ทับเอ่ยไปพร้อมกับสบสายตากับ แก้วฟ้านิ่ง ทำให้แก้วฟ้าถึงกับหน้าแดงกล่ำ แล้วก็ก้มหน้า เอ่ยว่า
“ แล้วมาบอกข้าทำไม ปล่อยมือข้านะ”
แล้วแก้วฟ้า ก็รีบเดินลงจากเรือนไปโดยที่ไม่กล้าหันมามองทับอีก
“ ก็ข้ากำลังบอกรักเจ้าอยู่นี่ไง แม่แก้วฟ้า” ทับเอ่ยออกมาเบาๆ
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าก็ปวนแปร พายุพัดโหมกระหน่ำ เกิดฟ้าผ่าลงมาที่ยอดฉัตรพระบรมมหาราชวังสุริยาศน์อัมรินทร์ และอาคารอื่นๆ เกิดไฟไหม้ไปทั่วราชวัง ฝูงนกกาก็ต่างบินเข้ามารุมจิกตีกัน เป็นหมื่นๆ ตัว โดยมีอีกาตัวใหญ่ ตัวหนึ่งถูกรุมจิกตี จนร่วงลงมาจนหน้าอกของมัน เสียบเข้ากับ ตรีศูลของพระที่นั่ง เลือดไหลนองไปทั่วพื้น เป็นที่หวาดผวา ของคนในวังที่กำลังช่วยกันดับไฟ
ทับทำได้เพียงแค่มาช่วยดับไฟเท่านั้น
รุ่งเช้า โหรก็รีบทำนายดวงเมือง ให้กับ กษัตริย์ทันที
“ ครานี้เกิดอาเพศใหญ่ลุกลามเข้ามาถึงในพระราชวังและพระที่นั่ง นับเป็นลางบอกเหตุร้ายใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นกับดวงเมืองและราชวงศ์ ขอให้พระองค์ทรงโปรดให้ทำบุญใหญ่ สะเดาะเคราะห์ทั้งชะตาบ้านเมือง และ ของราชวงศ์ เหตุร้ายจะได้กลายเป็นดี หรือบรรเทาไปได้บ้าง”
โหรเอ่ยออกมาสั้นๆ แต่ใครฟังแล้วก็รู้ว่ามันคงต้องร้ายแรงกว่านี้แน่ กษัตริย์ก็ไม่ได้ตรัสถามอะไร เพราะรู้ว่า เรื่องนี้หากผู้คนรู้รายละเอียดเกินไป ก็จะเอาไปพูดกัน อาจเกิดเรื่องบานปลายได้ จึงนิ่งเสีย แล้วตรัสสั่งให้ เสนาบดีทั้งหลาย ไปจัดการทำตามที่ ท่านโหรบอกมา
ส่วนพระมเหสีที่ได้ข่าวก็เสด็จเข้ามา หาพระเจ้าเอกทัศน์ เพื่อสอบถามถึงรายละเอียด
“ หม่อมฉันจะทำพระกระยาหาร ไปถวายพระเจ้าฟ้าอุทุมพร อย่างน้อยก็เพื่อเป็นสิริมงคลกับบ้านเมืองและราชวงศ์ของเรานะเพคะ”
พระเจ้าเอกทัศน์พยักหน้า แล้วเรียกให้ทับเข้ามา
“ มึงนำพระกระยาหารคาวหวาน ของพระมหสี ไปถวายให้กับพระเจ้าฟ้า แล้วก็เอาจดหมายฉบับนี้ ให้ท่านอ่านด้วย”
ทับรับคำสั่ง ก็เตรียมตัวเดินทาง โดยมีนางกำนัล แก้วฟ้า กับนางกำนัลคนอื่นๆ ยกสำรับ คาวหวานไปถวายเพล ให้กับพระเจ้าฟ้า ระหว่างทางทับเห็นพระสงฆ์หลายรูป เดินสวนมาท่าทางแปลกๆ ถึงหกรูป ซึ่งเวลานี้ใกล้เพลแล้ว เหตุใดไม่จำวัด เพื่อเตรียมฉันเพล แต่มาเดินมองดูรอบๆ เมืองเหมือนกำลังดูลาดเลาอะไรบางอย่าง
ยิ่งเห็นรอยสักรูปเสือด้วยก็รู้สึกผิดปกติ เพราะรอยสักยันต์แบบนี้ ชาวสยามไม่ค่อยสักรูปเสือที่แขนที่มีหน้าตาแบบนี้ มันเหมือนกับพวกมอญ ซะมากกว่า
จึงให้ทหารเข้าไปพาตัวเข้ามาพบ
แต่ว่า พอถูกเรียกพบ กลีบวิ่งหนีจนจีวรปลิว แต่ก็ไม่อาจหนีได้ ถูกทหารของทับจับมาสืบสวน ทั้งหมดเป็นพระมอญ พูดภาษากรุงศรีได้แต่สำเนียงก็นั้นไม่ไช่เลย
ถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ จึงได้จับส่งตัวพระมอญเหล่านี้ไปด้วย เพื่อให้พระเจ้าฟ้าสืบสวน
พอไปถึงวัด ที่พระเจ้าฟ้าจำพรรษา ก็มีคนของพระเจ้าฟ้าลากตัวไปสอบสวน
ทับได้มอบจดหมายให้กับ พระเจ้าฟ้า
“ ลางร้ายนี้ อาตมาก็รู้แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็จะห้ามได้ ไม่ว่าจะเป็นเวรกรรม หรือคำสาป พวกเราก็ต้องยอมรับมันให้ได้”
ทับฟังแล้วก็ยังคงสงสัย จนทหารที่พาพระมอญไปสอบสวน เดินกลับมา ในมือนั้นชุ่มไปด้วยเลือด
“ พวกมันเป็นพระปลอม ถูกส่งมาสืบความ เพื่อแจ้งกลับกรุงอังวะขอรับ”
“ อาตมานึกแล้ว ว่าพวกอังวะไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่ เอ็งกลับไปทูลเสด็จ ให้มีคำสั่งให้พระสยามโกนคิ้วให้หมด หากพระรูปใดยังคงมีคิ้วอยู่ ก็ให้สงสัยไว้ก่อน ว่าเป็นพระปลอม”
ทับรีบกลับไปทูลรายงานเรื่องนี้ทันที รุ่งขึ้นก็มีการจับพระมอญที่ปลอดตัวมาได้ร้อยกว่าคน ทุกคนถูกจับสึก แล้วเฆี่ยนตี คนละสามสิบไม้ แล้วขับไล่ออกมาเมืองไป
ผ่านไปอีกสองปี ก็มีใบบอกจากเมืองเหนือว่า กองทัพพม่า ได้บุกยึดเมืองตอนเหนือเอาไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ เมืองสุโขทัย กำแพงเพขร นครสวรรค์ อ่างทอง อีกไม่เกิน 7 ราตรีก็คงถืงหน้าพระนคร ทางฝั่งใต้ ก็ถูกบุกยึดมาด้วยกองทัพของพม่าอีกกองทัพ ตอนนี้ยึดเพชบุรีได้แล้ว อีกไม่เกิน 7 ราตรีก็คงมาสมทบกันที่หน้าพระนครเช่นกัน
กลายเป็นกองทัพใหญ่นับแสนคน มากกว่าคราวศึกอลองพญาถึงสองเท่า
ตอนนี้ทับ ก็ได้แต่งงานกับ แก้วฟ้า โดยพระเจ้าเอกทัศน์เป็นผู้ประทานงานสมรสให้ แม้ว่า พระยาสีหราชเดโชชัย จะไม่ค่อยชอบ ทับนัก แต่ก็ไม่กล้าขัดราชโองการ ทำให้ทับได้เป็น สามี ภรรยากับ แก้วฟ้า ผ่านไปแค่สามเดือน ข่าวกองทัพนับแสนก็บุกเข้ามล้อมกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ ก็ทำให้ แก้วฟ้าหวั่นวิตกใจยิ่งนัก
“ ท่านพี่ข้าศึกบุกเข้ามาประชิดแบบนี้ ข้าคิดถึงอาเพศที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้ารู้สึกกลัวจริงๆ”
“ ท่านพ่อตานั้นคุมทัพอยู่เมืองตราด เจ้าก็หลบไปอยู่กับท่านที่นั่นก่อน เอาไว้ให้ข้าศึกถอยทัพกลับไป ข้าจะไปรับเจ้ากลับมา”
“ ท่านพี่ ท่านไปกับข้าเถอะนะ”
“ ไม่ได้ ข้าเป็นหนึ่งในองครักษ์จาตุลังคบาท สาบานตนเอาไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องปกป้องคุ้มครองกษัตริย์ ไม่จากไปไหน”
“ แต่ว่าตอนนี้ ทางคุ้งน้ำด้านใต้ กองทัพข้าศึกยังไม่เข้ามา เจ้าไปเสียแต่เนิ่นๆ ข้าจะให้ม้าเร็วไปบอกกับ บิดาเจ้าให้มาคอยรับเจ้ากับบ่าวไพร่”
“ ท่านพี่”
“ ไม่ต้องเป็นห่วง เจ้ารีบไป”
เหตุการณ์ผ่านไปหกเดือน กองทัพพม่า ก็เข้าโอบล้อมกรุงศรีเอาไว้อย่างสมบูรณ์
แม้นว่า จะถึงฤดูน้ำหลาก พวกมันก็ขึ้นไปอยู่ที่สูง ไม่ได้ถอยทัพกลับไปอย่างที่เคย
สร้างความตระหนกตกใจให้กับ ราชสำนักกรุงศรีเป็นยิ่งนัก ศึกคราวนี้พระเจ้าฟ้าอุทุมพร ก็ไม่ยอมสึกจากพระมาช่วยบัญชาการรบ เหมือนเคย อ้างว่า ชาตินี้อุทิศชีวิตให้กับ พระบวรพุทธศาสนาแล้ว ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทางโลกอีก
ทำให้ทหารที่อยู่ฝ่ายของ พระเจ้าฟ้าอุทุมพร ก็เริ่มคิดหลบหนีออกจากกรุงศรี หนึ่งในนั้นคือ เจ้าพระยาวชิระปราการ
ทับในตอนนี้เฝ้าระวังป้องกันภัยในพระตำหนักอยู่ แต่แล้วก็มีนายทหารท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา
“ ทับ นี่ข้าเอง”
“ พี่ทองดี มาได้ไงเนี่ย”
“ ตอนนี้ข้าศึกล้อมกรุงเอาไว้หมดแล้ว ตอนนี้เสบียงของเรามีอยู่ไม่ถึง สามเดือน ขืนอยู่ที่นี่ต่อไป พวกเราต้องตายกันหมดแน่ ข้าอยากจะชวนเอ็งไปร่วมกับพระยาวชิรปราการ ตีฝ่าวงล้อมทัพพม่าออกไป เพื่อไปรวบรวมพลที่เมืองตะวันออก แล้วค่อยยกทัพกลับมาตีพวกพม่าอีกครั้ง”
“ พระยาวชิรปราการเป็นใครกันแล้วจะอาศัยอะไรไปรวบรวมผู้คน พวกเจ้าเมืองพวกนั้นไม่มีทางยอมแน่”
“ ก็ใช่ ดังนั้นต้องหาคนมีฝีมืออย่างเอ็งไปช่วยยังไงเล่า”
“ พี่ทองดี พี่ก็รู้ข้าเป็นใคร จะให้ทิ้งหน้าที่ไปทำอะไรแบบนั้นได้ยังไง”
“ ไอ้ทับ มึงฟังกูอีกครั้ง พระยาวชิรปราการท่านบอกว่า กรุงศรีใกล้สิ้นแล้วท่านโหรได้ทำนายลางบอกเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนเอาไว้ ดวงเมืองจะล่มจม ราชวงศ์จะสูญสิ้น แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ไม่มีใครฝืนดวงชะตาได้ รอให้ผู้มีบุญคนใหม่เบิกฟ้า มาช่วยกู้แผ่นดิน ท่านโหรตอนนี้ได้มาเข้ากับ พระยาวชิรปรากรแล้ว ท่านบอกว่า พระยาวชิรปรากร คือผู้มีบุญคนใหม่ เรื่องนี้มีคนรู้ไม่กี่คนเท่านั้น กูบอกมึงแค่คนเดียว เพราะกูไว้ใจมึง”
ทับได้ฟังแล้วก็ถอนหายใจออกมายาวๆ
“ พี่ไปเถอะ ข้าไม่สนบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ข้าคือองครักษ์หน่วยจากตุลังคบาท ได้ดื่มน้ำสาบานศักดิ์สิทธิ์เอาไว้แล้ว แม้นตายไปข้าก็ไม่เสียใจ”
“ หากมึงตาย แล้วแก้วฟ้าเล่าจะอยู่กับผู้ใด”
“ หากชาตินี้ข้าไม่อยู่กับนาง ก็ยังคงมีชาติหน้าอีก ข้าจะรอนางตลอดไป”
“ ไอ้บ้าเอ้ย มึงนี่ เอาเถอะกูต้องรีบไป หากมึงเปลี่ยนใจก็รีบเดินทางไปเมืองตะวันออก กูจะไปรอมึงที่นั่น”
ทับได้แต่พยักหน้า ทองดีเดินกลับไปอย่างผิดหวัง
คืนนั้นทับได้รับคำสั่งลับของพระเจ้าเอกทัศน์ให้ นำทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ไปฝังกลบในวัดกุฏีดาว โดยมีพรามหณ์วาริส เป็นผู้ทำพิธี ก่อนไปทับได้รับราชโองการลับ ฉบับหนึ่ง พอไปถึงวัดกุฏีดาว ก็ค่อยเปิดออกอ่าน
หลังจากกองทหาร สามสิบคน ลากสมบัตินักสิบเล่มเกวียนมาถึง ก็เริ่มมีการขุดหลุมลึก ลงไป 9 ฟุต แล้วก็กว้าง 9 ฟุต จำนวน 9 หลุมจากนั้นก็เริ่มทำการฝังสมบัติเอาไว้ โดยมีพราหมณ์วาริส สวดมนตร์คาถาตลอดเวลา
ในขณะนั้น ทับก็เปิดราชโองการออกมาอ่าน ทับอ่านแล้วก็ถึงกับตกใจยิ่งนักเพราะในพระราชโองการ ได้สั่งให้ทับ ฆ่าทหารทั้งหมด 30 นาย รวมทั้งพราหมณ์วาริสด้วย เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่า ที่นี่มีทรัพย์สมบัติฝังอยู่ และให้สะกดวิญญาณของพวกทหารคอยเฝ้าคุ้มครองสมบัติ เอาไว้ตลอดกาล จนกว่าจะมีคนที่เหมาะสม มารับสมบัติต่อไป
ทับถึงกับเครียดทันที ในขณะที่สายตาจ้องมองทหารทั้งสามสิบคนที่ทำหน้าที่อย่างขมักเขม้น ไม่สนใจว่าสมบัติจะมีค่าแค่ไหน และที่สำคัญ คนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารองครักษ์ ภายใต้บังคับบัญชาของเขามาเนิ่นนาน แล้วจะให้เขาสังหารคนเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร ยิ่งพราหมณ์วาริสด้วย ท่านเป็นผู้ทรงศีลที่ขจรนับถือมาตลอด ท่านไม่เคยสนลาภยศสรรเสริญ ท่านบอกกับทับว่า เสร็จงานนี้แล้ว ท่านจะกลับอินเดียไปบำเพ็ญเพียรที่ป่าเขา แล้วจะไม่กลับมาที่กรุงศรีนี่อีกเลย
ทับกำดาบสยบฟ้าในมือแน่น ราชโองการต้องฆ่าคนบริสุทธิ์แบบนี้ เขาไม่อยากทำจริงๆ แต่ว่าเขาเองสาบานรับใช้กษัตริย์แล้ว ย่อมไม่อาจขัดคำสั่งได้เช่นกัน
ทับหายใจลึกๆ แล้วตัดสินใจ นำราชโองการไปให้ทหารทั้งสามสิบคน แล้ว พราหมณ์วาริสได้อ่านดู
“ ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเจ้ารีบหนีไปให้ไกลจากเมืองหลวงนี้ซะ”
“ ท่านหัวหน้า แล้วท่านเล่า”
“ ข้าเป็นองครักษ์หน่วยจาตุลังคบาท ไม่อาจทำตามพระประสงค์ โทษอย่างเดียวที่ข้าได้รับ คือ ความตาย ข้าจะสังหารตัวเองคนเดียว เพื่อเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่นี่ พวกเจ้าทั้งหลาย จงรีบหนีไปให้ไกล”
ทหารทั้งสามสิบคน ต่างก็ยินนิ่งนำตาไหลพรากออกมา ยิ่งเห็นหัวหน้ามาเสียสละเพื่อตนเช่นนี้ ยิ่งเสียใจยิ่ง
“ หัวหน้า พวกเราก็เป็นทหาร ในเมื่อกษัตริย์ท่านสั่งให้ตาย ข้าก็ไม่อาจขัดพระประสงค์ได้ ท่านหัวหน้าไม่ต้องเสียใจ ท่านไม่ได้ผิดอะไร” แลวทหารรายนี้ก็หันไปหาเพื่อนทหารทั้งหมดพร้อมกับพยักหน้าพร้อมๆ กัน แล้วนำ ดาบมาเชือดคอของตนตายไปทีละนาย ทับร้องห้ามแต่ว่า ไม่ทันแล้ว พวกเขาล้วนตายไปพร้อมกันทั้งหมด
พราหมณ์วาริส เดินออกมา ยืนต่อหน้าทุกๆ คน แล้วบอกว่า
“ เจ้าคิดสังหารข้าหรือไม่”
“ ท่านพรามณ์วาริส ท่านรีบกลับอินเดียไปเถอะ”
“ หัวหน้าทับ เจ้าเป็นคนดีจริงๆ ข้าจะทำพิธีให้นักรบพวกนี้เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ให้กับเจ้าก็แล้วกัน” แล้วพรามหณ์วาริส ก็ให้ทับนำศพของทหารทั้งหมด ฝังกลมไปกลับหลุม ทั้ง 9 แล้วทำการร่ายเวทย์ออกไป วิญญาณนักรบทั้ง สามสิบตนก็ปรากฏายขึ้นต่อหน้าทับ แล้วทำความเคารพ ทับอย่างพร้อมเพรียง
“ เสร็จแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่ไว้ชีวิตข้า ข้าต้องไปแล้ว” พราหมณ์วาริสได้เดินทางจากกรุงศรีไปอยู่ที่อินเดีย บำเพ็ญเพียรจนสิ้นชีพ แล้วไม่เคยหวนกลับมากรุงศรีอยุธยาอีกเลย
ขจรได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
“ หรือว่า วัดกุฏีดาวจะมีสมบัติจริงๆ”...