เทพอสูรกลืนตะวัน

    บทที่ 23 : ก้าวข้ามทุกสรรพสิ่ง การมาของสำนักสวรรค์เร้นลับ

    เจียงเฉินสัมผัสได้ถึงปราณจำนวนมหาศาลที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของตัวเอง ในตอนนี้ระดับของเจียงเฉินกำลังเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั้ง




    ก่อตั้ง ขั้น 6



    ก่อตั้ง ขั้น 6 ขั้นสูงสุด



    ก่อตั้ง ขั้น 7



    ก่อตั้ง ขั้น 8 ขั้นต้น



    ก่อตั้ง ขั้น 9 ขั้นสูงสุด



    เมื่อผลของเม็ดยาโลหิตนภาหมดลงประกายแสงสีเขียวจากร่างกายของเจียงเฉินก็จางหายไปและระดับของเจียงเฉินหยุดอยู่ที่ปราณก่อตั้ง ขั้น 9 ขั้นสูงสุดเจียงเฉินตกใจเล็กน้อยเพราะตัวเขาไม่คิดว่าเม็ดยาโลหิตนภาเพียงเม็ดเดียวจะทำให้เขาพันฒนาไปมากขนาดนี้ 



    เจียงเฉินสัมผัสได้ถึงพลังที่เพิ่มมากขึ้นและร่างกายของตัวเองเบาขึ้นเกิดจากผลของการชำระล้างของเม็ดยา แถมผิวพรรณของเจียงเฉินก็ยังขาวใสและเนียนนุ่มราวกับผิวของหญิงสาวอีกด้วย



    ''ความแข็งแกร่งของข้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่คิดเลยว่าเม็ดยาเพียงเม็ดเดียวจะมีผลถึงเพียงนี้ ข้าอยากจะรู้นักใครกันที่เป็นคนคิดค้นสูตรยาเหล่านี้''



    เจียงเฉินตัดสินใจจะไม่ทานเม็ดยาโลหิตนภาที่เหลืออีกหนึ่งเม็ดเพราะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนเกินไปจะทำให้พื้นฐานเสียสมดุลและพังทลายลงตัวของเจียงเฉินจึงคิดจะฝึกฝนตัวเองเพื่อปรับสมดุลและควบคุมพลังให้ได้อย่างดีเสียก่อน ก่อนที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับปราณปฐพี เจียงเฉินนั้นไม่คิดจะเร่งรีบนักเพราะยังไงเขาก็มีเวลาอยู่เหลือเฟือภายในดินแดนพฤกษาอมตะแห่งนี้



    เจียงเฉินเดินออกจากห้องปรุงยาและไปที่สวนพร้อมกับฝึกทักษะพื้นฐานพร้อมกับโตจรเคล็ดดาราจักรสวรรค์ไปพร้อม ๆ กันเจียงเฉินทำแบบนี้อยู่ราว3เดือนจากนั้นเขาก็หันมาฝึกฝนทักษะอื่น ๆ เพื่อให้คุ้นเคยกับพลังของตัวเอง ในตอนแรกเจียงเฉินคิดจะไปทดสอบพลังที่ภูเขาด้านหลังสวนสมุนไพรของตระกูลแต่เจียงเฉินก็ทิ้งความคิดนั้นไปและหันไปหาหินก้อนใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของสวนแทน



    เพราะก่อนหน้านี้เจียงเฉินได้รู้ว่าก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังสวนนั้นเป็นก้อนที่ไว้สำหรับทดสอบพลังเจียงเฉินได้รู้เรื่องนี้หลังจากที่อ่านหนังสือภายในหอตำราในตอนแรกเจียงเฉินก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่แต่เขาก็สังเกตุเห็นว่าด้านหลังของก้อนหินนั้นมีอักขระโบราณที่ซับซ้อนถูกสลักเอาไว้ด้วยทำให้เจียงเฉินลองทดสอบมันดูและเขาก็พบว่ามันเป็นความจริง



    เจียงเฉินมาหยุดอยู่ตรงหน้าก้อนหินทดสอบ เจียงเฉินง้างกำปั้นของตัวเองพร้อมกับชกใส่ก้อนหินอย่างรุนแรง



    ตูม !



    แรงปะทะจากหมัดของเจียงเฉินกับก้อนหินส่งเสียงดังไปทั่วทั้งสวน เจียงเฉินถอนฝ่ามือออกมาและจ้องมองไปที่ด้านหน้าของก้อนหินไม่นานนักหน้าของก้อนหินก็เปลี่ยนไปตัวอักษรโบราณสีเขียวปรากฏขึ้นมาช้า ๆ เมื่อเจียงเฉินเห็นเขาก็ยิ้มออกมาทันที



    ''3หมื่นจินงั้นเหรอ ? พลังของข้าก้าวหน้าเกินกว่าเหล่าผู้บ่มเพาะระดับก่อตั้ง ขั้น9 ทั่วไป ๆ มากเลยทีเดียว''



    เจียงเฉินชกไปที่ก้อนหินอีกครั้งแต่คราวนี้เขาโคจรปราณดาราสวรรค์เข้าไปด้วย 



    ตูม !!



    เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเกิดขึ้นอีกครั้งที่สวน และบนหน้าของก้อนหินทดสอบก็ปรากฏตัวอักษรขึ้นอีกครั้ง



    'คราวนี้ 1แสน5หมื่นจินงั้นเหรอปราณดาราจักรเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ สามารถเพิ่มพลังการโจมตีของข้าได้อีก 5เท่า ข้าสามารถฆ่าผู้ที่อยู่ในระดับปฐพีได้ง่ายดายอย่างกับปลอกกล้วยเลยทีเดียว แต่ถึงมันจะเป็นสิ่งที่ดีแต่การที่จะให้คนอื่นเห็นมันก็เป็นสิ่งที่แย่เช่นกันไม่ใช่นั้นคนอื่นอาจจะกล่าวหาว่าข้ามีทักษะบ่มเพาะของพวกลัทธิมารก็เป็นได้'



    เจียงเฉินตัดสินใจจะไม่ใช้ปราณดาราจักรสวรรค์หากไม่จำเป็นในตอนนี้เจียงเฉินรู้สึกแปลก ๆ กับตัวเองที่เขานั้นสามารถฝึกฝนทักษะที่เป็นอันตรายได้ง่ายดายกว่าคนเท่าไปมากนักยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ทักษะเคล็ดทลายเซียน ที่มีพลังทำลายมากมายเสียจนเจียงเฉินเองก็ยังกลัวที่จะใช้มันแต่เขากลับสามารถเรียนรู้มันได้อย่างรวดเร็วทั้งที่มันเต็มไปด้วยความซับซ้อน หรืออย่างเคล็ดบ่มเพาะดาราจักรสวรรค์ที่เต็มไปด้วยภาษาโบราณแต่เขาก็กลับอ่านมันออกและเข้าใจมันได้อย่างง่ายดาย



    เจียงเฉินเคยคิดว่ามันเป็นเพราะศิลาพฤกษาที่อยู่ภายในตัวของเขาที่สามารถทำให้เขามีความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายและถ้าหากมันเป็นเรื่องจริงเจ้าศิลาพฤกษานี่ก็เป็นสมบัติที่ไม่สามารถประเมินค่าได้เลย 



    เจียงเฉินเลิกคิดเรื่องนี้และออกจากดินแดนพฤกษาเขาคิดว่าจะพักผ่อนสักวันหรือสองวันเพื่อให้ร่างกายของเขาผ่อนคลายก่อนจะทะลวงเข้าสู่ขั้นปฐพีเขาใช้เวลาว่างจากการพักผ่อนมาหลอมเม็ดยาและฝึกการจารึกเพื่อขัดเกลาทักษะ และการควบคุมพลังของตัวเอง



    เจียงเฉินเดินออกมาจากห้องของเขาและพบว่าแม่ของว่าแม่ของตนกำลังตามหาเขาอยู่เจียงเฉินจึงได้กล่าวถามออกไป



    ''ท่านแม่มาหาข้ามีธุระเรื่องใดงั้นหรือ ?''



    ''มีคนจากสำนักสวรรค์เร้นลับมาหาลูกหน่ะ''



    เมื่อเจียงเฉินได้ยินเขาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ยังคงเดินตามหลังแม่ของเขาไปที่ห้องรับรอง ระหว่างทางเจียงเฉินก็คิดถึงเหตุผลว่าทำไมคนจากสำนักสวรรค์เร้นลับถึงได้มาหาเขาเพราะยังไงอีกไม่กี่สัปดาห์การทดสอบเพื่อเข้าสำนักสวรรค์เร้นลับก็จะถูกจัดขึ้นแล้ว หรือว่าพวกนั้นจะมาเพื่อเชิญเจียงเฉินเข้าไปร่วมทดสอบ



    ไม่นานนักเจียงเฉินก็มาถึงห้องโถงรับรองของตระกูลเมื่อมาถึงเจียงเฉินก็พบกับชายวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาแต่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่งคนหนึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่พร้อมกับคุยอยู่กับปู่ของเขาและที่ด้านหลังของเขาก็มีเด็กหนุ่มที่ท่าทางหยิงยโยและดูอายุราว 17-18 ปียืนอยู่



    เมื่อเจียงเฉินมาถึงเขาก็ถูกจ้องมองโดยชายวัยกลางคน ๆ นั้นทันที ทันทีที่เจียงเฉินถูกมองเขาก็รู้สึกราวกับว่าความลับทั้งหมดของเขากำลังถูกค้นพบมีแรงกดดันเล็กน้อยออกมาจากสายตาของเขา ไม่นานนักมุมปากของเขาก็ยกขึ้นพร้อมกับพูดออกมา



    ''เธอคงจะเป็นเจียงเฉินสินะ''



    เจียงเฉินที่ได้ยินดังนั้นก็ประสานมือคารวะทันที



    ''เจียงเฉินคารวะผู้อาวุโส''



    ชายวัยกลางคนพยักหน้าพร้อมกับพูดขึ้น



    ''เป็นเด็กหนุ่มที่ดีจริง ๆ ไม่เสียแรงเลยที่ข้ามาพบ''



    ''ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านผู้อาวุโสถึงได้มาพบข้า''



    ''เจ้าคงจะรู้สินะว่าอีกไม่กี่สัปดาห์สำนักสวรรค์เร้นลับนั้นจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ประจำปี''



    เจียงเฉินที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า



    ''ข้าพอจะทราบเรื่องนั้นมาบ้าง''



    ชายวัยกลางคนได้ยินก็พยักหน้าพร้อมกับพูดขึ้น



    ''ข้านั้นได้ถูกขอร้องมาให้พิจารณาเจ้าเป็นพิเศษเพื่อที่จะรับเจ้าเข้าสู่สำนัก''



    ทุกคนที่อยู่ภายในห้องโถงรับรองเมื่อได้ยินก็ต่างแสดงท่าทีตกตะลึง เพราะพวกเขาไม่คิดว่าเจียงเฉินนั้นจะได้ถูกรับเชิญเข้าสำนักเป็นกรณีพิเศษแบบนี้ทุกคนต่างแปลกใจไม่เว้นแม้แต่ตัวของเจียงเฉินเองก็เช่นกันเพราะสำนักสวรรค์เร้นลับนั้นเป็นหนึ่งในสำนักที่ดีที่สุดของทวีปทั้งสี่และเป็นหนึ่งในสี่สำนักที่ดีที่สุดในทวีปปราณนภาแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นสำนักที่หลายคนต่างใฝ่ฝันอยากจะเข้าร่วม



    เมื่อเจียงเฉินได้ยินคำตอบเขาก็สงสัยเล็กน้อยว่าใครกันที่มีอำนาจมากพอที่สามารถขอร้องผู้อาวุโสของสำนักสวรรค์เร้นลับให้มารับพิจารณาเขาเป็นพิเศษแบบนี้ได้ทำให้เจียงเฉินคิดถึงคนที่เขานั้นรู้จัก 



    'พี่สาวชีหลินคงเป็นไปไม่ได้แน่นอนพวกเราสองคนแค่ทำธุระกิจกัน เธอไม่มีทางทำเพื่อเราขนาดนั้น หรือว่าจะเป็นผู้อาวุโสที่อยู่กับองค์หญิงอี้หลิน ? แต่ก็ไม่น่าใช่เพราะข้ากับองค์หญิงก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษอะไรกับเธอเลยไม่มีทางที่เขาจะช่วยเหลือข้า'



    เจียงเฉินคิดยังไงก็คิดไม่ออกเขาจึงเลิกที่จะสนใจและถามผู้อาวุโสคนนั้นเรื่องของสิทธิ์พิเศษนี้



    ''ผู้อาวุโสข้าต้องทำสิ่งใดบ้าง''



    ผู้อาวุโสจากสำนักสวรรค์เร้นลับได้ยินก็พูดขึ้นพร้อมกับยื่นป้ายหินให้กับเจียงเฉิน



    ''ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยเพียงถึงวันทดสอบเจ้ายื่นป้ายหินนี้ให้กับผู้รับลงทะเบียนเจ้าก็จะถูกพาไปยังที่ทดสอบอีกแห่งหนึ่ง''



    เจียงเฉินรับป้ายหินมาพร้อมกับพยักหน้าก่อนจะกล่าวขอบคุณ หลังจากที่ได้เห็นว่าเจียงเฉินตัดสินใจรับป้ายหินแล้วผู้อาวุโสจากสำนักสวรรค์เร้นลับก็ขอตัวกลับและก่อนจะกลับเขาก็บอกว่าอยากจะเห็นเจียงเฉินในการทดสอบที่จะถึงเร็ว ๆ นี้

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรกลืนตะวัน ที่คุณอ่าน