ตอนที่ 51 องค์ชายจันทรกานต์ อัคนี ไฟกัลป์
ร่างสูงร่างหนึ่งก้าวลงมาจากบันได อากาศรายล้อมลุกไหม้แผดเผา ความร้อนโดยรอบก่อให้เกิดภาพอันบิดเบี้ยว อากาศที่บิดผันจากความร้อนสร้างภาพลักษณ์อันทรงพลัง พลังอำนาจในระดับอริยะแผ่ออกโดยไม่มีปิดบัง
ชายร่างสูงผู้นี้มีใบหน้าคมคาย นัยน์ตาสีชมพูอ่อนและผมสีแดงเพลิงอันเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้สืบทอดสายเลือดอัคนี ไฟกัลป์ที่เข้มข้น
บนร่างประดับประดาด้วยเครื่องแต่งกายหรูหราราคาแพง เครื่องประดับต่าง ๆ ล้วนส่องประกายเงาวับ บางชิ้นถึงกับแผ่พลังที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้สวมใส่ออกมา
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ นัยน์ตามองกวาดไปทั่วโถงจัดงานเลี้ยงราวกับผู้ปกครองที่มองเบี้ยเบื้องล่างฝ่าเท้าตน
เป็นการเผยโฉมที่แตกต่างจากยามที่องค์หญิงไพลินเผยโฉมยิ่งนัก
ราวกับต้องการอวดโอ่ทุกสิ่งที่ตนมี ฐานะ รูปร่างหน้าตา สมบัติ ความสามารถ พรสวรรค์ พลัง
รอยยิ้มอวดดีบนใบหน้าคมคายนั้นช่างดูเข้ากันอย่างน่าประหลาด เสริมให้ภาพลักษณ์ของผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดขององค์ชาย 2 นั้นดูสูงส่ง
เหล่าแขกต่างก้มลงคำนับเช่นเคย หากในครั้งนี้นิทานรู้สึกได้ว่าหลายคนคำนับด้วยความนับถือปนหวาดกลัว ต่างจากครั้งขององค์หญิงไพลินที่คำนับด้วยความเคารพและชื่นชม
“น้อมรับองค์ชายจันทรกานต์ อัคนี ไฟกัลป์!” บรรพตและสาลิกาตะโกนก้องพลางก้มลงแนบพื้นยามองค์ชายจันทรกานต์ลงสู่โถงงานเลี้ยง
“อริยะเคลื่อนภูผา อริยะหัตถ์ขนนก สบายดี?” องค์ชายจันทรกานต์ยิ้มให้ทั้งสอง
“พวกเราย่อมสบายดีขอรับองค์ชาย ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างสูงที่ท่านบรรลุถึงอริยะ อัจฉริยภาพของท่านเป็นที่น่าแตกตื่นยิ่งแล้ว” สาลิกาและบรรพตตอบ
“อืม เมื่อข้าบรรลุถึงอริยะข้าถึงได้ทราบ นี่เป็นระดับที่แตกต่างออกไปยิ่ง สมแล้วที่ถูกเรียนขานเป็นอริยะ แม้ห่างจากนักสลักโทเพียงหนึ่งขั้นหากพลังที่ข้าครอบครองกลับห่างกันหลายขั้นนัก” องค์ชายจันทรกานต์พูด
“ถูกต้องแล้วองค์ชาย อริยะนั้นเป็นระดับที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านคำแห่งพลัง นักสลักโทย่อมไม่อาจเทียบเปรียบ” บรรพตพูด
องค์ชายจันทรกานต์เปรยตาเล็กน้อย “ข้าสั่งให้เจ้าสอนข้าอย่างนั้นรึ?”
บรรยากาศโดยรอบพลันจับตัวแข็ง
“กระหม่อม..กระหม่อมถือดีไปเอง” บรรพตตอบ เหงื่อไหลลงจากใบหน้า
“อืม รู้ตัวก็ดี มาเถอะ พาข้าไปทักทายแขกเหรื่อ” องค์ชายจันทรกานต์เผยรอยยิ้มบาง ออกเดินเข้าหาผู้คนที่รายล้อม
นิทานมององค์ชายจากไกล ๆ เพียงแค่มองสัญชาตญาณของเขาก็ร้องเตือนถึงความอันตรายของผู้ชายตรงหน้านี้
ห้ามทำอะไรเหมือนก่อนหน้านี้เด็ดขาด องค์ชายจันทรกานต์ฆ่าเจ้าแน่ ท่านไม่สนใจเรื่องข้อห้ามหรือข้อบังคับใด ๆ หรอกนะ เสียงของนิลดังขึ้นในห้วงจิต
นิทานลอบกลืนน้ำลาย ถึงนิลไม่เตือนเขาก็ไม่มีความคิดจะเล่นอะไรแผลง ๆ อยู่แล้ว
เพียงแค่ไอพลังที่องค์ชายจันทรกานต์แผ่ออกมา ความคิดจะต่อกรหรือท้าทายก็มลายหายไปสิ้น ไม่เหลือความมั่นใจใด ๆ อีก
“ท่านพี่” องค์หญิงไพลินเดินเข้าหาชายร่างสูงที่กำลังพูดคุยกับแขกเหรื่อ
องค์ชายเปรยตามาเล็กน้อย เมื่อเห็นน้องสาวของตน รอยยิ้มบางก็ผุดบนใบหน้า
“ไพลินน้องรัก เจ้ายังงดงามเหมือนเช่นเคย” องค์ชายจันทรกานต์ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ขอแสดงความยินดีกับท่านพี่ด้วยที่บรรลุเป็นนักสลักไตร” องค์หญิงไพลินยิ้มให้อย่างเป็นธรรมชาติ
นึกว่าจะตึงใส่กันมากกว่านี้ นั่นสินะ ยังไงก็เป็นพี่น้องกันนี่นา นิทานคิด
“อืม ขอบคุณเจ้ามาก ส่วนเจ้าก็ค้นพบคำแห่งพลังได้รึยัง ข้ารอยินดีกับเจ้ามา 24ปีแล้ว” องค์ชายจันทรกานต์ยิ้มมุมปาก
“เราทำให้ท่านพี่ต้องผิดหวังแล้ว หากท่านพี่สามารถมาแสดงความยินดีแก่เราในงานพิธีขึ้นเป็นผู้ประคองบัลลังก์ทดแทนได้” องค์หญิงไพลินยิ้มอ่อนหวาน
นิทานพูดไม่ออก บทสนทนาและอารมณ์ของทั้งสองนั้นพลิกไวจนเขาตามไม่ทัน
“ไม่ต้องห่วงไป วันนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น สองมหาตระกูลและขุนนางมากมายต่างสนับสนุนข้า เจ้าสามารถถอนตัวกลับเข้าวังไปเสวยสุขในฐานะองค์หญิงไร้ความสามารถได้ ข้าย่อมหาคู่ครองที่เพียบพร้อมให้เจ้าอยู่เคียงข้างในบั้นปลายชีวิต” องค์ชายจันทรกานต์หัวเราะน้อย ๆ
“ช่างน่าเสียดาย เหมือนว่าท่านพี่จะเก็บตัวศึกษาคำจนลืมเรื่องของโลกภายนอกไปบ้าง การนับเสียงจะนับเสียงจากประชาชนเป็นสำคัญ หากความจำข้าไม่ผิดพลาด ประชาชนยังคงตะขิดตะขวงใจเรื่องผลงานการนำเข้าพืชเสพติดของท่านอยู่” องค์หญิงไพลินยิ้ม
น่ากลัว…. นิทานอดขนลุกไม่ได้ นี่ไม่ใช่ภาพของการสนทนาระหว่างพี่น้องที่เขามีในหัวเลย
“ประชาชนนั้นย่อมลืมได้อย่างง่ายดายเมื่อข้ามอบผลประโยชน์อันมากล้นให้ยามข้าขึ้นเป็นผู้ประคองบัลลังก์ เจ้าอย่าได้กังวลไป เจ้าควรกังวลเรื่องที่ประชาชนจะกังขาที่ผู้มีสิทธิ์สืบทอดเป็นเพียงแรกเกิดเสียมากกว่า”
“ประชาชนนั้นฉลาดกว่าที่ท่านประเมินไว้มากนัก ผู้ที่รายงานเรื่องการนำเข้าพืชเสพติดของท่านก็เป็นเพียงประชาชนมิใช่หรือ ข้ายังอดตกใจไม่ได้เลยที่แผนการขององค์ชายผู้ชาญฉลาดกับถูกจับได้จากชาวบ้านคนหนึ่ง”
“ต้องนับว่าฟ้ากลั่นแกล้งข้าแล้ว ข้าพยายามอย่างยิ่งที่จะพัฒนาพืชชนิดนั้นให้เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ มันจะนำพาความมั่งคั่งมหาศาลเข้าสู่อาณาจักร น่าเสียดายที่ชาวบ้านไร้การศึกษาโง่เขลาผู้หนึ่งกลับลอบกระทำการเช่นนั้น” องค์ชายจันทรกานต์ถอนหายใจ
“ฟ้ากลั่นแกล้งจริง ๆ ค่ะท่านพี่ เงินทุนกว่าหลายสิบล้านไกอาที่ท่านลงทุนกลับสลายไปในอากาศอย่างง่ายดาย ต้องขอบคุณท่านจริงๆ เงินส่วนนั้นที่ท่านถูกยึดไป ข้าได้นำไปพัฒนาชุมชนและสร้างสถานศึกษาแก่เด็กยากไร้เพิ่ม” องค์หญิงไพลินหัวเราะ
หากมองจากไกล ๆ ไม่ว่าใครก็ต้องเห็นว่าทั้งสองคนนั้นคุยกันอย่างชื่นมื่น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและท่าทางอ่อนโยน หากเข้ามาใกล้ ๆ จึงจะได้พบว่าเนื้อหาพูดคุยนั้นมีแต่การจิกกัดท้าทาย ยั่วยุและซ้ำเติมกันในทุกประโยคที่กล่าว
นี่คือวิธีการด่ากันแบบคนมีมารยาทเหรอ… นิทานคิด
“สำหรับภารกิจสำคัญชิ้นต่อไป หวังว่าเจ้าจะพร้อมแล้ว ในฐานะผู้มีสิทธิ์สืบทอด หากทำภารกิจผิดพลาดย่อมไม่เป็นผลดี ข้าได้แต่สวดภาวนาต่อองค์ราชินีให้เจ้าเดินทางราบรื่น”
“ขอบคุณท่านพี่เป็นอันมากค่ะ ท่านพี่ต้องออกรบในแนวหน้าในไม่ช้านี้ ข้าขอสวดภาวนาในท่านพี่ไปได้ดีในการศึก”
การสนทนาของทั้งสองดำเนินไปอีกยาวนาน แขกเหรื่อทั้งหลายภายในงานหลังได้ทำการแสดงความยินดีแก่องค์ชายแล้วจึงทยอยถอนตัวกลับ
นิทานมองดูผู้พันลาลันตาและนิลเข้าไปพูดคุยกับองค์ชายจันทรกานต์จากไกล ๆ เห็นเพียงเงาหลังขณะที่พูดคุยกัน เขาไม่อยากจินตนาการถึงเนื้อหาการพูดคุยจริง ๆ
“เหมือนที่ผู้พันลาลันตาแนะนำจะไม่ใช่เรื่องโกหกนะ อัจฉริยะสมคำเล่าลือ” เสียงหวานใสดังขึ้นข้างนิทาน เมื่อหันไปเขาก็พบกับสตรีผมแดงเพลิงนัยน์ตาสีชมพูยืนยิ้มอยู่ไม่ห่างกายเขานัก
“ไม่ทราบว่าท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไรหรือครับองค์หญิง” นิทานยิ้มบาง
“ไพลิน เรียกเราว่าไพลินเฉย ๆ ก็พอ เรียกองค์หญิงทุกทีมันยาว เมื่อยจะตาย ให้พวกคนแก่ที่ต้องรักษาหน้าตาเรียกกันก็พอ” องค์หญิงไพลินยิ้ม
“ผม ไม่สิ กระหม่อม คงไม่อาจทำเช่นนั้นได้” นิทานส่ายหน้า
“กระหม่อมอะไรล่ะ วิธีใช้คำพูดชั้นสูงยังไม่คล่องเลยไม่ใช่รึไง ไพลินก็พอ นี่เป็นคำสั่ง แล้วกระหม่อมก็ไม่ต้องด้วย” องค์หญิงไพลินหัวเราะ
“กระหม่อม เอ่อ ผม” นิทานพูดไม่ออก ทำไมคนรอบตัวเขามีแต่คนแบบนี้ อินจันทร์ก็ทีหนึ่งแล้ว
“นายอายุเท่าไหร่” องค์หญิงถามขึ้น คำพูดและท่าทางของเธอยามนี้สลัดคราบชนชั้นสูงมากมารยาทออกไป กลายเป็นหญิงสาวธรรมดา ๆ
“ปีนี้ 21ปีครับ”
“นายชนะนักสลักเอกได้ทั้งที่เป็นผู้เรียนรู้ แถมยังอายุแค่ 21เนี่ยนะ” องค์หญิงไพลินเบิกตากว้าง แม้เธอจะรับรู้เรื่องของนิทานมาบ้างจากผู้พันลาลันตาแล้ว แต่เมื่อได้มาฟังด้วยตัวเองเธอก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้
“นั่นไม่ใช่ฝีมือผมจริง ๆ นะครับ” นิทานส่ายหน้า
“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ เราแค่อยากมาทักทายเท่านั้นแหละ เรามีความรู้สึกว่าหลังจากนี้เราจะได้เจอกันบ่อยเลยล่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้มมุมปาก
“ครับ?” นิทานฉงน เขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้เจอองค์หญิงไพลินอีกมากขนาดนั้น แค่งานเลี้ยงครั้งนี้เขาก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว
“คีตาก็เก่งมากเลยนะ เราพกขนมมาด้วย ถือเป็นรางวัลนะ” องค์หญิงหันหน้าไปทางหมายักษ์ที่นั่งอย่างเรียบร้อยอยู่ด้านข้าง ในมือปรากฏขนมชิ้นใหญ่หน้าตาสวยงามชิ้นหนึ่ง
“โฮ่ง!”
กิน กิน!
คีตาส่ายหางไปมา สายตาทอประกายวิบวับ แต่แล้วมันก็พลันนึกขึ้นได้ว่านิทานบอกให้มันรักษาอาการ มันจึงก้มลง หางส่ายเพียงเล็กน้อย ทำสายตาอ้อนวอน
“น่ารักจริง ๆ เลยน้า กินตามสบายเลยนะ เราเอามาเพียบเลยล่ะ” องค์หญิงยิ้มหวาน มือเอื้อมไปลูบหัวคีตาอย่างแผ่วเบา อีกมือหนึ่งหยิบขนมชิ้นโตมากมายวางลงตรงหน้า
คีตาหันมองนิทานเล็กน้อยเพื่อขออนุญาต นิทานยิ้มตอบ คีตาเห็นดังนั้นมันจึงกระดิกหางพร้อมก้มลงบรรจงคาบขนมมาเคี้ยวตุ้ย ๆ เต็มปาก มาตรวัดความสุขที่หางส่ายไปมาเต็มหลอด หูตั้งของมันพับลงตามจังหวะการลูบขององค์หญิง
องค์หญิงเห็นท่าทางอันแสนน่ารักของคีตาแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เธอนั้นชอบสิ่งของน่ารัก ๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว
“เลี้ยงมาได้ดีจริง ๆ เลยนะคะ” องค์หญิงไพลินพูดขึ้นขณะที่เฝ้ามองดูคีตาที่กินขนมอย่างมีความสุข
“ก็เป็นครอบครัวคนสำคัญนี่ครับ” นิทานยิ้มบาง สองมือลูบขนคอหนานุ่มของคีตา
องค์หญิงไม่ตอบอะไร เพียงยิ้มบาง ก่อนเดินจากไปหาแขกเหรื่อคนอื่นที่อยู่รายรอบ
“ขอบคุณนะ” เสียงขององค์หญิงไพลินแว่วมาพร้อมกับร่างที่เดินจากไป
นิทานยิ้มบาง ในฐานะคนที่ไม่ชอบความวุ่นวายและไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า การคุยกับองค์หญิงไพลินกลับไม่ทำให้เขาอึดอัดเท่าไหร่เลย
“โฮ่ง!”
คีตา คีตาชอบพี่ตาชมพู!
คีตาที่สวาปามขนมจนหมดลุกขึ้นนั่ง
นั่นสินะ นิทานยิ้ม ตอบกลับทางกระแสจิต
เขาไม่ได้รู้จักองค์หญิงดีเท่าใดนัก แต่เขาพลันเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้น เขาอยากอยู่ในประเทศที่มีผู้ปกครองเป็นคนเช่นนี้