ตอนที่ 47 ข้อเสนอที่คาดไม่ถึง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เด็กหนุ่มยังคงมีท่าทางที่สงบเยือกเย็น
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและเอ่ย “สัญญานี้มีระยะเวลาเท่าไหร่”
“สิบปี” เอไอตอบอย่างมั่นใจ เขาเชื่อว่าภายในสิบปีนี้เด็กหนุ่มจะต้องทำประโยชน์ให้แคลนนิวโฮปภาคเหนือได้อย่างมหาศาลแน่
“โดยทั่วไปแล้วเวเนเตอร์ที่ต่อสัญญากับแคลนนั้นจะมีระยะเวลาสัญญาเท่านี้ เว้นแต่คุณจะเป็นเวเนเตอร์ตัวท็อป ระยะสัญญาอาจจะสั้นลงตามความต้องการของคุณ แน่นอนว่ามีเพียงบางแคลนเท่านั้นที่ทำแบบนั้น หากเป็นแคลนทั่วไปส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะบังคับให้ทำสัญญาแบบตลอดชีวิต นี่ก็นับได้ว่าแคลนของเรามีความยุติธรรมมากแล้ว”
ชายวัยกลางคนกล่าวอธิบาย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่เขาพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง
เพราะเฟิร์สวันเป็นคนพิเศษ เขาถึงได้รับสิทธิพิเศษต่อสัญญาสิบปี หากเป็นที่อื่นแน่นอนว่าจะต้องทำสัญญาแบบตลอดชีวิต
เมื่อทำสัญญาแล้วเวเนเตอร์จะตกเป็นทรัพย์สินของแคลน และพวกเขามีสิทธิ์ที่จะซื้อขายเวเนเตอร์ได้
แต่ถึงอย่างนั้นค่าจ้างที่เวเนเตอร์ได้รับจะต้องเป็นไปตามสัญญาดั้งเดิม
ข้อตกลงเหล่านี้มันเหมือนการซื้อขายนักเตะของสโมสรฟุตบอลในอดีต
เฟิร์สที่ได้ฟังรายละเอียดของสัญญา เขาก็นิ่งเงียบไป นิ้วมือเรียวอันขาวซีดเคาะไปที่หน้าขาของตนเองอย่างเป็นจังหวะ
เอไอเห็นท่าทางใช้ความคิดของเด็กหนุ่ม เขาจึงไม่รบกวน
แล้วเด็กหนุ่มก็พูดขึ้น
“ผมขอปฏิเสธ”
“หืม ... ทำไม ...”
ยังไม่ทันที่เอไอจะได้พูดจบเฟิร์สก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
“ฟังผมให้จบก่อน ผมปฏิเสธสัญญาเข้าร่วมแคลน แต่ผมต้องการข้อเสนอบางอย่างจากนิวโฮปในการเข้าร่วม” เฟิร์สกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย
“ข้อเสนอ?”
“ใช่ ... ผมมีข้อเสนอและข้อเสนอที่ว่านั่นก็คือผมต้องการเป็นเจ้าหน้าที่ระดับหกของนิวโฮป และขอสิทธิ์ในการตรวจสอบอบิสในความรับผิดชอบของนิวโฮปทั่วประเทศ”
“เรื่องนี้!” สีหน้าของเอไอดูประหลาดใจกับคำขอนี้เป็นอย่างมาก
‘เด็กคนนี้คิดอะไรกัน การเป็นสมาชิกของแคลนนั้นเป็นอิสระกว่าการเป็นพนักงานของนิวโฮปมาก เขาสามารถต่อสู้และบ่มเพาะได้อย่างเต็มที่ แต่เด็กคนนี้กลับต้องการอยู่ในกรงที่คนทั่วไปไม่อยากอยู่ นี่มันความคิดอะไรกัน’ เอไออดที่จะบ่นพึมพำในใจไม่ได้
ทางด้านของเฟิร์ส แม้ข้อเสนอนี้จะเหมือนกับนกน้อยในกรงทองก็จริง แต่ต้องอย่าลืมว่าการเป็นสมาชิกของแคลนเขาจะไม่สามารถลาออกโดยพลการได้ อีกทั้งยังมีสิทธิ์ที่จะถูกซื้อขายตัวไปยังแคลนต่างๆ แต่การเป็นพนักงานของนิวโฮปนั้นไม่เหมือนกัน
การเป็นพนักงานนั้นเขามีสิทธิ์ที่จะลาออกเมื่อไหร่ก็ได้ ข้อผูกมัดนี้ยังดูผ่อนคลายกว่าการเป็นสมาชิกแคลนมาก มิหนำซ้ำเขายังเสนอข้อเรียกร้องให้สามารถสำรวจอบิสต่างๆ ได้อีก เขาที่เป็นผู้ใช้อักขระย่อมสนใจในทรัพยากรในอบิส เขาย่อมสามารถค้นหาในสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจคำนึงถึง และสามารถสร้างยาหรืออุปกรณ์ต่างๆ โดยที่คนอื่นไม่สังเกตได้ด้วย
นี่ต่างหากที่ทำให้เขาตัดสินใจไปเป็นนกน้อยในกรงทองของนิวโฮป
“ว่ายังไงครับ” เฟิร์สเอ่ยด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ
ข้อเสนอนี้เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ได้เปรียบที่สุดก็คือนิวโฮป มันย่อมเป็นข้อเสนอที่นิวโฮปไม่อาจปฏิเสธได้
“ตกลงคุณแค่ต้องการเป็นพนักงานระดับหกของนิวโฮปกับสิทธิ์ในการสำรวจอบิสแค่นั้นจริงๆ หรอครับ”
เฟิร์สส่ายศีรษะทันทีเมื่อได้ยินประโยคนี้
นั่นยิ่งทำให้เอไอสับสนงงงวย
‘ตกลงไอ้เด็กนี่ต้องการจะปั่นหัวฉันใช่ไหม!’ เอไออดที่จะสบทในใจไม่ได้
“แน่นอนว่าไม่ใช่แค่นั้น แต่ยังมีข้อเสนอที่คุณเคยให้ก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องที่การให้ทรัพยากรในการบ่มเพาะและเรื่องการล้างหนี้สินของผมกับพ่อ” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างสบายๆ เพราะเขามีคุณสมบัติที่จะทำมัน
หัวคิ้วของเอไอกระตุกในทันที
“เรื่องนี้แน่นอนว่าสามารถทำได้ แต่ผลของความตกลงจะคงอยู่หากไม่ลาออกจากนิวโฮปภายในสิบปี ไม่เช่นนั้นคุณจะถูกปรับสามเท่าของจำนวนที่นิวโฮปมอบให้คุณและหนี้สินที่คงค้าง กฎนี้ถูกใช้กับพนักงานทุกคนของนิวโฮปอยู่แล้ว แน่นอนว่าสำหรับองค์กรที่มั่นคงแบบนี้คงไม่มีใครคิดที่จะลาออกอย่างแน่นอน” เจ้าหน้าที่ระดับแปดอย่างเอไอกล่าวอย่างเปิดเผย
“ครับ ผมไม่แปลกใจที่นิวโฮปยังใช้ระเบียบข้อบังคับเหมือนกฎของราชการ เอาเป็นว่าถ้าคุณสามารถทำตามที่ผมต้องการได้ ผมก็ตกลงที่จะร่วมงานกับนิวโฮป” เฟิร์สกล่าว
“เฟิร์สวัน แต่ผมต้องบอกคุณไว้ก่อนนะครับ ว่าทรัพยากรที่นิวโฮปสามารถสนับสนุนคุณและพ่อของคุณในการบ่มเพาะได้สามารถให้ได้แค่ระดับดาราขาวเก้าแฉกเท่านั้น ดาราแดงไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่ผมจะตัดสินใจได้ แต่มันจะง่ายมากขึ้นหากคุณตัดสินใจเข้าร่วมแคลน” เอไอกล่าว
เฟิร์สเงียบไปครู่หนึ่ง และขบคิดในใจ
‘หมอนี่ดูเหมือนจะเคี่ยวไม่น้อย เขาต้องการให้เราเข้าแคลนของเขาให้ได้ แต่เมื่อพิจารณาตามความจริงแล้วมันก็เป็นอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ดาราแดงส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกที่เกษียณจากแคลนมาแล้วมากกว่า คงมีน้อยนักที่เวเนเตอร์ดาราแดงจะมาเป็นพนักงานทำงานให้กับองค์กรแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็สามารถเข้าออกอบิสได้ ที่นั่นอาจทำให้ฉันสามารถค้นหาความลับของเดม่อนได้’
แท้จริงแล้วจุดประสงค์ของเฟิร์สก็คือความลับของเดม่อน เขาต้องการทราบความลับที่ยิ่งใหญ่นี้มากกว่า ส่วนทรัพย์สินหรือทรัพยากรในการบ่มเพาะนั้นเป็นผลพลอยได้ เขาเชื่อว่าตนเองนั้นสามารถค้นหาสถานที่ลับอย่างรังได้แน่
เมื่อตัดสินใจได้แล้วเฟิร์สก็ยิ้มอย่างเยือกเย็นและเอ่ย “ผมยังมีความตั้งใจเดิม หากนิวโฮปไม่สนใจข้อตกลงนี้ ผมก็ไม่รังเกียจที่จะพิจารณาข้อเสนอของคนอื่น”
คำพูดนี้ทำให้ดวงตาของเอไอไหววูบในทันที
‘เจ้าเด็กนี่!’
“โอเค ถ้าคุณต้องการแบบนี้ ทางเราก็ไม่รังเกียจที่จะรับคุณมาร่วมงานกับพวกเราครับ ขอเวลาสักครู่ผมจะทำสัญญามาให้คุณเซ็นเดี๋ยวนี้”
ว่าแล้วเอไอก็ติดต่อไปทางที่ทำงานของเขาทันที
ผู้มีพรสวรรค์และผู้มีความสามารถพิเศษในคนๆ เดียวเป็นสิ่งล้ำค่า ต่อให้ได้มาในฐานะไหนก็ยังนับว่าคุ้มค่า
ทั้งนี้แม้เฟิร์สจะเป็นเจ้าหน้าที่นิวโฮป ไม่ได้เข้าร่วมแคลน แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นนิวโฮปก็สามารถสั่งให้เฟิร์สไปร่วมมือกับแคลนได้ โดยที่เขาไม่อาจปฏิเสธคำสั่งนี้ได้
นี่จึงถือว่าเป็นนกน้อยในกรงทองอย่างสมบูรณ์
แม้ว่าเอไอจะไม่เข้าใจในความคิดของเด็กหนุ่มก็ตาม
ทั้งสองใช้เวลาทำสัญญาข้อตกลงกันไม่นานนัก ทุกอย่างก็เรียบร้อย
“ยินดีที่ได้ร่วมงาน”
เอไอยื่นมือออกมาจับมือกับเฟิร์สเมื่อทำสัญญาเสร็จสิ้น
“เช่นกันครับ” เฟิร์สเอ่ย
“อ๋อ คุณต้องไปรายงานตัวที่สำนักงานก่อนสิ้นเดือนนี้นะครับ หวังว่าพวกเราจะพบกันที่นั่น”
“แน่นอน ขอบคุณครับหัวหน้า”
หลังจากนั้นคนทั้งสองก็กล่าวลากันและเอไอก็ขึ้นโดรนบินจากไป
บ้านหลังสีขาวกลับมาสงบเงียบอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปได้ดี แต่ปัญหาอีกอย่างคือการเดินทางของฉันนี่แหละ เห็นทีจะต้องขอร้องคุณเอไออีกครั้ง” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำ
เนื่องจากเขายังอายุแค่สิบหกปี ยังไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ เขาจึงไม่สามารถขับรถยนต์ไปมาได้ดั่งใจ ทั้งนี้การทำงานย่อมต้องเดินทางในที่ไกลตลอดเวลา
เฟิร์สจึงทำการติดต่อเอไออีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบที่ได้รับคือ
“คุณเฟิร์สวันสามารถแสดงบัตรประจำตัวของนิวโฮปแทนใบขับขี่ได้เลย เรื่องนี้ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้นเฟิร์สก็รู้สึกโล่งใจ
“แต่ดูเหมือนว่าฉันจะต้องรบกวนพ่ออีกครั้งหนึ่งแล้ว”
เย็นวันนั้นเองหลังจากที่คุณหมอสมคิดกลับมาถึงบ้าน เฟิร์สก็ได้เล่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ให้พ่อฟัง
ผู้เป็นพ่อถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา
แน่นอนว่าเขาเคารพการตัดสินใจของลูกชาย และเขาจะเป็นคนไปส่งเฟิร์สเพื่อรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับหกในนิวโฮปเขตภาคเหนือเอง
หลังจากได้ยินเรื่องราวทั้งหมด คุณหมอสมคิดก็รู้สึกทั้งกังวลและโล่งใจไปพร้อมๆ กัน
“ต่อไปนี้พ่อไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินอีกแล้วนะ พ่อสามารถใช้ชีวิตตามที่พ่อต้องการอย่างสบายๆ ได้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้จากลูกชาย คุณหมอสมคิดก็รู้สึกปราบปลื้มและตื้นตันใจเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ลูกชายเขาโตขนาดนี้แล้ว หนี้สินมูลค่าเป็นพันล้านลูกของเขาสามารถทำให้มันหายได้หมดภายในพริบตา
“เฟิร์ส ถ้ามีอะไรที่พ่อช่วยได้ลูกต้องรีบบอกพ่อนะ พ่อจะสนับสนุนลูกเอง”
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับพ่อ ถ้ามีอะไรเฟิร์สจะบอกกับพ่อแน่นอน”
ดูเหมือนว่าการผ่านประสบการณ์ที่โหดร้ายในครั้งนั้นจะทำให้สองพ่อลูกมีความสัมพันที่ดีกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก