาวบ้านที่ยกอาหารมาพูดว่าโชคดีที่ยุ้งข้าวดับไฟได้ทัน จึงไม่ได้รับความเสียหายอะไรมาก จึงยังมีข้าวให้ได้หุงกิน และยังบอกกับเราอีกว่า ช่วงกลางวันให้พวกเราเดินไปกินอาหารที่บ้านลุงสุ่ย เพราะชาวบ้านช่วยกันปรุงอาหารหม้อใหญ่เลี้ยงคนในหมู่บ้านที่นั่น


    ท่านอ๋องจึงกล่าวขอบใจ แล้วพูดกับชาวบ้านว่าหลังกินอาหารเช้าเสร็จ ท่านอ๋องจะพาพวกผู้ชายไปช่วยกันซ่อมแซมบ้านให้ เราจึงเริ่มลงมือกินอาหารเช้า จากนั้นท่านอ๋องจึงพาพวกผู้ชายออกไปช่วยเหลือชาวบ้านขนย้ายสิ่งของและช่วยซ่อมแซมบ้านหลังที่พอจะซ่อมแซมได้ เหลือไว้เพียงพวกสาวๆกับจินไห่ที่รับหน้าที่เป็นหมออยู่ดูแลคนบาดเจ็บ


          และเมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ชิงอิ๋งเดินถือตะกร้าใส่อาหารที่นางปรุงเองเข้ามาในเรือนเป็นกระเพาะปลาน้ำแดงส่งกลิ่นหอมฉุยน่ากิน ชิงอิ๋งจึงถามเราว่าทำไมยังไม่ไปกินอาการกลางวัน ที่ชาวบ้านทำเลี้ยงทุกคนที่บ้านของนาง เฝิ่นลู่จึงตอบว่ากำลังช่วยจินไห่ปรุงยาบำรุง


    ชิงอิ๋งจึงทักว่าปรุงจากกาฝากหางหงส์เหรอ เพราะนางได้กลิ่นสมุนไพรชนิดนี้ จินไห่ตอบว่าใช่ ชิงอิ๋งจึงวางตระกร้าอาหารบนโต๊ะเดินมาดูยาที่กำลังต้ม ก็เห็นว่ามีกาฝากหางหงส์ผสมอยู่ในหม้อต้มยาจริงๆ จึงเอ่ยปากชมจินไห่ว่าเก่ง ที่กล้าเข้าไปเอากาฝากหางหงส์ในสวนของเรือนแม่เฒ่ามาได้


    เพราะชาวบ้านไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับกาฝากหางหงส์ที่ขึ้นพันเกี่ยวอยู่บนต้นท้อสวรรค์ หรือแม้กระทั่งเข้าไปในเรือนของแม่เฒ่ายังไม่มีใครกล้าเข้าไป ทั้งๆที่แม่เฒ่าอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปพักอาศัยระหว่างซ่อมแซมบ้านเรือน มีแต่ช่วงที่ทำพิธีร่ายรำธิดาเหม่ยเตี๋ยเท่านั้นที่ชาวบ้านจะกล้าเดินเข้าไปในสวน และมีเพียงแค่ชิงอิ๋งที่ชอบเข้าไปเล่นกับกระต่าย และซิ่นปิงกับลุงสุ่ยที่เข้าไปพูดคุยเยี่ยมเยียนแม่เฒ่าในเรือน


    ชิงอิ๋งจึงถามจินไห่ว่าทำไมจึงรู้ว่ามีกาฝากหางหงส์อยู่ในสวนต้นท้อสวรรค์ จินไห่จึงตอบแบบเรียบง่ายว่า เพราะเขาเดินหาในหมู่บ้านแล้วไม่มี และมีเพียงที่เดียวที่ยังไม่ได้ไปหาคือเรือนของแม่เฒ่า ชิงอิ๋งจึงหันไปมองหยางเค่อที่กำลังนอนหลับอยู่บนฟูกแล้วถามว่าใครย้ายคนร้ายมาพักที่เรือนนี้ ฉันตอบทันทีว่าขออนุญาตแม่เฒ่าแล้วและเป็นคนย้ายหยางเค่อมาเอง


    ชิงอิ๋งจึงไม่พูดอะไรต่อ แต่เดินกลับไปที่โต๊ะอาหารหยิบชามกระเพาะปลาออกมาวางบนโต๊ะสองชาม แล้วบอกว่ากระเพาะปลาสองชามนี้นางทำมาให้เหยียนเหล่ย และทำมาเผื่อฉิงซวงด้วย แต่เหยียนเหล่ยกับฉิงซวงกำลังหลับอยู่จึงไม่อยากปลุก เฝิ่นลู่กับเลี่ยงซูจึงพูดว่านางสองคนเริ่มจะหิวแล้วเหมือนกัน จะไปเอาอาหารมาให้ทุกคนกินที่นี่ เฝิ่นลู่จึงฝากฉันให้ช่วยเป็นลูกมือจินไห่ต้มยาด้วย


    และเพียงสักพักเดียวฉิงซวงก็ตื่นเพราะรู้สึกหิว ลี่ถังจึงอาสาไปป้อนกระเพาะปลาให้ฉิงซวงเอง จากนั้นชิงอิ๋งจึงขอตัวกลับไปทำงานต่อเพราะเหยียนเหล่ยยังหลับไม่ตื่น จนกระทั่งเฝิ่นลู่กับเลี่ยงซูถืออาหารกลับมา


    เรานั่งรอยาสูตรพิเศษที่กำลังต้มอยู่บนเตา จนน้ำพร่องลงไปเกือบครึ่งหม้อและได้ยาน้ำสีเข้มรินใส่ถ้วยมาถ้วยหนึ่ง ฉันจึงบอกจินไห่ว่าฉิงซวงตื่นแล้วนำยาไปให้ฉิงซวงดื่มเลย แต่จินไห่บอกว่าเขาจะให้หยางเค่อดื่มก่อนทั้งๆที่หยางเค่อยังนอนหลับอยู่ จินไห่จึงบอกให้ฉันปลุกหยางเค่อขึ้นมาดื่มยา


    ซึ่งในตอนแรกฉันคิดว่าจินไห่คงอยากให้หยางเค่อหายเร็วๆ เพราะเขามีอาการหนักกว่าคนอื่น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด เพราะจินไห่ต้องการให้หยางเค่อเป็นหนูทดลองยา ฉันจึงอาสาจะทดลองดื่มยาให้แทน แต่จินไห่บอกว่ายามีน้อยเพราะกาฝากหางหงส์มีจำกัด เขาเก็บมาต้มยาเพียงแค่สามถ้วยเท่านั้น


    เพราะต้นกาฝากหางหงส์ที่เหลืออีกนิดหน่อยบนต้นท้อ ต้องเก็บไว้ให้คนในหมู่บ้านไม้ดำไว้ใช้รักษาคนในหมู่บ้าน แต่จินไห่ยืนยันว่ายาที่เขาต้มนั้นไม่มียาพิษ แต่เพราะเขาไม่รู้จักสมุนไพรชนิดนี้มาก่อนเลย จึงกลัวว่าถ้ายาไม่ได้ผลอาจจะมีผลข้างเคียงได้ จึงเลือกให้หยางเค่อดื่มก่อนเพื่อให้หยางเค่อเสียสละตัวเองเพื่อคนอื่นบ้าง แต่จินไห่รับรองว่าไม่ตายแน่นอน


    แม้จินไห่จะรับรองว่ายากาฝากหางหงส์ดื่มแล้วไม่ตายแน่นอน แต่ฉันก็ไม่อยากให้ใช้หยางเค่อเป็นหนูทดลองยาอยู่ดี ฉันจึงเทยาในหม้อต้มใส่ถ้วยอีกสองถ้วยสำหรับเหยียนเหล่ยกับฉิซวง แล้วเทยาที่เหลือในหม้อนิดหน่อยเทใส่อีกถ้วยหนึ่งได้ยาประมาณค่อนถ้วยแล้วยกขึ้นดื่มเองทันที


    แม้ทุกคนจะตกใจที่ฉันทดลองดื่มยาเอง แต่พวกเราก็รอลุ้นกันว่ายาจะเกิดผลข้างเคียงอะไรไหม เรารอกันอยู่สักพักใหญ่ ฉันก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยสดชื่นเหมือนจะดีด อาการอ่อนเพลียง่วงนอนเพราะนอนน้อยเมื่อคืนหายเป็นปลิดทิ้ง


    จินไห่จึงตัดสินใจนำยาไปให้ฉิงซวงดื่ม จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งเกือบชั่วยามฉิงซวงก็ลุกขึ้นนั่งเองได้ และมีแรงสามารถพูดคุยกับเราได้เกือบปกติ พร้อมกับบอกเราว่าอาการเจ็บปวดตามตัวและเจ็บในท้องทุเลาลงไปเยอะเลย พวกเราร้องเฮดีใจที่ยากาฝากหางหงส์ได้ผล เราจึงปลุกเหยียนเหล่ยกับหยางเค่อให้ลุกขึ้นมาดื่มยา แล้วค่อยป้อนอาหารให้ทั้งสองคนกิน จากนั้นก็ให้นอนพักผ่อนต่อ


    เมื่อถึงตอนเย็นหยางเค่อกับเหยียนเหล่ยมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่นอนซมอมไข้สีหน้าที่ซีดเผือดเริ่มมีเลือดฝาดบนในหน้าและริมฝีปากเริ่มเป็นสีชมพู รอยฟกช้ำดำม่วงวงใหญ่ตามตัวมีสีจางลงเหมือนแค่เดินชนโต๊ะไม่น่ากลัวเหมือนในตอนแรก


    อีกทั้งอาการบอบช้ำเจ็บภายในก็ทุเลาลงมาก หายใจคล่องขึ้น สามารถลุกขึ้นนั่งได้เองเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้ ส่วนฉิงซวงนั้นอาการดีขึ้นแล้วตั้งแต่ตอนบ่าย จินไห่จึงบอกว่าเย็นนี้ดื่มยาบำรุงอีกสักคนละถ้วยพรุ่งนี้ก็คงลุกเดินได้


          จากนั้นท่านอ๋องและคนอื่นๆที่เพิ่งกลับจากช่วยชาวบ้านซ่อมแซมบ้านเรือน มาเยี่ยมดูอาการคนเจ็บก่อนกลับไปพักผ่อนที่เรือนสุริยันต์ พอเห็นเหยียนเหล่ยกับฉิงซวงฟื้นตัวเร็วทันตา ต่างพากันโล่งอกและดีใจกันเห็นอย่างมาก


    ท่านอ๋องยังบอกกับทุกคนอีกว่า อีกสิบวันข้างหน้าจะมีพิธีร่ายรำธิดาเหม่ยเตี๋ย ลุงสุ่ยจะจัดงานเต้นรำปลอบขวัญคนในหมู่บ้านด้วย แต่เราจะรอให้เหยียนเหล่ยกับฉิงซวงหายดีเสียก่อน เพราะจะต้องซ้อมบรรเลงดนตรีกันหนักหน่อย และพอเสร็จพิธีพวกเราจะได้กลับบ้านกันสักที