ตอนที่ 45 สู้!
หนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรคนอยู่หน้าสัตว์อสูรอยู่หลังมหกรรมการไล่ล่าที่ดูเหมือนจะบันเทิงอยู่ฝ่ายเดียวสองวันที่ผ่านไปหลินเฟยกล้ำกลืนฝืนทนเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งขั้วหัวใจ สัตว์อสูรพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตไม่ยอมลดละไล่ล่าโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
หากไม่เป็นเพราะกลีบดอกแสงจันทร์ที่โยนออกไปเบี่ยงเบนความสนใจในทุกครั้งที่การโจมตีของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตรุนแรงถึงขั้นที่ว่าโดนเขาไปอาจนอนแหมบลงได้ในทันที เขาก็คงได้นอนแหมบลงไปจริงๆแล้วในตอนนี้
ไม่ใช่ว่าหลินเฟยไม่สู้กลับไปแต่เข้าทำไม่ได้!
เขาพึ่งผ่านการทะลวงขั้นจากปราณยุทธขาวไปยังปราณยุทธเงินทั้งยังพึ่งจะหลอมรวมโลหิตของสองเผ่าผู้ยิ่งใหญ่ทำให้ทุกอย่างยังไม่อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะรบเต็มอัตราศึก
มีครั้งนึงเขาหันกลับไปใช้ลูกเตะเพลิงพิฆาตที่เต็มไปด้วยพลังเปลวเพลิงสีส้มสุกใสราวกับเปลวเพลิงมังกรในสมัยโบราณออกไป แต่พยัคฆ์เขี้ยวโลหิตกลับกลืนกินมันเข้าไปหน้าตาเฉยแถมส่งเสียงเรอออกมาอีกด้วย! มันถึงกับมีควันสีขาวพวยพุ่งออกมาพร้อมกับสายตาเยาะเย้ยอย่างเห็นได้ชัด
นั่นทำให้หลินเฟยหนังหัวชาหนึบในระหว่างที่หลบหนีเขาก็พยามเร่งโคจรลมปราณพยามทำให้พลังในร่างกลับสู่สภาวะที่สมดุลอย่างไวที่สุด
พยัคฆ์เขี้ยวโลหิตเหมือนจะสัมผัสได้ถึงพลังที่ก่อตัวเพิ่มมากขึ้นจากกลิ่นอายของหลินเฟยมันจึงตะบี้ตะบันโจมตีเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
และทุกๆการตบก็หมายที่จะเอาชีวิตทั้งสิ้นเมื่อหลินเฟยอยู่ห่างออกไปมันก็งอตัวจนเส้นเลือดปูดโปนออกมาจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อมันดีดตัวออกมาเพียงชั่วพริบตานั่นก็คือฝันร้ายของหลินเฟยอีกครั้ง!
ตูม!
เมื่อแสงจ้าของกรงเล็บพยัคฆ์จางหายไปเสียงระเบิดดังกึกก้องพร้อมกับเสียงร้องที่แหบห้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดขณะที่ร่างของหลินเฟยปลิวกระเด็นราวกับว่าที่สายป่านขาดลอยทะลุผืนป่าออกไป
หลินเฟยลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากสีหน้าดำคล้ำรอบๆตัวเป็นลานหินกว้างนี่เป็นสิ่งที่เขาระวังมากที่สุดในช่วงเวลาที่ใช้หลบหนีคือการที่ต้องอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งเช่นนี้!
เสื้อผ้าของหลินเฟยขาดรุ่งริ่งผิวขาวๆของเขาบัดนี้สกปรกมอมแมมไปหมดผมเผ้ากระเซอะกระเซิงมุมปากมีเลือดไหลซึมออกมา
ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนนับไม่ถ้วนมีบางรอยที่มีเลือดไหลซึมออกมาจางๆแต่ดูเหมือนบาดแผลเหล่านั้นกำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็วความไวของมันสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ช่างเป็นการฟื้นฟูที่ต่อต้านสวรรค์อย่างแท้จริง!
แม้ว่าการโจมตีของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตจะไม่สามารถสร้างบาดแผลลึกให้กับเขาได้มากนักแต่อวัยวะภายในของเขากลับปั่นป่วนไปหมดมันไม่เหมือนกับบาดแผลภายนอก อวัยวะภายในของหลินเฟยนั้นยังต้องผ่านการพัฒนาอีกมากมายกว่าจะทนทานการโจมตีที่หนักหน่วงได้มากกว่านี้
และนั่นยิ่งทำให้การปรับสมดุลของเขาล่าช้าลงมาอีก หากเขาโดนมันทุบตีไม่ต่างกับลูกขนุนเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่อให้ร่างกายไร้ซึ่งบาดแผลแม้แต่รอยเดียวก็คงไม่แคล้วช้ำในตายอย่างแน่นอน
โฮกก!
เสียงคำรามดังก้องราวฟ้าผ่าพร้อมกับเงาร่างเลือนรางของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตพุ่งตรงเข้ามาร่างของมันหมุนวนคล้ายกับลูกข่างพลังปราณของสัตว์อสูรระเบิดออกจนเห็นเป็นรัศมีของกงจักรขนาดใหญ่บดขยี้เข้าหาหลินเฟยอย่างดุร้าย!
ช่วงเวลาวิกฤตนี้เองที่ร่างของหลินเฟยสั่นสะท้านอย่างรุนแรงใบหน้าที่ดำคล้ำก่อนหน้านี้เผยอาการตกตะลึง
ราวกับสายฟ้าฟาดดังอึงอลอยู่ภายในจิตใจพลังอันแข็งแกร่งปะทุออกมาม้วนกวาดเป็นละลอกคลื่นไปรอบด้านร่างกายที่เคยบอบช้ำฟื้นตัวขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ ดาวห้าแฉกสีทองหนึ่งเสี้ยวปรากฏขึ้นในดวงตาข้างซ้ายเปล่งประกายระยิบระยับสว่างสไวจนมองดูคล้ายกับดวงดาว
ขณะที่เนตรดาราสยบฟ้าปรากฏขึ้นนั่นเองดูเหมือนเวลาได้เชื่องช้าลงในสายตาของหลินเฟยเขาสามารถมองเห็นพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตที่หมุนวนด้วยความรวดเร็วนั้นอย่างชัดเจนจนมันแทบตะเรียกได้ว่าหยุดเคลื่อนไหว!
แม้ว่าตลอดเวลาที่ทุกอย่างเชื่องช้าลงนี้พลังปราณในร่างของเขาจะหดหายไปอย่างรวดเร็วแต่สำหรับหลินเฟยมันไม่ได้เป็นปัญหามากนัก ด้วยเคล็ดลมปราณหวนท้าสวรรค์ทำให้การดูดซับลมปราณเข้ามาแทนที่ราวกับไร้ขีดจำกัด!
เพียงแต่หากเขาใช้เคล็ดวิชาอื่นด้วยในตอนนี้ก็อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากความสามารถที่ออกมาตามสัญชาติญาณนี้แล้วหลินเฟยยังได้รับรู้ถึงการเปิดผนึกวิชาต่างๆที่ก่อนหน้านี้เขาไม่สามารถก้าวไปถึงแม้จะพยามฝึกฝนเท่าไหร่ก็ตามที แต่ตอนนี้เขาพอใช้มันออกได้บ้างแล้ว!
“เคล็ดวิชาหมัดทะลวงเมฆาขั้นที่สี่! ‘เส้นทางเมฆา’”
พลังมหาศาลระเบิดออกกลุ่มเมฆบนท้องฟ้าพากันปั่นป่วนเคลื่อนตัวเข้ารวมกันอย่างรวดเร็วที่เหนือหัวของหลินเฟย เมื่อเขาง้างหมัดไปด้านหลังภาพมายาของกลุ่มเมฆด้านบนก็ปรากฏขึ้นพวกมันกลายเป็นเมฆสีดำทมึนเส้นแสงของสายฟ้าปรากฏขึ้นภายในนั้นกระจายกลิ่นอายของพลังอันดุร้ายออกมาอย่างเกรี้ยวกราด!
“ใสหัวไป!”
หลินเฟยคำรามพร้อมกับชกหมัดออกไปกลุ่มเมฆนั้นก็พุ่งทะยานตามออกไปในทันที กลุ่มเมฆม้วนกวาดกวาดออกไปพื้นปฐพีแหลกละเอียดแตกระแหงกลายเป็นแนวยาวตลอดเส้นทาง
พยัคฆ์เขี้ยวโลหิตเป็นสัตว์อสูรชั้นสูงมีสติปัญญาเป็นเลิศทั้งยังบำเพ็ญตบะมานานหลายร้อยปีหากมันต้องการจะพูดภาษามนุษย์ยังสามารถจะทำได้ มันจึงไม่เคยคิดจะกลัวเกรงมนุษย์ตัวจ้อยที่มีพลังปราณอยู่เพียงขั้นต้นปราณยุทธเงิน
แม้พลังของหลินเฟยในครั้งนี้จะทำให้มันต้องแปลกใจแต่ด้วยสายเลือดหนึ่งในราชันแห่งสรรพสัตว์มันจึงไม่ได้คิดจะหลบเลี่ยง
พุ่งเข้าปะทะอย่างห้าวหาญการกระทำของมันไม่ต่างอะไรกับนักพรตผู้เชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นในพลังอันแข็งแกร่งของตนเอง!
เสียงปะทะกันของสองพลังดังกึกก้องกลายเป็นคลื่นพลังรุนแรงที่กระจายออกไปทั่วทิศทางฝุ่นควันคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หลินเฟยสะบัดมือไล่กลุ่มควันออกไปแล้วกระโดดถอยหลังไปหลายจ้างอย่างรวดเร็ว
ฉับพลันพื้นดินที่หลินเฟยยืนเมื่อครู่ก็ระเบิดออกด้วยกรงเล็บของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตแววตาของมันแวบไปด้วยแสงแห่งความดุร้ายสามารถมองเห็นรอยแผลได้เล็กน้อยจากร่างกายใหญ่โตของมัน
“ลมปราณหวนท้าสวรรค์ขั้นที่สาม ‘กระชากสวรรค์!’ ”
หลินเฟยชูมือขึ้นฟ้าในท่ากรงเล็บฉับพลันบรรยากาศรอบๆก็คล้ายกับเริ่มร้อนระอุขึ้นมาพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตเริ่มสั่นสะท้านมันรู้สึกถึงพลังอันลี้ลับบางอย่างกดดันมาที่มัน ดวงตาพยัคฆ์ของมันหลี่ลงไม่ได้รอช้ามันตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวกลายเป็นเส้นแสงเข้าโจมตีไปที่หลินเฟย
หลินเฟยแค่นเสียงเย็นชาออกมาเขาวาดมือลงเสียงกัมปนาทดังสะเทือนเลื่อนลั่นพร้อมกับภาพของภูเขาขนาดนับพันจั้งที่มองเห็นซากปรักหักพังโบราณอยู่บนยอดพุ่งดิ่งลงมา
ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงลุกไหม้ร้อนแรงความร้อนของมันทำให้บรรยากาศรอบๆบิดเบือนพร่ามัวราวกับกำลังจะหลอมละลาย! หากมองจากมุมนี้ก็ราวกับอุกกาบาตจากสวรรค์ที่กำลังจะบดขยี้ปฐพีให้แหลกลาญ!
ภายในจิตใจของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตหมุนเคว้งด้วยภูเขาขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงทั้งมาพร้อมกับพลังอำนาจในการบดขยี้นั้นภาพตรงหน้าคล้ายกับกำลังจะเกิดวันสิ้นโลก
แม้มันจะมีตบะที่สูงกว่ามนุษย์น้อยผู้นี้อยู่มากแต่มันรู้ได้ทันทีว่าหากโดนโจมตีไปด้วยพลังอำนาจเช่นนี้ก็คงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บสาหัสได้
แต่กระนั้นด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้มันไม่สามารถที่จะหลบหนีจากไปแววตาของมันดุร้ายมากขึ้นกว่าเดิมพร้อมกับพลังอำนาจแห่งราชันได้ระเบิดออกคล้ายกับมันได้รับความโชคดีในคราวเคราะห์ สายเลือดที่หลับใหลของบรรพบุรุษได้เปิดออก
ทันใดนั้นปีกแสงสีแดงราวกับโลหิตก็ค่อยๆปรากฏขึ้นกลางหลังของมันพร้อมกับแสงแวววับในแววตามันอ้าปากกว้างหมอกโลหิตก็เริ่มล้อมวนจนกลายเป็นใบหน้าขนาดใหญ่เมื่อมันก่อตัวขึ้นจนสมบูรณ์ก็ดูเหมือนจะมีขนาดที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า
ใบหน้านั้นพุ่งเข้าใส่ภูเขาเพลิงอย่างเหี้ยมหาญอ้าปากกว้างคล้ายกับจะกลืนกินภูเขาเข้าไปทั้งลูก!
ตู้ม!!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวพื้นปฐพีถึงกับสั่นสะเทือนร่างของหลินเฟยและพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตกระเด็นออกไปไกล หนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรต่างก็กระอักเลือดออกมากองโตจากนั้นจึงค่อยๆหยัดยืนกันขึ้นมาอย่างช้าๆ
ความจริงแล้วหลินเฟยไม่สามารถที่จะต่อสู้ข้ามขั้นมากขนาดนี้เมื่อบรรลุถึงตบะที่สูงขึ้นจะมีช่องว่างที่กว้างใหญ่ปรากฏขึ้น
หากความต่างระหว่างปราณยุทธขาวและปราณยุทธเงินคือผืนฟ้าและปฐพีเช่นนั้นปราณยุทธเงินกับหลอมรวมปราณกำเนิดทองก็คือดวงดาวที่ห่างไปไกลจากผืนฟ้า!
แต่ด้วยความพิเศษมากมายในตัวหลินเฟยช่องว่านั้นบางทีอาจถูกเติมเต็มไปเกินครึ่ง!
และด้วยวิชาชั้นเซียนอย่าง ลมปราณหวนท้าสวรรค์ ที่สามารปลดผนึกวิชาเวทในขั้นที่สามได้ หรือแม้กระทั่งเคล็ดวิชาลมปราณของเผ่าเทพ ลมปราณนิจนิรันดร์ ที่หลินเฟยพึ่งจะก้าวท้าวเข้าไปแตะที่ชายขอบยังไม่ทันได้บรรลุถึงระดับแรกแต่ด้วยพื้นฐานของมันคือทำให้การโจมตีด้วยวิชาเวทของหลินเฟยรุนแรงขึ้น! มันจึงทำให้สามารถต่อสู้กลับไปได้อย่างเท่าเทียม!
“ตอนนี้ข้ามีพลังเหลืออีกไม่มากแล้วเจ้าหน้าขนข้าว่าเจ้าก็คงไม่ต่างกันมากนัก ถ้าเช่นนั้นเรามาตัดสินกันด้วยการโจมตีครั้งสุดท้าย!”
หลินเฟยจ้องมองไปที่พยัคฆ์เขี้ยวโลหิตด้วยสายที่แข็งกร้าวสัตว์อสูรตัวนี้แข็งแกร่งกว่าศัตรูที่ผ่านมาของเขามากมายนัก
มันไม่ต่างอะไรจากผู้ฝึกตนที่บำเพ็ญตบะมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนานความแข็งแกร่งของมันไม่สามารถดูถูกได้ หลินเฟยตั้งใจจะมอบการโจมตีสุดท้ายนี้ เพื่อเป็นการแสดงถึงความนับถือ!
หลินเฟยจ้องมองมันด้วยสายตาลึกซึ้งอีกครั้งก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา...
“เดือนดับ...”
.
.
.