นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 56 หมู่บ้านเปลวเหมันต์

             

            ตอนที่ 56 หมู่บ้านเปลวเหมันต์

             

             

            เมื่อพระอาทิตย์ปรากฏแก่สายตาที่ปลายขอบฟ้า คณะเดินทางก็ออกเดินทางอีกครั้ง การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นจนน่าประหลาดใจ ไม่มีสัตว์อสูรใดโผล่มาสร้างความวุ่นวายแม้แต่น้อย แม้ว่าพื้นที่ทางเหนือเช่นนี้จะไม่ได้มีมาตรการจัดการสัตว์อสูรที่ดีเทียบเท่าเขตอื่นจนมีสัตว์อสูรมากกว่าปกติก็ตาม

             

            อากาศบริเวณนี้เย็นตัวลงอย่างสังเกตได้ ไม่ได้ร้อนระอุเหมือนบริเวณกลางอาณาจักรอย่างนครรัตนะอีกต่อไป ห่างไปออกไปสุดสายตานิทานเห็นว่าภูเขาไกล ๆ นั้นเหมือนจะมีหิมะปกคลุมยอดด้วย

             

            โดยปกติแล้วพื้นที่เขตนี้สมควรเย็นมากกว่านี้ จะยังไงภูเขาหิมะก็อยู่ในระยะสายตาของเขา แต่เพราะ ‘ความร้อนแรง’ ขององค์ราชินีที่หลายอาณาจักรนำมาพูดกันขำขันจะทำให้พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรไฟกัลป์นั้นมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ

             

            ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นสู่ยอดหัว นิทานก็สังเกตเห็นหมู่บ้านเปลวเหมันต์แล้ว เมื่อคณะเดินทางขนาดใหญ่เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ ชาวบ้านมากมายก็แห่ออกมารอต้อนรับกันอย่างคับคั่ง

             

            ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้าย บ้านและที่อยู่อาศัยประกอบขึ้นจากหินและดินอัด หากสถาปัตยกรรมของที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกห่างไกลความเจริญอะไรมากนัก

             

            นิทานพลันคิดถึงเมืองศิลาลัยอันเป็นบ้านเกิดของเขา แม้หมู่บ้านเปลวเหมันต์นี้จะมีขนาดเล็กกว่า มีประชากรน้อยกว่า แต่รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนที่นี่ทำให้เขาคิดถึงบ้านหลังน้อยของเขา

             

            บ้านขนาดไม่ใหญ่มากมายที่เรียงรายตามรายทาง แผงลอยขายอาหารอันเป็นศูนย์รวมของเหล่าชาวบ้าน วิหารของศาสนาปฐมมันตราที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางหมู่บ้าน รวมถึงสำนักงานลาดตระเวนและตึกของกองย่อยกองทัพที่คล้ายคลึงกับของเมืองศิลาลัยเพียงแต่มีขนาดที่เล็กกว่ากันมาก

             

            “องค์หญิงไพลิน เป็นเกียรติของข้าแล้วที่ท่านตอบรับคำร้องของหมู่บ้านเปลวเหมันต์เรา” ชาวบ้านชราหนึ่งในกลุ่มชาวบ้านที่พากันออกมาต้อนรับก้าวออกมา

             

            “ผู้ใหญ่บ้านทิตใช่มั้ยคะ” องค์หญิงไพลินก้าวลงมาจากรถม้า เธอเดินตรงเข้าไปประคองผู้ใหญ่บ้านที่ทิ้งตัวลงคำนับแนบพื้น

             

            “ถูกต้องแล้วครับองค์หญิง ข้าชื่อทิต เป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านเปลวเหมันต์นี้” ผู้ใหญ่บ้านลุกขึ้นช้า ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ

             

            “พวกท่านเดินทางมากันเหน็ดเหนื่อย ได้โปรดมาพักที่บ้านของข้าก่อนเถิด พวกข้าได้จัดเตรียมบ้านหลังเล็กไว้รองรับเหล่าทหารรักษาการณ์และผู้ติดตามแล้วเช่นกัน”

             

            “ต้องรบกวนผู้ใหญ่บ้านแล้ว” องค์หญิงไพลินยิ้มบางพลางเดินตามผู้ใหญ่บ้านเข้าสู่หมู่บ้านเปลวเหมันต์

             

            นิทานตรวจสอบสิ่งรอบตัวตามนิสัยอันเคยชินของเขา เขาเห็นชายชราอีกคนหนึ่งที่เดินเข้าหากลุ่มทหารรักษาการณ์พร้อมกับกองทหารยามประจำหมู่บ้าน คุยกันเล็กน้อยแล้วจึงเดินตามพวกเขาไป

             

            เขาสังเกตเห็นว่าประชากรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นระดับผู้เรียนรู้ แต่ดูจากสภาวะกายแล้วคงไม่มากไปกว่าสองคำ เป็นมาตรฐานของมนุษย์ที่อายุเกินสี่สิบปีทั่วไป เกือบทั้งหมดย่อมไม่มีความสามารถในการต่อสู้

             

            เขาเห็นชายร่างกำยำอีกคนหนึ่งที่ร่างกายแผ่พลังระดับนักสลักออกมา ชายคนนั้นเพียงยิ้มแย้มมองพวกเขาอย่างเป็นมิตร ราวกับชายผู้นี้รับรู้ได้ถึงสายตาของนิทาน เขาหันสบตากับนิทานพร้อมกับยิ้มให้อย่างมีมารยาท

             

            มีคำแห่งพลังประเภทตรวจจับเหมือนกันเหรอ? นิทานคำนึง

             

            ชายผู้นั้นสาวเท้าก้าวเข้ามาหานิทานและสมาชิกหน่วยสามที่เตรียมออกเดินตามองค์หญิงไป เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นดังนั้นจึงหันกลับมาเอ่ยแนะนำเล็กน้อย

             

            “ท่านทั้งหลาย ชายผู้นี้ชื่อว่าศิลา เป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนประจำหมู่บ้านแห่งนี้ และยังเป็นนักสลักเอกเพียงคนเดียวของหมู่บ้าน” ผู้ใหญ่บ้านพูดขึ้น

             

            “เป็นความผิดของผมเองครับที่ไม่สามารถจัดการกับสัตว์อสูรเพียงตัวเดียวได้จนพี่น้องต้องล้มตายไปมากมาย” ศิลาก้มหัวลงเมื่อเดินมาถึงหน้าหน่วยสาม เขาพูดเสียงดังอย่างขึงขัง ในนั้นเต็มไปด้วยความจริงจัง

             

            "ไม่หรอกค่ะ สัตว์อสูรระดับนักสลักเอกไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ถือเป็นภัยใหญ่หลวง เป็นเรื่องสมควรแล้วที่เราต้องหารือวิธีการกำจัดมันค่ะ" องค์หญิงไพลินยิ้มปลอบโยน

             

            "ผมได้แต่คำนับขอบคุณองค์หญิงสำหรับความเมตตาในการช่วยกำจัดอสูรร้ายในครั้งนี้แล้ว" 

             

            "การปกป้องประชาชนคืองานของผู้ปกครองค่ะ"

             

            “พระคุณที่องค์หญิงมอบให้ในครั้งนี้ ผมศิลายินดีชดใช้ให้ไม่ว่าองค์หญิงต้องการสิ่งใด” ศิลาลุกขึ้น พลางก้มลงคุกเข่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื้นตัน

             

            “ไม่จำเป็นหรอก หากการปกป้องประชาชนคืองานของผู้ปกครอง งั้นการทำให้ประชาชนอยู่อย่างผาสุกก็คือหน้าที่ของราชวงศ์” องค์หญิงไพลินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

             

            ศิลาน้ำตารื้น เขาไม่พูดอะไร เพียงคุกเข่าลงตัวสั่นเทาเล็กน้อย

             

            สัตว์อสูรตัวนั้นถึงกับทำให้นักสลักคนหนึ่งจนปัญญาได้ขนาดนี้เลยเหรอ นิทานสงสัย

             

            “เอาล่ะ เอาล่ะ ศิลา เจ้าอย่าไปรบกวนชาวบ้านคนอื่นกันแบบนี้เลย โปรดตามข้าไปที่บ้านก่อนเถิดองค์หญิง แล้วข้าจะเล่ารายละเอียดของอสูรปริศนาตัวนี้ให้ฟัง ศิลา เจ้าก็มาด้วย เจ้าเป็นคนเดียวที่เคยต่อสู้กับมัน” ผู้ใหญ่บ้านสั่ง

             

            หน่วยสามติดตามองค์หญิงไพลินเข้าสู่บ้านขนาดเล็กของผู้ใหญ่บ้าน แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดี สะอาดสะอ้าน เครื่องเรือนครบถ้วน เมื่อผู้ใหญ่บ้านนำเครื่องดื่มเย็น ๆ พร้อมกับอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย เพียงแค่นี้ก็เห็นถึงความเคารพที่ชาวบ้านมีให้แก่ราชวงศ์

             

            “ผู้ใหญ่บ้านทิตคะ ขอบคุณมากนะคะที่ตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ เอาไว้มากมาย แต่เราอยากรีบจัดการปัญหาเรื่องสัตว์อสูรตัวนี้โดยเร็วที่สุดค่ะ เราเกรงว่าหากเราเคลื่อนไหวช้าเกินไป จะผู้มีเคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นอีก” องค์หญิงไพลินพูดขึ้นเมื่อผู้ใหญ่บ้านพยายามเรียกชาวบ้านให้นำผลไม้หลากชนิดมาวางบนโต๊ะ

             

            ผู้ใหญ่บ้านได้ยินดังนั้นก็อดถอนหายใจไม่ได้ นัยน์ตามีเพียงความขอบคุณ

             

            “ข้าเล่าไปอาจฟังดูแปลกพิสดาร แต่ได้โปรดเชื่อข้าเถิดว่าข้าก็พยายามสุดกำลังแล้วเช่นกัน” ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ

             

            "เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อราว ๆ สามเดือนก่อน" ผู้ใหญ่บ้านเริ่มพูด สีหน้าของเขามัวหมองและดูแก่ชราลง 

             

            “ข้าไม่เคยพบเห็นสัตว์อสูรตัวนี้เองกับตา ข้าเพียงรีบนำทหารยามไปตามเสียงกรีดร้อง หากเมื่อข้าไปถึง ข้าก็พบเพียงซากศพที่โดนฉีกกระชากอย่างน่าสังเวชแล้ว”

             

            “แม้ข้าจะไม่เห็นตัวสัตว์อสูร แต่ร่องรอยฟันและกรงเล็บที่ปรากฏอยู่บนศพทำให้ข้ามั่นใจว่าเป็นฝีมือของสัตว์อสูร”

             

            “ครั้งแรกศพนั้นอยู่ที่นอกเขตกำแพงหมู่บ้าน ห่างไปเกือบ1กิโลเมตร ข้าไม่อาจไปถึงทัน ข้าจึงคิดไปว่าเป็นเพียงสัตว์อสูรที่หลงเข้ามาใกล้หมู่บ้านเท่านั้น”

             

            “เหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นกับนักผจญภัยหรือชาวบ้านที่เข้าป่าอยู่แล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีทรัพย์สินพอจะว่าจ้างคนคุ้มกันทุกครั้งที่เข้าป่า” ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเศร้าหมอง

             

            นิทานลอบพยักหน้า เขาเห็นเหตุการณ์เหล่านี้จนชินตาแล้ว เขาเองก็เป็นหน่วยลาดตระเวน ดังนั้นยามเขาเข้าป่าเขาจึงมักพบผู้เคราะห์ร้ายเสมอ ๆ แม้จะมีน้อยกว่าเนื่องจากหน่วยลาดตระเวนของเมืองศิลาลัยนั้นใหญ่กว่าหมู่บ้านเปลวเหมันต์นัก มาตรการจัดกว่าสัตว์อสูรก็เข้มงวดกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

             

            “ครั้งที่สอง ข้าแม้ไปเร็วขึ้นมากกว่าเดิมเพราะครั้งนั้นข้าบังเอิญอบรมทหารยามรุ่นใหม่อยู่ใกล้ ๆ พอดี หากก็ยังไม่อาจไปทันได้ ครั้งนี้ศพนั้นติดอยู่กับกำแพงหมู่บ้านทีเดียว”

             

            องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว การที่มีสัตว์อสูรมาทำร้ายชาวบ้านถึงเขตกำแพงเมืองเช่นนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจมาก

             

            “จากร่องรอยการโจมตีและรอยแผลบนร่าง ข้ามั่นใจว่าเป็นสัตว์อสูรตัวเดิม ข้าโกรธมาก จึงสั่งให้หน่วยลาดตระเวนออกไล่ล่าพร้อมกับเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเป็นสองเท่า”

             

            “แล้วไม่ได้ผลเลยเหรอคะ” องค์หญิงไพลินถามขึ้น

             

            “ข้า…ข้าไม่มั่นใจเหมือนกัน” ผู้ใหญ่บ้านกัดฟันตอบ

             

            ทุกคนมีสีหน้าฉงน หากได้ผลก็สมควรตอบว่าได้ผล หากการไล่ล่านั้นไร้ผลลัพธ์ก็คือไม่ได้ผล แล้วอะไรคือไม่มั่นใจ?

             

            “หน่วยลาดตระเวนสามารถสังหารหมาป่าเกล็ดเหล็กระดับผู้เรียนรู้ตัวหนึ่งได้ เมื่อสังเกตที่กรงเล็บและเขี้ยวของมันแล้ว ก็พบคราบเลือดติดอยู่จริง ๆ”

             

            “จัดการแค่ตัวเดียวเหรอครับ” นิทานถามขึ้น ไพลินลอบมองหน้านิทาน

             

            “ใช่ เพียงตัวเดียว ตอนนั้นข้าก็คิดว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว หากเพียงไม่นานหลังจากนั้น ผู้เคราะห์ร้ายก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง” ผู้ใหญ่บ้านพูดเสียงต่ำ

             

            “ศพปรากฏขึ้นที่ข้างกำแพงหมู่บ้านอีกครั้ง และข้าก็ไปไม่ทันอีกเช่นกัน อาจเป็นเพราะข้าคิดว่าสัตว์อสูรถูกจัดการไปแล้วจึงคลายความระวังลงด้วย”

             

            “เป็นสัตว์อสูรตัวอื่นรึเปล่าคะ” หัวหน้าเมย์เอ่ยถาม

             

            “จากร่องรอย เป็นรอยกรงเล็บและเขี้ยวเฉกเช่นผู้เคราะห์ร้ายก่อนหน้า”

             

            “งั้นก็มีหมาป่าเกล็ดเหล็กตัวอื่นอีก” คาซาพูดขึ้น

             

            “ไม่ใช่ พวกข้านั้นตรวจรอบพื้นที่รวมถึงร่องรอยต่าง ๆ หมดแล้ว ไม่มีร่องรอยใด ๆ ที่สื่อถึงหมาป่าเกล็ดเหล็กตัวอื่นเลย ครั้งก่อนที่พวกข้าตามเจอเพราะข้าพบรอยเท้าของหมาป่าเกล็ดเหล็ก หากครั้งนี้ไม่มีอะไรเลย”

             

            ทุกคนขมวดคิ้วเข้ม สัตว์อสูรปริศนาตัวนี้ประหลาดอย่างยิ่ง

             

            “เพราะเช่นนั้น ข้าจึงเพิ่มหน่วยเฝ้าระวังไว้ทุกหัวมุมเมืองพร้อมทั้งหอสังเกตการณ์บนกำแพง หากก็ไม่อาจจับตัวมันรวมถึงไปช่วยผู้เคราะห์ร้ายได้ทันเวลาเสียที ไปถึงก็พบเพียงศพข้างกำแพงเช่นครั้งก่อน ๆ”

             

            “เป็นเช่นนี้จนถึงศพที่ 5แล้ว” ผู้ใหญ่บ้านน้ำตารื้น

             

            “ทุกศพเหมือนกันหมดเลยเหรอคะ ถึงได้มั่นใจว่าเป็นสัตว์อสูรตัวเดียวกัน”

             

            “ใช่ และที่สำคัญกว่านั้น ศพจะปรากฏข้างกำแพงเมืองทุกครั้งไป ราวกับต้องการเย้ยหยันพวกเรา” ผู้ใหญ่บ้านน้ำตานองหน้า หากกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ

             

            “สัตว์อสูรประเภทมีสติปัญญาสูงสินะ” นภาพูดขึ้น

             

            ทุกคนพยักหน้ารับเล็กน้อย การกระทำที่มีแบบแผนเช่นนี้สมควรเกิดจากสัตว์อสูรที่มีสติปัญญาสูงตัวหนึ่ง มันจึงสามารถเลือกลงมือยามที่ผู้ใหญ่บ้านไม่อาจไล่ตามมันทัน

             

            “ไม่ต้องห่วงนะคะ เราจะกำจัดสัตว์อสูรตัวนี้ให้ได้” องค์หญิงไพลินกุมมือของผู้ใหญ่บ้านพลางกล่าวปลอบ

             

            “ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกค่ะ สัตว์อสูรหลายตัวก็มีคำแห่งพลังที่สร้างความลำบากมากมายแก่คู่ต่อสู้ เพียงแต่สัตว์อสูรตัวนี้นั้นมีคำแห่งพลังที่มีประโยชน์หน่อยเท่านั้นเอง”

             

            ผู้ใหญ่บ้านเช็ดน้ำตา นิทานเห็นความโกรธแค้นและความรู้สึกผิดปนอยู่ในนั้น

             

            “มีคนเห็นเหตุการณ์หรือเคยเจอสัตว์อสูรตัวนี้มั้ยคะ ถ้าเราได้รู้ข้อมูลของมันเราอาจจะระบุชนิดของมันได้ค่ะ ผู้ใหญ่บ้านพูดไว้ใช่มั้ยคะว่าคุณศิลาเคยต่อสู้กับมัน” องค์หญิงไพลินหยิบสารานุกรมสัตว์อสูรเล่มใหญ่ขึ้นมาถือไว้ในมือ

             

            “มีเพียงศิลาที่เคยต่อกรกับมันจริง หากผู้เห็นเหตุการณ์รวมศิลาแล้วมี 4คน” ผู้ใหญ่บ้านทำสีหน้าลำบากใจ

             

            “รบกวนเรียกพวกเขามาหน่อยได้มั้ยคะ พวกเราอยากถามข้อมูลอะไรหน่อย”

             

            “ได้ครับ ข้าจะไปเรียกพวกเขามาให้ เพียงแต่ว่าองค์หญิงไพลิน..” ผู้ใหญ่บ้านมีสีหน้าลังเล

             

            “มีอะไรรึเปล่าคะ”

             

            “ข้าได้สอบถามพวกเขามาแล้วเช่นกัน รวมถึงข้าก็ค่อนข้างเชี่ยวชาญเรื่องสัตว์อสูร หากสิ่งที่พวกเขาบรรยายออกมานั้น…”

             

            “อาจจะเป็นพวกกลายพันธุ์ก็ได้ค่ะจึงได้บรรยายออกมาดูประหลาดไปบ้าง ยังไงให้เราได้ลองเถอะนะคะ” องค์หญิงไพลินไม่ท้อถอย

             

            “แล้วท่านจะเข้าใจเอง” ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ เขาตบมือเบา ๆ หนึ่งทีก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งวิ่งเข้ามา ผู้ใหญ่บ้านสั่งการกับเธอเล็กน้อยเธอก็วิ่งออกจากบ้านไป เพียงไม่นาน คน 4คนก็มายืนอยู่ต่อหน้าองค์หญิงไพลิน 


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน