หลังจากอำลาชุยหมัวมัวเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เจิ้งเย่วซินก็ยืนชื่นชมทิวทัศน์นอกเมืองอยู่ครู่หนึ่งพลางใช้ความคิดว่านางจะทำเช่นไรจึงจะสามารถสืบเสาะเื่ราวของเซียวหยวนไท่ได้ ยืนคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงเทียบเชิญขององค์หญิงเซียวหนิงที่ปี้เถายังคงเก็บเอาไว้แล้วนางจึงยิ้มกริ่มออกมาในทันที เจิ้งเย่วซินรีบขึ้นรถม้าของจวนราชครูแล้วมุ่งตรงเข้าสู่ตัวเมืองในทันที
ก่อนหน้านี้นางจำได้ว่าก่อนที่เจิ้งเย่วซินคนก่อนจะล้มป่วยลง นางมักจะไปเข้าร่วมงานชุมนุมกวีที่จัดขึ้นโดยองค์หญิงเซียวหนิงอยู่เสมอ แต่ั้แ่นางเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางกลับจงใจที่จะละเลยเทียบเชิญเข้าร่วมงานกวีเ่าั้โดยใช้ข้ออ้างว่าไม่สบาย เพราะใน่นั้นนางยังปรับตัวกับร่างใหม่ไม่ได้และไม่รู้เื่ราวใดๆ เลยจึงไม่อยากจะออกไปเสวนากับคนที่ตนเองไม่รู้จัก
แต่ยามนี้นางพอจะมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่บ้างแล้ว อีกทั้งยังได้เรียนรู้กฎระเบียบต่างๆและธรรมเนียมข้อบังคับของคนในยุคนี้มาแล้ว เจิ้งเย่วซินจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตในร่างใหม่และโลกใบใหม่นี้เสียที
รถม้าหยุดอยู่ตรงหน้าโรงน้ำชาชื่อดัง เจิ้งเย่วซินเดินลงจากรถม้าโดยมีปี้เถาและปี้ชิงคอยช่วยประคองนางลงมาจากรถม้า เห็นเจิ้งเย่วหลันนั่งทำสีหน้ามึนงงอยู่ในรถม้านางจึงได้ส่งเสียงเรียกน้องสาวให้ลงมาด้วยกัน
“เหตุใดจึงไม่รีบลงมาเล่า เ้าเคยรบเร้าให้ข้าพาเ้ามางานเลี้ยงขององค์หญิงเซียวหนิงมิใช่หรือ ยามนี้ข้าก็พาเ้ามาแล้วอย่างไรเล่า ยังไม่รีบลงมาอีก” เจิ้งเย่วซินหันไปเอ่ยกับน้องสาวด้วยสีหน้าราบเรียบ ถึงแม้ว่าเสียงของนางจะไม่ดังเท่าใดนักแต่ก็ทำให้คนที่กำลังจะเดินผ่านไปต้องหยุดชะงักแล้วมองพวกนางผ่านแปลงดอกเสาเย่าที่กำลังบานสะพรั่งช่วยเพิ่มความงดงามของโรงน้ำชาแห่งนี้ได้ไม่น้อยเลย
“นี่พี่หญิงจะพาข้าเข้าร่วมงานชุมนุมกวีขององค์หญิงเซียวหนิงด้วยหรือเ้าคะ” เจิ้งเย่วหลันเอ่ยกับพี่สาวด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจอย่างไม่คิดจะปิดบังเลยสักนิด
“ใช่ข้าจะพาเ้าไปร่วมงานด้วย แต่เ้าจงจำเอาไว้ว่าอย่าได้เอ่ยวาจาพล่อยๆ ออกมา แล้วทำลายชื่อเสียงของจวนตระกูลเจิ้งอย่างเด็ดขาด ทางที่ดีควรสงบเสงี่ยมเอาไว้แล้วก็คอยเรียนรู้จากข้า ควรพูดหรือไม่ควรพูดจะต้องใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนพยายามใช้หัวของเ้าให้มีประโยชน์ให้มากกว่านี้ หากยังไม่แน่ใจสิ่งที่ควรทำก็คือพยายามหุบปากให้สนิท” เจิ้งเย่วซินเอ่ยสอนแม่ดอกบัวขาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงจริงจัง อยากจะเป็นางร้ายที่สมบูรณ์แบบก็ไม่ควรจะเบาปัญญา นางร้ายตัวแม่ที่ผ่านมาแล้วหลายบทบาทเช่นนางเห็นท่าทีของแม่ดอกบัวขาวผู้เบาปัญญาของเจิ้งเย่วหลันแล้วก็อดปวดใจไม่ได้ จะเป็นางร้ายสิ่งหนึ่งที่ควรจะมีก็คือมันสมองไม่ใช่คิดจะวางกับดักผู้อื่นแต่ตนเองกลับหลีกหนีกับดักของตนเองไม่พ้น
“จงจำเอาไว้ ไม่ว่าถึงแม้ว่าตอนที่อยู่ภายในจวนพวกเราจะริษยาและชิงชังกันมากสักเพียงใด แต่ในยามที่อยู่ข้างนอกข้าก็คือคนที่ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเ้า ข้าสูงส่งตัวเ้าเองก็พลอยได้หน้า แต่ถ้าหากว่าข้าถูกเหยียบย่ำตัวเ้าเองก็ไม่มีทางได้โงหัวขึ้นมาเช่นกันจงจำใส่หัวเอาไว้” ได้ยินเจิ้งเย่วซินเอ่ยเช่นนี้ถึงแม้จะรู้สึกไม่ชอบใจคำพูดของพี่สาวมากเพียงใดแต่เจิ้งเย่วหลันก็อดเห็นด้วยกับนางไม่ได้จึงได้รีบพยักหน้าพลางเอ่ยรับคำในทันที
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“รีบลงจากรถม้า พยายามสีหน้าของเ้าเอาไว้ รู้ก็บอกว่ารู้ไม่รู้ก็จงเอ่ยออกไปตามตรงอย่าพยายามทำอะไรที่เกินตัวหรือพยายามเสแสร้งจนเกินไป ทางที่ดีที่สุดก็คือคอยอยู่ใกล้ๆ ข้าแล้วก็พยายามทำตัวเป็หลันเอ๋อที่น่ารักของข้าเฉกเช่นที่เ้ามักจะทำอยู่เสมอ แต่อย่ามากจนเกินไปเพราะมันจะยิ่งดูปลอม” เอ่ยจบเจิ้งเย่วซินก็ส่งสัญญาณให้ปี้เถอไปช่วยปี้เหอสาวใช้ของเจิ้งเย่วหลันช่วยประคองนางลงจากรถม้า แล้วจึงได้เดินนำเข้าไปในโรงน้ำชาที่ยามนี้ถูกองค์หญิงเซียวหนิงเหมาเอาไว้หมดแล้วเพื่อจัดงานชุมนุมกวี
“พวกนางสองคนพี่น้องเป็คุณหนูจวนใดเหตุใดคนพี่จึงได้มีท่าทีดุดันได้ถึงขั้นนั้น แถมยังทำให้ท่านอ๋องมองนางด้วยความสนใจจนไม่วางตาเช่นนี้ได้ช่งไม่ธรรมดาเลย” กู้เยี่ยชิวเอ่ยถามสหายด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า
“คุณหนูจวนตระกูลเจิ้ง คนที่พูดจาแดกดันน้องสาวของตนเองเมื่อครู่นี้น่าจะเป็เจิ้งเย่วซินคู่หมั้นของข้าคนนั้น” เซียวหยวนไท่เอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มพลางมองตามหลังสองพี่น้องตระกูลเจิ้งด้วยสายตาที่ไม่ธรรมดาเลย
“ท่านอ๋องทรงหมั้นหมายกับสตรีที่ดุดันถึงขั้นนี้แล้วต่อไปข้าจะทำตัวเช่นไรดีเล่า” กู้เยี่ยชิวเอ่ยถามพลางเดินออกจากแปลงดอกเสาเย่าแล้วเดินตรงไปทางทะเลสาบที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงน้ำชา
“นางเป็คู่หมั้นคู่หมายของข้าจะดุดันหรืออ่อนหวานแล้วมันไปข้องเกี่ยวอันใดกับเ้าด้วย” เซียวหยวนไท่ที่เดินตามเขามาทางด้านหลังเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจในทันที
“ก็ผู้คนต่างเล่าขานว่าข้าเป็คู่รักกับท่านอ๋องมิใช่หรือ แล้วสตรีที่ดุดันและมีความคิดเห็นที่ไม่ธรรมดาเช่นนั้น จะยอมปล่อยให้ข้าเดินไปเดินมาภายใต้จมูกของนางได้อีกหรือ” ได้ยินกู้เยี่ยชิวเอ่ยมาเช่นนี้เซียวหยวนไท่ก็พลันหัวเราะออกมาในทันที
“ก่อนหน้านี้เ้าปฏิเสธตำแหน่งคู่รักของข้ามากมิใช่หรือ แล้วเหตุใดยามนี้จึงได้กล้ายอมรับออกมาตามตรงเช่นนี้ได้เล่า”
“เพ้ย! ผู้ใดบอกว่าข้ายอมรับกัน ท่านอ๋องถึงแม้ว่าข้าจะมีชื่อเสียงว่าเหลวไหลหรือเหลวแหลกมาสักเพียงใด ท่านพ่อของข้าก็ยังยินยอมให้ข้าเดินเข้าประตูจวน แต่ั้แ่มีข่าวลือว่าเป็คู่รักกับท่านยามนี้แม้แต่ข้าจะก้าวเท้ากลับเข้าจวนก็ยังไม่ได้เลย” กู้เยี่ยชิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างเต็มที่
“วางใจเถิด ข้าแต่งคุณหนูจวนราชครูมาเป็พระชายาได้เมื่อไหร่เ้าก็คงจะย่างเท้าเข้าจวนได้โดยที่ท่านหมอกู้ไม่มีทางเอาไม้เท้าพระราชทานมาไล่ฟาดหัวของเ้าเหมือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน” ได้ยินเซียวหยวนไท่เอ่ยเช่นนี้กู้เยี่ยชิวก็พลันสบถออกมาอย่างหยาบคายอีกครั้ง
“แล้วเมื่อไหร่ท่านจะได้แต่ง ท่านราชครูหวงบุตรสาวดุจแก้วตาดวงใจถึงขั้นนั้น ที่เขายื้อเวลามาถึงขั้นนี้คงไม่ใช่แค่เพียงรักและหวงแหนบุตรสาวของตนเองอย่างที่เขาว่ากันหรอก แต่ที่จริงแล้วเขาคงไม่อยากจะให้นางแต่งกับท่านมากกว่า ฮึ! ตาเฒ่าเ้าเล่ห์ผู้นี้ช่างไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ปากก็บอกว่าบุตรสาวของตนทั้งอ่อนหวานและอ่อนโยน แต่ดูวันนี้สินางแทบจะงับศีรษะน้องสาวของตนเข้าไปในคำเดียวอยู่แล้ว แล้วยังสายตาดุร้ายคู่นั้นอีกแทบจะตรงข้ามกับที่บิดาของนางเอ่ยชื่นชมมาทั้งหมดเลย” ได้ยินกู้เยี่ยชิวเอ่ยเช่นนี้เซียวหยวนไท่ก็พลันยิ้มออกมาในทันที
“แต่ข้าชอบแบบนี้นะ ท่าทีของนางเมื่อก่อนไม่ดึงดูดใจของข้าเลยสักนิด แต่ยามนี้นางกลับทำให้ข้าอยากรู้จักนางให้มากขึ้นกว่าเดิมเสียแล้ว” ได้ยินเซียวหยวนไท่เอ่ยเช่นนี้กู้เยี่ยชิวก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ดุดันถึงขั้นนั้น เห็นทีจวนอ๋องของท่านไม่มีวันสงบเรียบร้อยเป็แน่”
“ก่อนหน้านี้เ้าเคยบอกว่าจวนอ๋องของข้าคล้ายตำหนักเย็นมิใช่หรือ ต่อไปหากนางเข้ามาก็คงจะคึกคักมากขึ้นมิใช่น้อยเลย” ได้ยินเซียวหยวนไท่เอ่ยเช่นนี้ กู้เยี่ยชิวก็พลันร้อง ฮึ! ออกมาในทันที
“รสนิยมของท่านอ๋องนั้นอยู่นอกเหนือขอบเขตที่ข้าจะรับรู้ได้เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว หากท่านชอบเช่นนี้ข้าก็ขอแสดงความยินดีเอาไว้ล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน” กู้เยี่ยชิวเอ่ยออกมาโดยไม่คิดจะหันไปมองหน้าของเซียวหยวนไท่ที่เดินตามหลังมาสักนิด เพราะถ้าหากเขาเดาไม่ผิด ยามนี้ใบหน้างดงามจนเกินชายชาตรีของเซียวหยวนไท่ในยามนี้คงกำลังยิ้มเยาะให้กับอนาคตของตนเองอยู่เป็แน่