บทที่ 4
จากนี้ไปฉันคือเธอ
“แล้วเ้าล่ะ อีกไม่กี่อึดใจก็จะสิ้นอายุไขอยู่แล้วจะยอมแลกชะตากับนางแล้วอยู่ที่นี่ไปอีกหลายร้อยปีงั้นรึ”
“เอ่อ เปล่าค่ะ อันที่จริงแล้วฉันอยากจะขอร้องท่านผู้คุมสูงสุดอีกหนึ่งเื่ค่ะ”
เลี่ยงซูสูดลมหายใจเข้าเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพูดสิ่งที่คิดมาดีแล้วออกไปอย่างที่ได้ตั้งใจไว้
“ฉันจะขอกลับไปเกิดใหม่ในร่างของหยางฮุ่ยเจียงค่ะ ขอกลับไปแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดและสะสางความแค้นกับตระกูลสุ่ย”
“เ้า! เ้าว่าอย่างไรนะ นี่เ้ายอมแลกอายุขัยของตัวเองเพราะอยากสะสางความแค้นกับตระกูลสุ่ยอย่างนั้นรึ”
“ค่ะ ฉันเต็มใจ และเลี่ยงซูเชื่อว่าความดีที่ได้สั่งสมมาั้แ่ตอนเป็มนุษย์จะมากพอให้ท่านผู้คุมเมตตาฉันค่ะ”
ดวงิญญาของหญิงสาวอดีตนักแม่นปืนทีมชาติฉายแววตาเด็ดเดี่ยวจนฮุ่ยเจียงเองที่ยืนอยู่ข้างกันก็อดจะขนลุกกับความมุ่งมั่นของเพื่อนตัวเองไม่ได้
ผู้คุมสูงสุดถึงกับนิ่งไป ชายชราใช้ความคิดอย่างหนักกับสิ่งที่ดวงิญญาของหญิงสาวทั้งสองร้องขอ หากเขาคิดถึงกฎเกณฑ์์หลายพันข้อแล้วมันก็ไม่ได้ผิดอะไรหากว่าเป็ความสมัครใจของทั้งคู่
อีกอย่างเมื่อลองชั่งความดีของทั้งคู่แล้วจะขออุทรณ์ไปเกิดในอีกสิบวันก็ย่อมได้ เพราะถือได้ว่าเป็ดวงิญญาชั้นดี
แต่ทั้งสองกลับไม่ขอแบบนั้น เขาที่มีหน้าที่แค่ดูแลที่แห่งนี้ และอำนวยความสะดวกให้กับิญญาทั้งหลายจะขัดอะไรได้
และที่สำคัญ เหตุการณ์นี้เขารู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเป็เื่จริงและเกิดตอนที่เขาเป็ผู้คุมสูงสุดอยู่ที่นี่ ที่เขาบอกกันว่าสองสตรีต่างยุคจะแลกชะตาในโลกหลังความตาย!
เลี่ยงซูกับฮุ่ยเจียงกุมมือกันแน่นจนเหงื่อซึม หัวใจของทั้งสองคนเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น ขณะเดียวกันดวงตาสองคู่ก็มองไปยังผู้คุมสูงสุดที่กำลังนั่งใช้ความคิดด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
หยางฮุ่ยเจียงนั้นรู้ตัวเองดีว่า ตัวนางมีนิสัยที่เต็มไปด้วยความขลาดมาแต่ไหนแต่ไร หากจะต้องสู้กับคนตระกูลสุ่ยแล้วคงไม่มีวันทำได้อย่างแน่นอน และในขณะเดียวกันก็ยังมีความรู้สึกผิดต่อท่านพ่อที่ต้องตรอมใจตายไม่เสื่อมคลาย
เมื่อได้เจอกับเลี่ยงซูและทำความรู้จักกันมาสักพัก
ดวงิญญาของคุณหนูสกุลหยางจึงเชื่อมั่นในตัวของเลี่ยงซูเป็อย่างมาก หากเป็คนเด็ดเดี่ยวเยี่ยงเลี่ยงซูแล้วการเอาคืนตระกูลสุ่ยต้องมีความเป็ไปได้อย่างแน่นอน
นี่จึงเป็เหตุผลที่หยางฮุ่ยเจียงยินยอมที่จะแลกด้ายแดงกับนางด้วยความเต็มใจ
ในเวลาไม่กี่อึดใจ ผู้คุมสูงสุดแห่งโลกหลังความตายก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียดทำเอาเลี่ยงซูและฮุ่ยเจียงสะดุ้งตัวเบา ๆ ด้วยความใ
“เฮ้อ เอาล่ะ ก็ได้ ข้ายอมให้พวกเ้าแลกด้ายแดงกันก็ได้”
“เย้ จริงนะคะ ขอบคุณค่ะท่านผู้คุม”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
เลี่ยงซูยิ้มกว้างะโโลดเต้นดีใจต่างจากฮุ่ยเจียงซึ่งอยู่ในชุดเ้าสาวยกยิ้มจางก่อนจะโค้งให้กับชายชราตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“เอาล่ะ ทีนี้เ้าจงฟังให้ดีแม่นางเลี่ยงซู เ้าจะได้ไปเกิดในร่างของแม่นางฮุ่ยเจียงใน่เวลาก่อนพิธีปักปิ่นหนึ่งสัปดาห์ ความทรงจำของเ้าจะยังคงอยู่ แต่ความทรงจำของแม่นางฮุ่ยเจียงนั้นจะมีถึงแค่อายุตอนนั้นเท่านั้น และเ้ามีหน้าที่สร้างความทรงจำใหม่ด้วยตัวเองว่าอย่างไร เ้ารับได้หรือไม่”
ผู้คุมสูงสุดถามเลี่ยงซูอีกครั้ง ดวงตาของชายชราจ้องหน้าหญิงสาวเขม็งเพื่อมองหาความลังเลในนั้น แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อหญิงสาวกลับมีเพียงความมุ่งมั่นให้เห็น
“ได้ค่ะ ฉันยอมทุกอย่าง และฉันจะใช้ชีวิตของฮุ่ยเจียงให้คุ้มค่าที่สุดด้วยค่ะ”
“เลี่ยงซู”
ฮุ่ยเจียงครางออกมาเสียงเครือด้วยความซาบซึ้งใจระคนรู้สึกผิดต่อตัวเองที่ตอนนั้นเธอกลับไม่คิดสู้เพื่อเอาชีวิตรอดทั้ง ๆ ที่ยังมีหนทาง ทำให้คนข้างกายรีบหันมาคว้ามือฮุ่ยเจียงกุมไว้อย่างปลอบโยน
“เชื่อฉันนะฮุ่ยเจียง เธอต้องเลิกรู้สึกผิดกับตัวเอง จากนี้ไปเราสองคนไม่ได้มีติดค้างอะไรกันแล้ว ขอบคุณมาก ๆ นะที่ยอมแลกด้ายแดงกับฉัน”
“ขอบคุณเ้าเช่นกันนะเลี่ยงซู แล้วข้าก็ขออวยพรให้เ้าโชคดีเช่นกัน”
ดวงิญญาหญิงสาวต่างยุคทั้งสองส่งยิ้มให้กันและกันอย่างจริงใจ ก่อนที่จะหันกลับมาหาท่านผู้คุมสูงสุดที่กำลังลอยตัวลงมาจากบัลลังก์เมฆพร้อมกับคฑาในมือ
ชายชราเดินตรงมายังร่างโปร่งแสงของดวงิญญาทั้งคู่ แล้วท่องบริกรรมคาถาบางอย่างพร้อมกับวาดคฑาในมือเป็วงกลม
จู่ ๆ ด้ายแดงจากข้อมือซ้ายของฮุ่ยเจียงและเลี่ยงซูก็ค่อย ๆ หลุดลอยออกมาอยู่ตรงหน้าทั้งสามพร้อมกันนั้นก็มีแสงสีทองเรืองรองออกมาจนทั้งห้องสว่างไสว
ผู้คุมสูงสุดวาดคฑาในมือไปมาอีกไม่กี่ครั้ง ด้ายแดงของทั้งคู่ก็สลับเข้าไปผูกอยู่ที่ข้อมือของอีกฝ่ายเป็ที่เรียบร้อย ให้ความรู้สึกอุ่นวาบไปที่หัวใจของทั้งสองอย่างประหลาด
“ตามข้ามา”