บทที่17
เกี่ยวกับสมาพันธ์จอมยุทธ
สองนายบ่าวนั่งใต้ต้นไม้ยามราตรีแสงจันทราสีเงินสาดส่องลงมาด้านล่างบรรยากาศในยามนี้ช่างดียิ่งนักสายลมเย็นๆพัดผ่านกระบี่ทั้ง 2 เล่มถูกปักลงเอาไว้ข้างกาย
“ ว่าอย่างไรสิ่งที่เรียกว่าสมาพันธ์จอมยุทธคืออะไรกันแน่? ” หลี่หยางแม้ว่าท่าทางภายนอกเขาจะดูสุขุมแต่ว่าภายในใจของเขาอยากจะรู้เื่นี้ใจจะขาด
“ เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้วภายในยุทธภพเหล่าจอมยุทธมากมายได้รวมใจกันก่อตั้งสิ่งที่เรียกว่าสมาพันธ์จอมยุทธขึ้นมาขอรับมันคือสถานที่เป็กลางที่เป็เหมือนกับศูนย์รวมเหล่าจอมยุทธทุกผู้เอาไว้ ”
“ โดยที่ผู้ได้ภายในยุทธภพผู้ใดอยากจะเป็จอมยุทธก็สามารถนำตนเองนั้นไปขึ้นทะเบียนกับสมาพันธ์จอมยุทธได้”
“ เพราะว่าสมาพันธ์จอมยุทธพวกเขานั้นจะถือว่าเป็การกับทั้ง 10 ดินแดนไม่มีแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ไม่มีแบ่งแยกที่มาโดยที่ในตอนนี้ถ้าเปรียบสมาพันธ์จอมยุทธเขาก็เหมือนกับกึ่งกลางที่เป็จุดศูนย์รวมของดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเชื่อมโยงทั้ง10 เอาไว้ ”
“ ด้วยอำนาจของสมาพันธ์จอมยุทธพวกเขามีมากขนาดที่แม้แต่ทางด้านของราชวงศ์ทั้ง10 ที่ปกครองมหาทวีปแห่งนี้ยังไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวภายในสมาพันธ์ได้”
“ แล้วสมาพันธ์จอมยุทธถูกก่อตั้งขึ้นมาแล้วก็มีเหตุผลในการดำรงอยู่อย่างไง” หลี่หยางถามขัด
เขาไม่เข้าใจเลยว่าสถานที่ที่เป็ที่รวมตัวแล้วก็เป็จุดศูนย์รวมของเหล่าจอมยุทธที่มันใหญ่โตขนาดที่อำนาจของราชวงศ์ทั้ง10 ดินแดนของมหาทวีปไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้มันจะต้องมีจุดประสงค์ในการดำรงอยู่อย่างไร
“ เื่จุดประสงค์ในการดำรงอยู่มีมากเลยทีเดียวก่อนขอรับบางคนเข้าร่วมสมาพันธ์จอมยุทธก็ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไปสมาพันธ์จอมยุทธมีทั้งภารกิจที่จะมอบให้กับเหล่าจอมยุทธหรือไม่ก็อาจจะมีงานต่างๆ”
“ แต่ที่เป็ที่เหตุผลที่แน่ชัดเลยก็คงจะเป็เพราะว่าเป็การยืนยันตัวตนว่าตนเองนั้นยืนอยู่ฝ่ายคุณธรรมอย่างไรละขอรับ” อี้ชิงยิ้ม
“ คุณธรรม? ” หลี่หยางเอียงคอสงสัย
“ ได้แล้วขอรับมันคือการแสดงจุดยืนภายในยุทธภพว่าตนเองนั้นอยู่ฝ่ายคุณธรรมโดยการที่ขึ้นทะเบียนกับสมาพันธ์จอมยุทธโดยสมาพันธ์จอมยุทธเองก็จะมีผู้คุมกฎทั้งสิบ พวกเขาเป็คนของ 10 ดินแดนที่เรียกขึ้นมามาเป็ผู้ควบคุมสมาคมจอมยุทธเอาไว้ ”
“ เพราะแบบนี้ทางดินแดนทั้ง 10 เลยสามารถยอมรับสมาพันธ์จอมยุทธให้เป็กลางได้เพราะว่ามีผู้คุมกฏรังสิตที่เป็คนของดินแดนแต่ละดินแดนที่ถูกเลือกขึ้นมาเป็ผู้นำของสมาพันธ์จอมยุทธ”
“ จอมยุทธถ้าอยากจะได้ชื่อว่าเป็จอมยุทธฝั่งคุณธรรมก็จะเป็จะต้องขึ้นทะเบียนกับสมาพันธ์จอมยุทธ”
“ เข้าใจแล้วสุดท้ายแล้วสิ่งที่เรียกว่าสมาพันธ์จอมยุทธมันก็ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะให้เป็จุดยืนยันตัวตนสินะแล้วก็จุดยืนยันจุดยืนของตนเองว่าเป็คนฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายอธรรม” หลี่หยางเขาเริ่มทำความเข้าใจถึงการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่าสมาพันธ์จอมยุทธ
“ ใช่แล้วขอรับแต่พวกจอมยุทธส่วนใหญ่พวกเขาก็ขึ้นทะเบียนกับสมาพันธ์จอมยุทธทั้งนั้นเพราะว่ามันเองก็ได้รับผลตอบแทนกลับมาไม่ใช่น้อยแต่ว่าจะมีคนอีกจำพวกหนึ่งที่มองข้ามกฎของสมาคมจอมยุทธแล้วก็ใช้ชีวิตตามกฎของตนเองคนเ่าั้คือคนฝ่ายอธรรมอาจจะเป็พรรคมารหรือว่าอาจจะเป็สำนักมาร ” อี้ชิงเขาอธิบายอย่างรอบรู้
แต่ถ้ามองถึงตามหลักความเป็จริงเกี่ยวกับเื่นี้ผู้คนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วการมีอยู่ของสมาพันธ์จอมยุทธมันเป็สิ่งที่มีอยู่ให้เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วก็ทุกคนนั้นควรจะรู้เอาไว้
“ แล้วไอ้สิ่งที่เรียกว่าป้ายจอมยุทธมันก็มาจากสมาพันธ์จอมยุทธ์สินะ?” หลี่หยางถาม
“ ใช่แล้วขอรับ ตัวของข้าต้องอธิบายให้นายน้อยฟังก่อนว่าภายในสมาพันธ์จอมยุทธเองก็มีระดับของจอมยุทธด้วยกันเพื่อเป็การจัดระดับถึงฐานะและก็ความแข็งแกร่งโดยแบ่งแยกกันออกไป”
“ ความแข็งแกร่งของจอมยุทธแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่จะถูกทดสอบโดยสมาพันธ์จอมยุทธทั้งสิ้นพวกเขาจะทำการทดสอบทั้งในด้านพลังความสามารถและก็ความรู้เพื่อประเมินออกมาให้กลายเป็ป้ายที่เป็เหมือนกับฐานะ” อี้ชิงมองตรงไปที่ผู้เป็นายคำอธิบายเขาพยายามถามทางสายตาว่าเข้าใจหรือไม่
หลี่หยางพยักหน้าเข้าใจ
“ โดยภายในสมาพันธ์จอมยุทธพวกเขาก็จะมีคนของสมาพันธ์เป็คนจัดการดูแลจอมยุทธ์ที่ขึ้นทะเบียนอยู่กับสมาพันธ์พวกเขาจะถูกแบ่งแยกออกเป็ 5 ป้ายใหญ่ๆ ”
“ หนึ่งป้ายทองแดง เป็จอมยุทธระดับพื้นฐานธรรมดาทั่วไปที่เพิ่งจะเริ่มต้นโดยป้ายทองแดงจะเริ่มต้นั้แ่ป้ายทองแดง 9 ไปจนถึงป้ายทองแดงหนึ่ง ”
“ แน่นอนว่าระดับของจอมยุทธสามารถเพิ่มได้ตลอดเวลาตามความแข็งแกร่งและความสามารถเพราะแบบนั้นแต่ละป้ายก็จะมีขั้นต่ำไปด้วย”
“ ป้ายทองแดงที่ 9 คือระดับของจอมยุทธที่อยู่ต่ำที่สุดส่วนระดับของป้ายทองแดงที่ 1 คือระดับของจอมยุทธที่อยู่สูงที่สุดในระดับป้ายทองแดง”
“ เมื่อถัดขึ้นมาจากป้ายทองแดงก็จะเป็ป้ายเหล็กป้ายเหล็กจะมีั้แ่ระดับที่ 7 ที่เป็ระดับต่ำที่สุดไปจนถึงระดับที่1 ที่เป็ระดับสูงที่สุด ”
“ ส่วนต่อไปก็เป็ป้ายทองคำ ป้ายทองคำจะมีระดับต่ำที่สุดนั่นก็คือระดับที่ 6จนถึงสูงที่สุดของป้ายทองคำนั่นก็คือระดับที่ 1 ”
“ ส่วนระดับที่สูงขึ้นมาจากระดับป้ายทองคำมันก็คือ ระดับของป้ายทองคำขาวซึ่งระดับของป้ายทองคำขาวมันจะมีระดับต่ำที่สุดคือระดับที่ 5 แล้วก็ระดับสูงที่สุดคือระดับที่ 1 ”
“ ส่วนระดับที่สูงที่สุดในป้ายทั้ง 5 นั่นก็คือระดับป้ายหยกป้ายหยกจะเป็ระดับสูงที่สุดในป้ายทั้ง 5 ผู้ที่ถือครองใต้หยกมีเพียงไม่มากนักพวกเขาจะมีระดับต่ำที่สุดนั่นคือป้ายหยกระดับที่3 สูงที่สุดคือป้ายหยกระดับที่ 1 ”
หลี่หยางเกี่ยวกับข้อมูลที่กำลังถูกพูดออกมาเพราะว่ามันเป็ข้อมูลสำคัญที่เขาไม่ควรจะพลาด
“ ป้ายหยกจะเป็ป้ายที่มีระดับสูงที่สุดคนที่ถือครองมันพวกเขาล้วนแล้วเป็จอมยุทธระดับแนวหน้าที่ผู้คนส่วนใหญ่นั้นรู้จักระดับพลังของพวกเขาอยู่ในระดับที่เรียกว่าเหนืุ์ไปแล้วทั้งมีอายุขัยยืนยาวแล้วก็ทั้งมีพลังที่มากมาย”
“ ภายใน 10 ดินแดนมีไม่มากนักหรอกขอรับที่เป็จอมยุทธที่อยู่ในระดับป้ายหยก”
“ ส่วนเื่ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็เหมือนกับที่ข้านั้นบอกให้กับนายน้อยฟังไปความสามารถของพวกเขาเพียงแค่จังหวัดกระบี่ครั้งเดียวก็สามารถผ่าูเาขนาดใหญ่ให้ขาดเป็สองซีกได้”
“ เข้าใจแล้วการที่เ้าบอกก็แสดงว่าพวกจอมยุทธ์ของสมาพันธ์ก็แบ่งความแข็งแกร่งตามป้ายถ้าเช่นนั้นคนที่มีป้ายหยกระดับที่ 1 ก็เป็คนที่แข็งแกร่งที่สุดหน่อยสิ” หลี่หยางถาม
อี้ชิงกำลังนั่งอยู่ข้างๆตัวของเขาทำการส่ายใบหน้าไปมา “ เกี่ยวกับเื่นี้นายน้อยคิดผิดแล้วขอรับจริงอยู่ที่ว่าระดับป้ายมันเป็สิ่งที่บ่งบอกถึงฐานะและพลังแต่ว่าสำหรับพวกป้ายหยกไม่สามารถนำตัวเลขของป้ายมาบ่งบอกและแบ่งแยกความแข็งแกร่งได้”
“ จอมยุทธระดับป้ายหยกพวกเขามีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากันหมดซึ่งการที่จะให้พวกเขานั้นมีตัวเลขของระดับป้ายที่มันเพิ่มขึ้นพวกเขาก็เลยจำเป็จะต้องใช้ผลงานมาวัดกันซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งเลย”
“ โดยทั่วไปแล้วแทบจะไม่มีจอมยุทธระดับป้ายหยกผู้ใดเข้ามาเผชิญหน้าแล้วก็ปะทะกันเลยเพราะว่าถ้าเกิดการต่อสู้ครั้งหนึ่งคงจะยืดเยื้อเป็อย่างมาก”
หลี่หยางก้มใบหน้าของตนเองต่ำลง ‘ ถ้าระดับพลังของเราตอนนี้อยู่ในระดับเลเวลแค่15 แล้วเ้าคนพวกนั้นมันมีระดับอยู่ในขนาดไหน ’
เขาเองก็จะคิดเกี่ยวกับเื่นี้ไม่ได้จริงๆเป็ไปได้ก็อยากจะพบเจอจอมยุทธระดับป้ายหยกดูสักครั้ง
“ ตัวของข้าเองก็คิดว่านายน้อยควรจะรู้เื่นี้เอาไว้พวกพรรคมารที่เป็พรรคฝ่ายอธรรมพวกมันก็ล้วนแล้วแต่มีคนที่เป็จุดศูนย์กลางเช่นเดียวกันนะขอรับพวกมันจะเลือกกันเองว่าสมาพันธ์จันทราสีเื ”
“ โดยตัวของพวกมันถ้าจะให้เปรียบเทียบก็เป็อีกด้านนึงของสมาพันธ์จอมยุทธพวกมันคือศูนย์รวมของเหล่าพรรคมารแล้วก็เป็ศูนย์รวมของความชั่วร้าย”
หลี่หยางเขาทำการฉีกยิ้มที่มุมปาก
ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ข้างๆสังเกตเห็นรอยยิ้มของนายน้อยตนเองเขาได้ทำการเอียงคอมองอย่างฉงน “ มีอะไรอย่างนั้นหรือขอรับนายน้อยเหตุใดถึงแสดงใบหน้าเช่นนั้นออกมา”
“ คนที่เปิดเผยใบหน้าตัวเองว่าเป็คนที่ชั่วร้ายมันไม่ได้อันตรายขนาดนั้นหรอกสิ่งที่มันอันตรายจริงๆมันคือคนชั่วร้ายที่แฝงเร้นกลายเป็คนดีแล้วสวมใส่หน้ากากอยู่ต่างหาก” หลี่หยางพูดพลางยิ้ม
อี้ชิงตัวของเขาได้แต่มองนายน้อยของตนเองด้วยความประหลาดใจ
“ จริงสิอี้ชิงอย่างตัวของข้าจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็จอมยุทธ์ของสมาคมจอมยุทธได้หรือเปล่า?” หลี่หยางหันไปถาม
อี้ชิงแสดงใบน่าประหลาดใจออกมาดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้างก่อนที่จะอุทานอย่างตกตะลึง “ ว่าอย่างไรนะขอรับนายน้อยจะเป็จอมยุทธอย่างนั้นหรือขอรับ!!”
“ ทำไมต้องทำใบหน้าแบบนั้นด้วยข้าเป็ไม่ได้อย่างนั้นเหรอ? ” หลี่หยางจ้องมองอย่างฉงน
“ แน่นอนขอรับเป็ได้เพียงแค่คิดไม่ถึงเท่านั้นแล้วอีกอย่างถ้าพวกเราเป็จอมยุทธแล้วเื่ทางจวนตระกูลหลี่ละขอรับ”
“ เพียงแค่เดินออกมาก็พอ อย่างไรเสียตระกูลแห่งนั้นก็ไม่มีผู้ใดต้อนรับเราอยู่แล้วเราก็ออกมาเป็จอมยุทธ์แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างที่ตนเอง้าตัวของข้ามีจุดประสงค์ที่อยากจะไขว่คว้าทุกอย่างเอาไว้เหตุใดข้าต้องหมกตัวอยู่ภายในตระกูลที่ไม่้าข้าด้วย ”
หลี่หยางเมื่อพูดจบเขาได้หันไปมองใบหน้าของอี้ชิง
อี้ชิงที่กำลังนั่งอยู่ข้างๆเขามองนายน้อยของตนเองอย่างนิ่งสนิทใบหน้านิ่งสนิทกับตกอยู่ในห้วงภวังค์อันใดสักอย่าง
“อันใดไปเ้าจะไม่ไปกับข้าอย่างงั้นรึ? ”
สิ้นสุดเสียงนั้นใบหน้าของอี้ชิงได้แต่เปลี่ยนไปมุมปากทั้งสองข้างปรากฏรอยยิ้มก่อนที่จะพยักหน้าแล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ ไปขอรับ!!!”
“ ไม่ว่านายน้อยจะไปที่ใดข้าจะตามท่านไปเอง แม้ว่าเส้นทางนั้นจะเป็นรกก็ตาม”
หลี่หยางยกยิ้ม
จบบท