ตงหลีชิงชิงที่อยู่ข้างๆมองหน้าตู้เซ่าฝู่ ดวงตาสุกใสงดงามของนางสั่นไหวสิ่งที่นางเห็นทำให้นางอึ้งจนไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดีสีหน้าแววตาดูซับซ้อนราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างนิสัยนี้ของเด็กหนุ่มคนนี้ยังมีอีกด้านที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเขาช่างเป็นคนที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่นางเคยเจอมาก่อนเลยจริงๆ
“มอ……”
ขณะนั้นเองก็มีเสียงร้องดังออกมาจากนอกถ้ำเป็นเสียงของอสูรโคเพลิงหมอกชาด
“มอมอ!”
ชื่อเผิงได้ยิน แววตาก็เป็นประกายจากนั้นมันวิ่งฉิวไปทางปากถ้ำ
“พวกมันกลับมาแล้วหรือ”
ตู้เซ่าฝู่เก็บสีหน้าเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเมื่อกี้ไปเมื่อคิดถึงระดับความน่ากลัวของเหยียนเหยา เขาก็ยิ้มเจื่อนๆ ออกมาก่อนหน้านี้เขาเพิ่งเกือบจะถูกเหยียนเหยาเหยียบตายคาบาทาไปเอง
“โครม……”
พื้นดินบนถ้ำสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวใหญ่สองตัวและตัวเล็กหนึ่งตัวก็เดินเข้ามาภายในถ้ำ
ตู้เซ่าฝู่มองดูอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวใหญ่สองตัวที่เดินเข้ามาพวกมันก็คือเหยียนเหยาและชื่อเยวี่ย
ขณะนี้เหยียนเหยาย่อขนาดร่างกลับมาเป็นขนาดปกติทว่าก็ยังสูงใหญ่มาก ขนาดราวๆ สองจั้งได้ เป็นขนาดเท่ากับอสูรโควัยรุ่นก็ยังใหญ่เท่าๆ กับภูเขาเนินเล็กๆ เนินหนึ่ง
เมื่อเหยียนเหยากับชื่อเยวี่ยเดินเข้ามาก็มีพลังปราณที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านเข้ามาด้วย โดยเฉพาะลมปราณของเหยียนเหยาเป็นคลื่นพลังเข้มข้นที่ทำให้พลังงานแห่งฟ้าดินรอบๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย
ลมปราณนี้สยดสยองน่าสะพรึงกลัวทว่าอย่างน้อยตู้เซ่าฝู่ก็เคยพบเจอยอดฝีมือมาจำนวนไม่น้อย ลมปราณจากอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ายังแข็งแกร่งกว่าเหยียนเหยานิดหน่อยดังนั้นหลังจากผ่านไปไม่นานก็เริ่มข่มใจและชินกับแรงกดดันนี้ได้สีหน้าก็กลับมาเป็นปกติ
“โอ๊ะ!เจ็บนะโว้ย”
ก้อนหินรูปภูเขาร้องออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของเหยียนเหยาเสียงเล็กๆ ใสๆ ร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด
เสียงนี้ทำให้เหยียนเหยารีบยกเท้าขึ้นมาอย่าฉับพลันจากนั้นมันก็จ้องมองไปที่ก้อนหินรูปภูเขาที่พยายามกลิ้งกลุกๆ อยู่บนพื้นดวงตาเสมือนโหม่งโลหะของโคตัวนี้จับจ้องอย่างประหลาดใจ มองก้อนหินรูปภูเขาแสดงสีหน้าประหลาดใจ อุทานออกมาว่า “ปีศาจหิน?”
ก้อนหินรูปภูเขายังคงกลิ้งต่อไปตะโกนเสียงดัง “เมื่อกี้เจ้าวัวตัวน้อยก็รังแกข้าตอนนี้เจ้าโคแก่ตัวนี้ก็มาแกล้งข้าอีก ข้าจะจำพวกเจ้าไว้เลย!”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เหยียนเหยามองหน้าตู้เซ่าฝู่กับตงหลีชิงชิงอย่างงงวย
“ไม่มีอะไร ปีศาจหินมากับสหายคนนี้ของข้าเอง” ตงหลีชิงชิงกล่าว
เหยียนเหยาได้ยิน ก็ไม่สนใจก้อนหินรูปภูเขาที่กลิ้งวนอยู่บนพื้นอีกมันมองหน้าตู้เซ่าฝู่ที่ฟื้นได้สติ แสดงสีหน้าแววตาที่ประหลาดใจ กล่าวว่า “เจ้าฟื้นแล้วหรือ คิดไม่ถึงว่ากายหยาบของเจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เกรงว่าจะทนทานเทียบเท่ากับอสูรปีศาจชั้นเลิศได้เลย”
“แต่ก็เกือบจะถูกเจ้าเหยียบแหลกเละเป็นโจ๊กแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่เงยหน้ามองเหยียนเหยาสีหน้าเศร้าหมองจวบมาจนถึงขณะนี้เขาก็ยังไม่อาจต้านทานอสูรที่แข็งแกร่งที่มีฌานสูงถึงขั้นพญาอสูรตัวนี้ได้เลย
“ขอโทษจริงๆ หากพวกเจ้าบอกแต่แรกว่าเอาโลหิตของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองมาแลกกับโสมวิญญาณเพลิงชาดเรื่องก็คงไม่เป็นเช่นนี้ เกือบจะเข้าใจผิดกันไปแล้ว” เหยียนเหยาท่าทางรู้สึกผิดเล็กน้อยน้ำเสียงดูสุภาพ ต่างจากตอนที่โมโหลิบลับ
“เอ่อ…………”
ตู้เซ่าฝู่กับตงหลีชิงชิงจ้องตากัน ยิ้มเจื่อนๆไม่รู้ว่าจะพูดอะไรตอบกลับไปดี
พวกเขาสองคนชัดเจนดีตอนแรกไม่ได้คิดจะเอาโลหิตของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองมาแลกโสมวิญญาณเพลิงชาดหรอก
ตู้เซ่าฝู่ชัดเจนที่สุดเมื่อเห็นชื่อเยวี่ยมายืนกันปากทางถ้ำก็เลยเอาตัวรอดด้วยการนำโลหิตของตัวเองมาแลกกับโสมวิญญาณเพลิงชาดหากในขณะนี้บอกกับเหยียนเหยาและชื่อเยวี่ยไปว่า พวกเขาตั้งใจมาเพื่อแย่งชิงโสมวิญญาณเพลิงชาดเพียงแต่ภายหลังเพิ่งจะรู้ว่าอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวยักษ์มีถึงสองตัว ทั้งยังพบว่าเหยียนเหยาเป็นถึงอสูรขั้นพญาอสูรแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่างจากที่เตรียมการไว้โดยสิ้นเชิงคงจะไม่ดีเท่าไร
เหยียนเหยาจ้องมองไปที่ตู้เซ่าฝู่กล่าวต่อว่า “เจ้ามนุษย์เจ้าไม่เลวเลยเพื่อสหายแล้วกลับไม่รักตัวกลัวตายหนีเอาตัวรอดไปเอง ข้าพบมนุษย์มาหลายคนมีหลายคนที่เพื่อเอาชีวิตรอดเองกลับขายเพื่อนของตัวเองได้”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มให้กับเหยียนเหยา กล่าวว่า “เจ้ากำลังกล่าวชมข้าอยู่หรือ”
ตงหลีชิงชิงได้ยิน ก็หันไปมองหน้าตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ข้างๆนัยน์ตาของนางสั่นไหวอย่างประทับใจ แต่เพียงไม่นานแววตานั้นก็ดับหายไปสีหน้าแววตากลับมานิ่งสงบ
“ข้าแปลกใจมากเจ้าเป็นมนุษย์ชัดๆ เหตุใดโลหิตและลมปราณในตัวกลับเหมือนกับของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองหรือว่าเจ้าคือมนุษย์ผสมเหยี่ยว นี่ไม่น่าจะเป็นไปได้” เหยียนเหยากล่าวเบาๆแสดงแววตาประหลาดใจอย่างมาก
“มนุษย์ผสมอสูรสามารถทำได้ด้วยหรือ?” ตู้เซ่าฝู่ได้รับแง่มุมใหม่ๆจากแผ่นดินใหญ่ แสดงสีหน้าตกตะลึงแปลกใจอย่างมาก
ตงหลีชิงชิงเหม่อมองต่ำไปที่พื้นแววตาของนางมีประกายแสงสีมรกตแวบขึ้นมา จากนั้นก็หายไป นางพูดกับตู้เซ่าฝู่ว่า “เผ่าพันธุ์อสูรที่แข็งแกร่งเป็นยอดอสูรบรรลุขั้นเทพแห่งอสูรได้แล้วจะสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์มีรูปร่างไม่ต่างจากเผ่าพันธุ์มนุษย์เลย เป็นไปได้ที่จะมีมนุษย์และอสูรที่เมื่อเจอกันและเกิดความรู้สึกดีๆต่อกัน ส่วนปีศาจที่อยู่ในขั้นเทพแห่งปีศาจเองก็จะสามารถกลายเป็นมนุษย์ได้เช่นกันมนุษย์กับปีศาจครองรักกันก็มีจำนวนไม่น้อย แม้ความรักต่างเผ่าพันธุ์จะมีไม่บ่อยทั้งยังถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจ เผ่าพันธุ์มนุษย์ และเผ่าพันธุ์อสูรกีดกั้นทว่าก็เกิดขึ้นได้ เพียงแต่เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ก็มักจะถูกเผ่าพันธุ์ต่างๆมาไล่เข่นฆ่า ไม่ยอมให้มีชีวิตต่อบนโลก”
“นี่มันเกิดไปแล้วคนเขารักกันอยู่ด้วยกันไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นควรมายุ่งเหตุใดจึงต้องไล่เข่นฆ่าด้วย” ตู้เซ่าฝู่โมโหรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม
ตงหลีชิงชิงกล่าวต่อไปว่า “การสืบพันธุ์ของต่างเผ่าพันธุ์ หากทายาทเกิดมาได้สำเร็จก็จะถูกแต่ละเผ่าพันธุ์ไล่เข่นฆ่า ทว่าทายาทที่เกิดจากเผ่าพันธุ์มนุษย์เผ่าพันธุ์อสูร หรือเผ่าพันธุ์ปีศาจ เป็นไปได้ว่าจะมีร่างกายที่อ่อนแอมากมักจะตายแต่วัยเยาว์ ทว่าก็ยังเป็นไปได้อีกอย่างคือ เกิดมาแข็งแกร่งไร้เทียมทานมีพรสวรรค์ที่น่ากลัว เมื่อเติบโตขึ้นมาอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในทั่วจักรวาลเลยก็เป็นได้”
“จะแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ!” ตู้เซ่าฝู่ตะลึง
“แน่นอนว่าจะแข็งแกร่งมากทว่าความเป็นไปได้ต่ำมาก การสืบพันธุ์กันข้ามเผ่าพันธุ์ เป็นสิ่งนอกเหนือกฎธรรมชาติทั่วไปยากที่จะให้กำเนิดทายาทได้สำเร็จ ต่อให้มีเกิดมาได้แต่กฎแห่งฟ้าดินก็จะสกัดความเป็นไปได้นี้ เกือบจะตายแต่เล็กกันหมดต่อให้มีพรสวรรค์ค้ำฟ้าอย่างไรก็ยากที่จะรอด”
เหยียนเหยาบอกกับตู้เซ่าฝู่จากนั้นมันมองไปที่ตงหลีชิงชิง สีหน้าแปลกใจ กล่าวว่า “ลมปราณในตัวเจ้าก็แปลกประหลาดมาก ไม่เหมือนเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั่วไป”
“ถูกต้องตระกูลของข้ามีที่มาที่ไปพิเศษบางอย่าง” ตงหลีชิงชิงยิ้ม
“มอมอ!”
ชื่อเยวี่ยรองเบาๆ มองตู้เซ่าฝู่กับตงหลีชิงชิงด้วยน้ำเสียงท่าทางอ่อนโยนราวกับกำลังจะบอกอะไรบางอย่าง
“แม่ของชื่อเผิงบอกว่าพวกเจ้าไม่เป็นไรแล้วก็ดีบนกายพวกเจ้ายังมีบาดแผลอยู่ อยู่ที่นี่รักษาตัวไปเถิด พวกเราต้องไปแล้ว”
เหยียนเหยามองไปที่ตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “เจ้ามีบุญคุณต่อชื่อเผิง ดังนั้นข้าจึงตั้งชื่อให้ชื่อเผิงตามสิ่งที่ได้มาจากเจ้าข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าครั้งหนึ่งแล้ว หวังว่าต่อไปหากมีโอกาส ข้าจะมาตอบแทนเจ้า”
“พวกเจ้าจะไปแล้วไปไหนหรือ?” ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถามอย่างสงสัย
“ป่ามืดไม่ใช่ที่ของอสูร พวกเราไม่สมควรอยู่ที่นี่พวกเรามาที่นี่เพราะโสมวิญญาณเพลิงชาด ขณะนี้พวกเรารวบรวมยาวิเศษสำหรับสร้างรากฐานฌานให้ชื่อเผิงได้แล้วถึงเวลาที่จะไปสร้างรากฐานฌานให้กับชื่อเผิงแล้ว หากมีวาสนาขอให้เจอกันครั้งหน้า” เหยียนเหยาพูดจบก็พยักหน้าให้กับชื่อเยวี่ย จากนั้นก็พาชื่อเผิงน้อยจากไป
“มอมอ……”
ชื่อเผิงน้อยรู้ว่าตัวเองกำลังจะต้องไปแล้วก็หันกลับมามองตู้เซ่าฝู่อย่างอาลัยอาวรณ์ เมื่อมันเดินผ่านก้อนหินรูปภูเขาไม่รู้ว่าจงใจหรือไม่ มันใช้ขาเตะก้อนหินรูปภูเขากระแทกข้างฝากำแพงหิน
“เจ้าวัวหน้าโง่ จำไว้เลยข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่” มีเสียงใสๆ เล็กๆ ดังมาจากก้อนหินก้อนนั้น
“ขอให้ได้เจอกันอีกนะลาก่อนเจ้าหนูน้อย”
ตู้เซ่าฝู่มองแววตาของชื่อเผิงน้อยที่มองอย่างอาลัยอาวรณ์หน้าละห้อยในใจของเขาก็รู้สึกหวิวๆ ขึ้นมาอย่างแปลกๆ เขาโบกมือเบาๆ ส่งให้เจ้าโคตัวน้อย จากนั้นก็มองตามครอบครัวอสูรโคเพลิงหมอกชาดสามตัวเดินหายลับไปจากถ้ำ
“เจ้าบาดเจ็บสาหัสมากเจ้านั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูไปก่อนเถิด” ทันใดนั้นตงหลีชิงชิงก็พูดกับตู้เซ่าฝู่“พวกเราต้องรีบฟื้นฟูพลังและร่างกาย”
“อืม”
ตู้เซ่าฝู่ตั้งสติเก็บอารมณ์ว้าวุ่นทั้งหลายพยักหน้าให้ จากนั้นก็มองไปที่ก้อนหินรูปภูเขาที่อยู่ไม่ไกลพยายามฝืนลุกขึ้นมายืนและเดินไปหาก้อนหิน เขาไม่สนกลิ่นปัสสาวะวัวเด็กหยิบถุงหยินหยางคลุมไปที่ก้อนหินรูปภูเขาที่กำลังดิ้นต่อต้านแยกไว้เดี่ยวๆ
“เจ้ามนุษย์ไร้ยางอาย เจ้าคิดจะทำอะไร……” มันยังพูดไม่ทันจบ ตู้เซ่าฝู่ก็เก็บก้อนหินรูปภูเขาใส่ถุงหยินหยางไปแล้ว
“ปีศาจหินไม่ธรรมดาจริงๆเจ้าลองศึกษามันดู ไม่แน่ว่าอาจจะค้นพบอะไรบางอย่าง” ตงหลีชิงชิงบอกกับตู้เซ่าฝู่
“อืมมาบำเพ็ญเพียรกับก่อนเถิด”
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าขณะพูด จากนั้นก็เริ่มนั่งขัดสมาธิเขาหยิบยาวิเศษจำนวนไม่น้อยยัดใส่ปาก ทันใดนั้นก็ค่อยๆ มีแสงสีทองอ่อนๆปรากฏขึ้นรอบกาย ลอยขึ้นมาห่อหุ้มร่างของเขาไว้
ตงหลีชิงชิงเองก็นั่งขัดสมาธิเช่นกันดวงตาสุกใสของนางมองไปที่ชายหนุ่มชุดม่วงเริ่มมีแสงสีทองอ่อนๆ หุ้มร่างแล้วนัยน์ตาของนางสั่นไหว นางแอบพูดพึมพำกับตัวเอง “เหตุใดเจ้าจึงทำให้ข้าต้องติดค้างเจ้าด้วยนะ……”
“ฟิ่วๆ……”
ทันใดนั้นสีหน้าเมื่อสักครู่ของตงหลีชิงชิงก็กลับมานิ่งสงบบุคลิกสง่าดูดี ท่าทางหยิ่งและปลีกวิเวก สาวน้อยเสมือนพรายสาวคนเดิมกลับมาแล้วมีแสงสีมรกตแผ่ออกมาห่อหุ้มร่างเป็นรัศมีวงกว้างเกือบร้อยเมตรแสงจ้าทั่วถ้ำ
ทั้งสองทำการบำเพ็ญเพียรทั้งถ้ำหินกลายเป็นสถานที่นิ่งสงบไร้เสียงใดๆ
ระหว่างที่ทั้งสองนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรเวลาก็ค่อยๆ ผ่านไป
แสงสีทองที่หุ้มร่างตู้เซ่าฝู่ค่อยๆเข้มจ้าอร่ามมากขึ้นเรื่อยๆ เขาใช้วิชาฝึกของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง รวมถึงวิชากายของเขาพัฒนาถึงขั้นชำระล้างร่างกายที่ทำใหร่างของเขาแข็งแรงทนทานมากแม้อาการบาดเจ็บจะรุนแรงแสนสาหัส ทว่าก็ยังฟื้นฟูให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
เพียงแต่อาการบาดเจ็บของตู้เซ่าฝู่ครั้งนี้แสนสาหัสมากจริงๆไม่อาจรักษาให้หายได้ภายในระยะเวลาสั้นๆหากเป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวทั่วไปเกรงว่าคงตายไปนานแล้ว
ทั้งสองทำการบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบสงัดไปเป็นเวลาราวๆสิบกว่าชั่วยาม ทันใดนั้นตงหลีชิงชิงก็หยุดทำการบำเพ็ญเพียร แสงสีมรกตจางหายไปนางค่อยๆ กะพริบตา จากนั้นดวงตาสองข้างก็เปิดออก
“ฟิ่ว!”
หลังจากที่แสงสีมรกตดับหายไป ตงหลีชิงชิงก็ลุกขึ้นเงียบๆนางจ้องมองตู้เซ่าฝู่ที่กำลังบำเพ็ญเพียรฟื้นฟูอยู่สักพักจากนั้นก็ย่องออกจากถ้ำไปไม่ส่งเสียงไม่บอกไม่กล่าว