ความโกลาหลวุ่นวายบนเรือดำเนินถึงขีดสุด เสียงร่ำร้องอึกทึกของผู้โดยสารดังระงมไปทั่ว ในความมืดมิดของราตรีกาล กลางแม่น้ำใหญ่เช่นนี้จะรักษาชีวิตรอดได้หรือไม่ ... มิมีผู้ใดรับประกัน ... เรือสำเภาลำใหญ่ค่อยๆ กินน้ำลึกลง ลำเรือเอียงกระเท่เร่ไปด้านขวา ตลิ่งด้านที่อยู่ใกล้สุดห่างจากลำเรือถึงยี่สิบกว่าวา
น้ำทะลักขึ้นมาถึงชั้นสองแล้ว ผู้คนทั้งหมดต่างกรูขึ้นมาอยู่บนดาดฟ้าของเรือ
.. ตู้มมมมม !!! .. ตู้มมมมมม !!! .. ตู้มมมมมม !!! ผู้โดยสารกระโดดลงน้ำหนีตายกันจ้าละหวั่น
ยังดีมีกองสินค้าเป็นลูกมะพร้าวกองใหญ่สุมอยู่ ผู้คนต่างหยิบฉวยใช้เป็นสิ่งพยุงตัวให้ลอยบนผิวน้ำ
ฤทธิเดชหนุ่มหัวเกรียนกล่าวว่า “สาลี่ .. เจ้ากระโดดลงไปก่อน นำห่อข้าวของมาไว้ที่ข้านี่ ...”
เป็นฤทธิเดชกล่าวกับ ‘สาลี่’ หญิงคนรักที่หนีตามมาด้วยกัน ในความชุลมุนพวกมันวิ่งขึ้นมาด้านบน เหล่ายอดยุทธ์ที่จับตัวพวกมันไว้ก็ไม่ได้มาสนใจพวกมันอีก
สาลี่ส่งห่อผ้าให้แล้วกอดลูกมะพร้าวไว้จนแน่น นางกล่าวอย่างตระหนก “พี่เดช !!! ข้ากลัว ... ข้ากลัวเหลือเกิน ...”
ฤทธิเดชกล่าว “มิต้องกลัวดอกหนายอดรักของพี่ ... ตลิ่งอยู่มิไกลนัก ... ประเดี๋ยวเราว่ายน้ำขึ้นไปด้วยกัน ...”
สาลี่ยืนอยู่ริมกราบเรือกล่าวเสียงสั่น “ข้ามิกล้า ... ข้ากลัว ... ท่านพี่ ...”
ฤทธิเดชกล่าวเร่ง “กระโดดเถอะหนา ... ประเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์...”
.. ตู้มมมมม !!! .. ตู้มมมมมม !!! ผู้โดยสารคนอื่นๆ กระโดดลงน้ำหนีตายอย่างต่อเนื่อง
สาลี่ตัวสั่นงันงก กล่าวตอบ “ข้ามิกล้า ... ข้ากลัว ... ใยเราไม่กระโดดลงพร้อมกัน ...” นางยืนจ้องผืนน้ำอันดำมืด ไม่มีความกล้าพอที่จะกระโดดลงไป
ฤทธิเดชกล่าว “เจ้ากระโดดลงไปก่อน แล้วข้าจะตามลงไป”
สาลี่แทบร้องไห้ออกมา “ข้ามิกล้า ... ข้ากลัว ...”
ฤทธิเดชกล่าว “กระโดดโดยเร็ว ... เรือจะจบแล้ว ...”
สาลี่ตั้งท่าจะกระโจน แต่นางเปลี่ยนใจ “ข้ามิกล้า ... ข้ามิกล้า ...” นางไม่สามารถก้าวเท้าออกได้ เอาแต่ส่ายหน้าหลับตาปี๋
ฤทธิเดชเริ่มโมโห กล่าวเสียงดัง “บอกให้โดดก็โดดสิ !!! .. อีชะนีน้อย !!!”
พลักกกก !!! มันใช้เท้าถีบส่งสาลี่อย่างแรง จนตัวนางปลิวกระเด็นไป
“ว๊ายยยยย ...” ... ตู้มมมม !!! สาลี่ตัวลอยล่องตกลงในแม่น้ำ ในความมืดดำของลำน้ำนางกอดมะพร้าวพยุงตัว ตะเกียกตะกายว่ายน้ำรักษาชีวิตไว้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... ว่ายน้ำไป ... ว่ายน้ำไป ...” เสียงฤทธิเดชหัวเราะอย่างยินดี
“ได้ทองมาหรือไม่?” บุรุษอีกผู้หนึ่งที่มาด้วยกันเข้ามากล่าวถาม
“อยู่ในถุงผ้านี้ !!! หนักยิ่งนัก !!! ฮ่า ฮ่า ...” ฤทธิเดชตรวจสอบถุงผ้าพบทองจำนวนมาก นั่นเป็นสมบัติของสาลี่ที่นำออกมาจากบ้าน
“ฮ่า ฮ่า ... สตรีน่าโง่ !!! พวกเรารีบไปกัน ... เรือจะล่มจริงแล้ว ...” บุรุษผู้นั้นกล่าว
พวกมันทั้งสองกระโดดลงจากอีกฟากหนึ่งของลำเรือ ทิ้งสาวน้อยสาลี่ให้ผจญชะตากรรมโดยลำพัง
ขณะเดียวกันสตรีปักษาวารีกระโจนตัวขึ้นไปบนเสากระโดงเรือ นั่นเป็นจุดสูงสุดของเรือลำนี้ สามารถสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ ได้โดยรอบ พบเห็นผู้คนต่างกระโดดลงแม่น้ำกระจัดกระจายอยู่โดยทั่ว
“บัดซบ !!!” นางอุทาน ผู้คนมากมายแยกไม่ออกว่าผู้ใดเป็นผู้ใด
สตรีปักษาวารีหยิบศิลาส่องปักษาขึ้นมา พบเห็นหนึ่งในแปดแฉกของรูปดวงดาวภายในศิลาส่องแสงแวววาว ศิลามนตราบอกทิศทางของดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ว่าตอนนี้อยู่ทางทิศเหนือ
นางใช้จักษุปราณเพ่งมองตาม ในความมืดสนิทพบเห็นจุดดำจุดหนึ่งอยู่ไกลลิบ มันกำลังเลี้ยวผ่านคุ้งน้ำหายไป
สตรีปักษาวารีตะโกนสั่งยอดยุทธ์ที่ติดตามมา “นำเรือเร็วออกโดยด่วน ... พวกมันหนีไปแล้ว ...”
แล้วจึงกระโดดเหินลงมา เลขาวิหคสวรรค์และบุรินทร์จึงเข้ามาสมทบ มียอดยุทธ์ผู้ติดตามผู้หนึ่งรีบเร่งวิ่งเข้ามา
ยอดยุทธ์ผู้นั้นกล่าว “รายงานท่านผู้เฒ่า ... เรือสูญหายไปหนึ่งลำ อีกสองลำถูกเจาะทำลาย ใช้การไม่ได้ขอรับ ...”
สตรีปักษาวารีขบฟันด้วยโทสะ “กร๊อดดดด ... ไอ้เกรียนบรรลัย ...” .. พวกมันจากไปไกลลิบแล้ว ...
อุทัย ญานินดา เจ้าธรรม และราชิตโดยสารอยู่บนเรือเร็วลักษณะแคบยาว เป็นเรือของสำนักธาราเทพหนึ่งในสามลำที่เพิ่งติดตามมาถึง เรือแล่นทวนกระแสน้ำมุ่งหน้าขึ้นเหนือ เป็นราชิตและอุทัยใช้พลังปราณตบฟาดพื้นน้ำเร่งความเร็วของลำเรือ เรือแล่นด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อคล้ายดังลูกธนูผ่าเกลียวคลื่นอยู่บนผิวน้ำดอกหนึ่ง
ตามแผนของอุทัยและราชิต หากพวกมันไม่สามารถตบตาศัตรูผู้ที่ติดตามมา หนทางหลบหนีคือต้องจมเรือสำเภาลำนั้น สร้างความปั่นป่วนจนถึงที่สุดแล้วค่อยหาหนทางหลบหนีออกมา
ราชิตคอยดูแลเจ้าธรรมและญานินดา ส่วนอุทัยทำการเจาะทำลายท้องเรือสำเภา แล้วจึงหลบหนีโดยขโมยเรือเร็วที่ผูกพ่วงไว้ด้านข้างนั้น
เพียงเวลาชั่วครู่เรือน้อยแล่นทวนน้ำทิ้งห่างออกไปกว่ายี่สิบเส้น เรือเชิดหัวกระแทกคลื่นแม่น้ำลอยล่องอยู่เหนือผืนน้ำแล้วจึงทิ้งตัวลงมา ... ตูมมมม ...
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สนุกจริงโว้ยยยยย ... ฮู่วววววว ...” เสียงของเจ้าธรรมดังมาจากหัวเรือ
“ว๊ายยยยย คิ คิ คิ ...” ญานินดาส่งเสียงร้องด้วยความสนุกตื่นเต้น
.. ตูมมมมมม .. ตูมมมมมม ... เรือน้อยฝ่าเกลียวคลื่นของลำน้ำ กระแทกเหินลอยแล้วตกลงเป็นเช่นนี้ตลอดการหลบหนี สร้างความปรีดาให้กับเจ้าธรรมและญานินดาอย่างยิ่ง
แต่ผู้ที่ยังมีสีหน้าเคร่งเครียดคืออุทัยและราชิต มันทั้งคู่ใช้พลังปราณตบฟาดฝืนน้ำบังคับทิศทางและเร่งความเร็วของลำเรืออย่างต่อเนื่อง ในความอื้ออึงของลมแม่น้ำที่โหมปะทะ
“เร่งให้เร็วขึ้นอีก ... ยังไกลไม่พอ นางพบเจอพวกเราแล้ว ...” เสียงของราชิตร้องบอก
.. เปรี๊ยงงงง .. เปรี๊ยงงงง ... ราชิตใช้พลังปราณตบฟาดผืนน้ำเร่งความเร็วของลำเรือ
จริงดังราชิตบอก พวกมันยังอยู่ไม่ไกลพอ อุทัยมองกลับไปยังทิศทางของเรือสำเภาที่มันจากมา
ที่เรือสำเภาเกิดแรงอากาศกดทับทะมึน สตรีปักษาวารีหน้าถมึงทึง เป็นความงามสุดสะพรึงน่ากลัวยิ่ง พลังปราณแกร่งกร้าวแผ่กระจายออกจากร่าง บุรินทร์และเลขาวิหคสวรรค์ไม่สามารถต้านทานพลังได้ต่างถอยออกห่างอย่างรวดเร็ว
พลังปราณสีฟ้าหม่นครอบคลุมร่างของสตรีปักษาวารีไว้ สองแขนขยับยึกยักปรากฏวงแสงสว่างวูบวาวอยู่ที่มือ นางนำสองมือประกบกันจนวงแสงสะสมพลังสว่างเจิดจ้า แล้วจึงผลักดันพลังปราณออกไปอย่างสุดแรง
.. ปักษาวารีพิฆาต !!!
วงแสงปราณพุ่งสู่อากาศมองเห็นเป็นรูปวิหคสยายปีก วิหคปราณโผบินฉวัดเฉวียนขึ้นสู้ท้องฟ้าสูงนับสิบวา เสียงสตรีปักษาวารีดังกึกก้อง
“ไอ้เกรียนน้อย ... มอบชีวิตของเจ้าให้แก่ข้า !!!”
ปราณวิหคสีฟ้าหม่นหยุดสยายกระพือปีกอยู่กึ่งกลางอากาศแล้วจึงทิ้งกายดิ่งลงแม่น้ำใหญ่
.. ตู้มมมมม !!! สายน้ำซ่านกระเซ็น
พลังปราณธาตุวารีรูปวิหคดิ่งลงแม่น้ำยิ่งเพิ่มพูนพลังธาตุ พลังสุดรุนแรงพุ่งดิ่งไปยังทิศทางของเรือน้อย มองเห็นเป็นปราณเรืองแสงสีฟ้าวิ่งเป็นสายอยู่ภายใต้สายน้ำดำสนิท
พลังกดดันมหาศาลกำลังพุ่งแหวกทวนกระแสน้ำเข้าหา ความรู้สึกดังอสุรกายยักษ์ใต้น้ำติดตามเหยื่อน้อยที่ไร้หนทางหลบหนี
อุทัยคิ้วขวากระตุก ... เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของแสงสีฟ้าใต้ผืนน้ำ ... เรือลำที่พวกมันใช้หลบหนีกลายเป็นเชื่องช้าไป ... มันตรงเข้ามาแล้ว ...
.. สิบห้าวา ... คือระยะห่างระหว่างเรือน้อยและกระแสปราณพิฆาตใต้น้ำ
“มันคือตัวอะไร !!! รวดเร็วยิ่งนัก !!!” อุทัยอุทาน
“ปราณพิฆาต !!!” เสียงของราชิต
.. เปรี๊ยงงงงง !!! อุทัยฟาดฝ่ามือลงพื้นน้ำเร่งความเร็วของลำเรือขึ้นอีก
.. สิบวา ... เพียงอึดใจเดียวเท่านั้นระยะห่างถูกย่นเข้ามาอีก
“มันมาแล้ว !!!” ราชิตร้องบอก
“อะไรมา ???” เจ้าธรรมร้องถาม มันยังสัมผัสไม่ได้ถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึง
.. เปรี๊ยงงง !!! .. เปรี๊ยงงง !!! ราชิตปล่อยพลังบังคับเรือฉวัดเฉวียนเป็นเส้นโค้งซ้ายทีขวาที กระแสปราณพิฆาตดังมีดวงตามองเห็นติดตามลดเลี้ยวมาอย่างแม่นยำ
.. ห้าวา ... ไม่ทันการแล้ว มันมาแล้ว
.. ตู้มมมมม !!! กระแสปราณพิฆาตรูปวิหคพุ่งขึ้นมาเหนือน้ำ วิหคปราณสีฟ้าหม่นสยายปีกบินอยู่กลางอากาศ กำลังพุ่งตรงมาหาเรือน้อย
.. แกว๊ซซซซซซ !!!
จากหนึ่งวิหคปราณตัวใหญ่ยักษ์ มันแบ่งร่างออกเป็นวิหคปราณสามตัว พุ่งเข้าหาเรือน้อยครอบคลุมทิศทางที่แตกต่างกัน
“อ๊ากกกก ตัวอัลไนเนี๊ยะ !!!” เจ้าธรรมหันกลับมาถึงกับร้องเสียงหลง
“วิหคสีฟ้า !!!” ญานินดาตื่นตะลึงกับปราณวิหคที่เบื้องหลัง
“มาแล้ว !!! ทุกคนเตรียมตัว !!!” อุทัยร้องบอก
วิหคปราณวารีธาตุทั้งสามตัว ส่งแสงสีฟ้าหม่นพุ่งเข้าหาเรือน้อยจากเบื้องบน เหลือระยะห่างเพียงสาววา พลังกดดันทำน้ำบนแม่น้ำแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง
.. แกว๊ซซซซซซ !!! .. แกว๊ซซซซซซ !!! ..แกว๊ซซซซซซ !!! เสียงวิหคคำรน
.. ทันใดนั้น !!!
เกิดประกายแสงสีน้ำเงินสดใสสว่างวาบแผ่ออกเป็นวงกว้าง
.. มนตราเยือกแข็งพิสุทธิ์ !!!
ราชิตยืนกางแขนจังก้าอยู่ท้ายเรือ ปล่อยมนตราเพื่อแช่แข็งวิหคปราณทั้งสามตัว อุณหภูมิโดยรอบพลันลดหวบ !!!
.. แกร๊กกก ... แกร๊กกก ... แกร๊กกก ... แกร๊กกก ... แกร๊กกก ...
พลังปราณพิฆาตถูกสร้างจากธาตุวารี กำลังถูกผนึกด้วยมนตราเยือกแข็ง วิหคปราณกว่าห้าส่วนแปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งแล้ว
.. แกว๊ซซซซซซ !!! แกว๊ซซซซซซ !!! แกว๊ซซซซซซ !!! วิหคปราณต่อสู้ดิ้นรน
ราชิตเพิ่มพลังปราณเข้ากดดันจนแสงสีน้ำเงินพิสุทธิ์สว่างเจิดจ้า วิหคปราณถูกแช่แข็งเพิ่มเป็นแปดส่วน แต่ยังพุ่งตรงเข้ามาไม่ยอมหยุด ต้องการสังหารทั้งหมดให้ดับสูญ
อุทัยเคลื่อนไหวแล้ว !!!
ร่างของอุทัยพลันไหววาบวูบ มันกระโดดขึ้นกลางอากาศ ทุกคนบนเรือมองเห็นอุทัยแยกเป็นสามคน
.. อสูรแยกกายา !!!
ปรากฏอุทัยเหมือนกันสามร่างลอยพุ่งเข้าหาวิหคปราณพิฆาตทั้งสามตัว แขนของมันก่อเกิดยันต์อักขระสีทองอร่ามส่องสว่าง
.. อรุณโรจน์เปิดฟ้า !!!
อุทัยทั้งสามร่างปล่อยหมัดสุดรุนแรงเข้าใส่วิหคปราณทั้งสาม เกิดรอยฉีกขาดของกระแสมิติออกโดยรอบ
.. เปรี๊ยงงง !!! .. เปรี๊ยงงง !!! ..เปรี๊ยงงง !!!
บนรัศมีปราณมนตราสีน้ำเงินกลางผืนน้ำ พลังปราณสีทองเจิดจรัสระเบิดออกสามจุด พลังกร้าวแกร่งกระแทกจนปราณวิหคปราณสั่นสะท้าน
“!!!” ราชิตผู้อยู่ใกล้สุดถึงกับตกตะลึง อุทัยบรรลุระดับ ‘มหาปราณ’ ตั้งแต่เมื่อใด พลังของอุทัยที่ปล่อยออกนั้นยังรุนแรงเกินกว่าความเข้าใจของมัน
“ไม่ถูกต้อง!!!” สตรีปักษาวารีสัมผัสกระแสพลังผ่านพลังจิต ปราณยุทธ์เพียงแค่ระดับ ‘มหาปราณ’ แต่สามารถปลดปล่อยพลังมีอานุภาพไพศาลจนทำให้กระแสมิติถึงกับฉีกขาด
.. บรึ๊มมมม !!! .. บรึ๊มมมม !!! .. บรึ๊มมมม !!!
วิหคปราณทั้งสามตัวปลิดปลิวแล้วระเบิดออกอย่างรุนแรง กลายเป็นน้ำแข็งก้อนเล็กก้อนน้อยปลิวกระจายทั่วกลางอากาศ
ร่างกายของอุทัยรวมกลับเป็นหนึ่งมาหยุดยืนอยู่บนลำเรือเช่นเดิม มันเองก็ยังแตกตื่นกับระดับพลังในระดับนี้ของมัน ปราณวิหคพิฆาตทั้งสามตัวเหลือเพียงเกล็ดน้ำแข็งส่องแสงสีฟ้าปลิดปลิวล่องลอย
“อ่าาาา งดงามยิ่ง ...” ญานินดาร้อง นางมองเห็นภาพงดงาม ดังม่านหมอกน้ำแข็งสีฟ้าทอแสงระยิบระยับลอยอยู่กลางแม่น้ำมืดดำ
มองจากเรือสำเภาที่บริเวณความสูงระดับยอดไม้ บนโค้งน้ำเบื้องหน้าปรากฏเป็นละอองผืนสีฟ้าส่งแสงวิบวับดังเกล็ดน้ำแข็งลอยอยู่โดยทั่ว
“เป็นไปไม่ได้ !!! เป็นไปไม่ได้ !!!” สตรีปักษาวารีถึงกับตื่นตะลึง ปักษาวารีพิฆาตของมันถูกศัตรูทำลายได้อย่างง่ายดาย พลังปราณสังหารถูกสลายจนป่นปี้กระทบถึงพลังจิตของนาง ปรากฏเลือดสีดำไหลย้อยลงจากจมูก
“ท่านผู้เฒ่า !!! เกิดอันใดขึ้น ...” เลขาวิหคสวรรค์อุทาน
“หึ หึ ... ไม่เลว ... ไม่เลว ... ทั้งจอมเวทมนตราพิสุทธิ์ และเจ้าเกรียนนั้น ... ไม่เลว ...” สตรีปักษากล่าวชมคู่มือทั้งสอง
และอีกหนึ่งที่ทำให้นางวิญญาณสั่นสะท้านคือสาวน้อยบนเรืออีกนางหนึ่ง.. นางคือใครกัน ???
บุรินทร์ร้องถาม “ติดตามต่อหรือไม่!!!”
เลขาวิหคสวรรค์ร้องถาม “ท่านผู้เฒ่า ...!!!”
สตรีปักษาวารีส่งสัญญาณให้เลขาวิหคสวรรค์หยุดพูดก่อน พร้อมนำศิลาส่องปักษาขึ้นมาดู นางยืนนิ่งคิ้วขมวดกำลังใช้ความคิด ทั้งหมดหยุดยืนอยู่บนเรือสำเภาที่ตะแคงเกยตื้นนิ่งสงบอยู่ริมตลิ่ง
คราวนี้อุทัยและพวกหลบหนีได้อย่างเฉียดฉิว ... แต่กรรมดีย่อมส่งเสริมผู้ทำกรรมดีฉันใด กรรมชั่วย่อมสนองผู้ทำกรรมชั่วฉันนั้น .. น้ำแข็งจากการระเบิดของปราณพิฆาตจำนวนหนึ่งได้เจาะเรือน้อยของมันจนเป็นรูหลายสิบรู ... น้ำกำลังทะลักเข้ามาภายใน ... เรือน้อยของพวกมันถูกเจาะคืนบ้างแล้ว ... ไม่รู้จะแล่นได้อีกนานเท่าไร ... ฮ่า ฮ่า