ตอนที่ 5
“คุณไม่จำเป็ต้องซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่มาใช้คืนฉันนะคะ”
เขาได้ยินหล่อนแล้วแต่ทำเป็เมินเฉย...ยังคงกวาดตามองห้องทำงานส่วนตัวของหล่อนหลังจากอีกฝ่ายเชื้อเชิญเข้ามาคุยกันเป็การส่วนตัวสองคน
ภายในห้องทำงานของหล่อนนั้นจัดแต่งเรียบง่ายแต่มีรสนิยมเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์มีสีสันท่ามกลางผนังทึบสีเทาเกือบดำในช่องที่เจาะลึกเป็เหมือนกล่องสี่เหลี่ยมนั้นวางโซฟาสีแดงสดตัดกับผนังสีเทาเข้มแขวนผนังภาพรูปปากทาสีแดงซึ่งเป็หนึ่งในคอลเลกชันลิปสติกรุ่นใหม่เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาเขาหย่อนกายลงนั่งตามคำเชิญของหล่อนแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่
“ห้องทำงานของคุณดาวตกแต่งสวยดีนะครับ”
ทว่าหล่อนไม่้าสนทนาเื่ห้องสวยหรือไม่จึงวกเข้าประเด็น
“คุณก้าวคะ อย่าชวนฉันคุยนอกเื่จะดีกว่า เมื่อครู่ฉันบอกกับคุณว่าฉันไม่รับโทรศัพท์ของคุณนะคะ ขอให้เข้าใจตรงกันด้วยนะ”
ท่าทางของเลอดาวยามรั้นมีความเป็ตัวของตัวเองค่อนข้างสูงแววตาของหล่อนยามจ้องมองมานั้นจริงจังจนก้าวไกลเองกลับรู้สึกตัวเล็กลีบลงไปทันตาแต่เขามีเจตนาดีเพราะเห็นว่าวันก่อนที่รถเขาเฉี่ยวหล่อนจนล้มแถวหน้าโรงพยาบาลนั้นเขาเองก็ผิดที่ขับรถโดยไม่ทันระวังจะกล่าวโทษว่าหล่อนเลินเล่อเดินไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างที่หล่อนเคยให้เหตุผลในวันก่อนมันก็ดูใจจืดใจดำไปนิด ที่สำคัญเขาเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของหล่อนแตกลานว่าจะถามั้แ่วันนั้นก็ไม่กล้าจนลืมสนิทมานึกได้เมื่อเช้าก็ไม่รีรอที่จะซื้อเครื่องใหม่รุ่นเดิมมาให้แต่นี่หล่อนกลับปฏิเสธเขา
“แต่ผมตั้งใจแล้วนะอย่าไปคิดมากเลยครับ”
คราวนี้เลอดาวซึ่งกำลังยืนพิงขอบโต๊ะหันไปคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้มือขึ้นมาชูและส่ายไปมา
“นี่คือคำตอบค่ะฉันซื้อเครื่องใหม่แล้ว ที่สำคัญฉันรู้ตัวดีค่ะว่าเดินใจลอยมัวแต่พะวงกับการคุยโทรศัพท์จนไม่ทันเห็นว่ารถคุณเลี้ยวมาพอดีแล้วฉันเองก็ไม่ได้เรียกร้องให้คุณมาชดใช้อะไรทั้งนั้นนะคะ”
“แต่...”
เขาพูดอย่างอึกอักเพียงเท่านั้นหล่อนก็เดินพรวดก้าวเข้ามาจนใกล้แล้วคว้าข้อมือเขาขึ้นมาพร้อมกับยัดถุงกระดาษใบนั้นใส่มือแล้วเดินกลับไปยืนพิงโต๊ะในท่าเดิม
“ฉันพูดคำไหนคำนั้นค่ะ”
เขาได้แต่ยืนใบ้กินไปพักหนึ่ง...นิ่งเสียจนเผลอพินิจใบหน้าเรือนร่างรูปทรงของหล่อนโดยไม่กริ่งเกรงสายตาที่มองกลับมาเลยมันเป็เพราะเขาชอบเปิดเผยแสดงความรู้สึกตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมหากพึงใจผู้หญิงสักคน ถึงจะโดนเมิน ถูกตัดรอนไมตรีกลับมาแต่คนอย่างเขานั้นถือคติที่ว่าตื๊อเท่านั้นที่ครองโลกดังนั้นเมื่อพึงใจผู้หญิงตรงหน้าเข้าเต็มเปาเสียแล้ว เื่ที่หล่อนทำเฉยชาไม่ได้มีท่าทีพึงใจเขาสักนิดนั้น ไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด
“ผมดูไม่ออกเลยนะครับว่าคุณดาวจะเป็คนซีเรียสขนาดนี้ที่เราคุยกันวันก่อน คุณดูเฟรนด์ลี่แล้วก็คุยสนุกไม่ถือตัวสักนิด”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก้าวรู้ไว้ตอนนี้เถอะค่ะว่าฉันเป็คนจริงจังกับทุกเื่ ไม่ว่าเื่งานหรือเื่ส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของฉันจะแบกแต่เื่หนักสมองเอาไว้นะคะฉันมีเวลาพักผ่อนมีเวลาสนุกสนานรื่นเริงเหมือนคนอื่นปกติ...แต่ฉันก็มีโลกส่วนตัวสูง”
น่าจะใช่...เขามองเห็นความจริงจังในคำพูดของหล่อน
แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามเมื่อคิดจะจีบเลอดาวแล้ว เขาก็จะเดินหน้าไม่มีถอย ดังนั้นเขาจะลองเลียบเคียงถามบางสิ่งที่ใคร่รู้แม้ว่ามันอาจจะตรงเกินไป
“จะเป็ไปได้ไหมครับถ้าผมอยากจะรู้จักคุณดาวในทุกแง่มุมที่คุณบอก”
หล่อนนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบเฉย มีรอยยิ้มขบขันปรากฏอยู่ตรงมุมปากพลางเอ่ยออกมาปนเสียงหัวเราะน้อยๆ
“อย่าบอกนะคะว่าคุณก้าวกำลังจะจีบฉัน”
เมื่อหล่อนพูดตรงเขาก็ตอบตรงบ้าง...ตรงอย่างที่เป็เขาคือไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ชอบความชัดเจน
“ผมชอบคุณดาวครับ...จะรังเกียจไหมถ้าผมจะจีบคุณ”
คราวนี้หล่อนยิ้มกว้างๆยกไม้ยกมือประกอบเหมือนไม่เชื่อ “อย่ามาล้อเล่นเถอะค่ะคุณก้าวไม่ได้อยู่ในสายตาฉันเลยนะ บอกตามตรงนะคะว่าฉันชอบผู้ชายที่โตกว่าหลายปีอย่างคุณก้าว ถ้าเดาไม่ผิดอายุน่าจะไม่เกินยี่สิบสองยี่สิบสามห่างจากฉันตั้งหลายปีแน่ะ”
“ผมยี่สิบห้าแล้วนะครับคุณดาวคะเนอายุของผมผิด”
“โอ๊ย! นั่นแหละค่ะ ถึงจะยี่สิบห้า แต่ก็ยังอ่อนกว่าฉันอยู่ดีตอนนี้ฉันใกล้จะยี่สิบเจ็ดอยู่รอมร่อแล้วนะ...อันที่จริงฉันไม่เคยคุยกับผู้ชายเื่อายุหรอกนะคะแต่กับคุณ ฉันคงจำเป็ต้องบอกไว้แต่เนิ่นๆจะได้ไม่เสียเวลาเปล่า”
เขารู้ว่านี่คือคำปฏิเสธอย่างนุ่มนวลจากหล่อนแต่เขาไม่มีทางยอมแพ้ต่อเื่กระจิริดเพียงแค่นี้หรอก
“ผมว่าอายุเป็เพียงตัวเลขเท่านั้นนะครับ”
หล่อนไหวไหล่ถอนหายใจนิดหน่อย “แต่ฉันถือนะคะ เพราะผู้หญิงน่ะแก่เร็วกว่าผู้ชายขืนฉันไปคบกับผู้ชายที่อายุน้อยกว่า เกิดฉันอายุสี่สิบเมื่อไหร่ตอนนั้นฉันไม่กลายเป็เลี้ยงต้อยหรือคะ”
“แต่ผมไม่ถือนะครับ”
เมื่อเขาดึงดันหล่อนก็เลยหักหาญไมตรีเขาด้วยเื่เกี่ยวกับใกล้รุ่งเื่ที่ทำให้น้ำท่วมปากเขาอยู่ไม่น้อย
“ถ้าอย่างนั้นฉันพูดตรงๆเลยแล้วกันนะคะในเมื่อคุณกล้าบอกว่าจะจีบฉัน...คุณก็จงเตรียมใจผิดหวังเอาไว้เถอะเพราะว่าแม่ของคุณไม่ถูกกับฉันเราสองคนทำธุรกิจประเภทเดียวกันและสินค้าของเราทั้งสองบริษัทต่างก็เป็คู่แข่งกันมาหลายปีแล้วที่สำคัญไปกว่านั้นฉันกับแม่ของคุณมีเื่บาดหมางที่มันกินใจกันอยู่ซึ่งคงไม่มีวันที่จะมาญาติดีต่อกันได้แน่”
“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าคุณดาวกับแม่ของผมมีปัญหาอะไรกันมาก่อนแต่ผมไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาพวกนั้นสักหน่อย...คุณก็คือคุณ...ส่วนแม่ผมก็คือแม่ของผม”
“คุณนี่เข้าใจยากจังนะคะในเมื่อแม่คุณเหมือนกับขมิ้นแล้วฉันเหมือนกับปูน...ยังไงมันก็ไม่มีทางเข้ากันได้แล้วคุณจะลำบากใจทีหลังเปล่าๆที่จะต้องทำตัวเป็คนกลางอย่าให้เกิดปัญหาเลยค่ะว่าคนหนึ่งก็แม่อีกคนก็เมีย ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้แบบนี้มีให้เห็นถมไปแล้วฉันก็ไม่อยากตกที่นั่งแบบนั้น”
“ผมเชื่อว่าตัวของผมจะสามารถทำให้คุณกับแม่ของผมเข้ากันได้”เขายังคงเถียงตามความเชื่อของตัวเอง
“แต่ฉันก็เชื่อว่าแม่ของคุณไม่มีทางยอมรับแล้วลงรอยให้ฉันแน่...กลับไปเถอะค่ะแล้วถ้าคุณไม่อยากปวดหัวในภายหลัง ก็อย่ามาตอแยกับฉันอีกเลยขอให้เราสองคนรู้จักกันผิวเผินเท่านั้นพอ”
เขาจ้องมองหล่อนไม่กะพริบตา...มองเห็นแววลึกล้ำประหลาดรู้สึกได้เองว่ามันมีความท้าทายซ่อนอยู่หลังถ้อยคำปฏิเสธนั้น การบอกปัดของหล่อนเป็เพียงแค่เกราะป้องกันภัยซึ่งเขามั่นใจว่าความจริงใจที่เขามีนั้นสามารถทลายกำแพงนั้นลงได้
“แค่คุณดาวให้โอกาส...ผมจะพิสูจน์ให้คุณดู”
คราวนี้ดวงตาหล่อนยิ้มไม่ต่างจากมุมปากที่ยกขึ้น...
“คุณนี่ก็ดื้อไม่เบา...แสดงว่าคุณยังไม่รู้จักฉันดีพอถ้าอย่างนั้นคุณจงรู้ไว้ตอนนี้เลยนะคะว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงโสดแต่ฉันเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วถึงสองครั้ง ฉันเป็ม่ายผัวทิ้งนะคะคุณอาจจะเคยได้ยินคนอื่นพูดเข้าหูมาบ้างก็ได้ว่าคนอย่างฉันต่อให้ใส่ตะกร้าล้างน้ำเท่าไหร่ก็ไม่มีทางสะอาดหมดจดได้เหมือนเดิม”
ดูเหมือนหล่อนจงใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเพื่อลองใจ...เขาคิดว่าอ่านใจหล่อนออก
“แล้วถ้าผมบอกคุณดาวว่าผมไม่ถือละครับ”
เขาลุกจากที่นั่งเดินตรงไปจนเกือบประชิดตัวหล่อนที่ยังคงยืนพิงขอบโต๊ะอยู่ในที่เดิมโดยไม่ได้คุกคามด้วยกิริยาแต่ใช้สายตาเป็สื่อในการแสดงออก ถ้าหล่อนอ่านใจเขาได้ก็จะเห็นว่าตอนนี้เขากำลังมองหล่อนด้วยแววตาของผู้ชายคนหนึ่งที่พร้อมจะเล่นกับไฟ
ถ้าหล่อนเป็ไฟ...เขาก็พร้อมจะเป็น้ำมัน!
//////////////////////////////////////