27 ทรราช หรือ มหาราช?
“ เพคะเสด็จพ่อ ลูกจะไปจัดการตามรับสั่งเดี๋ยวนี้” องค์หญิงใหญ่ ต้วนถิงฟาง ผู้มีพระสิริโฉมงดงาม เดินออกมาจากหลังม่านด้วยท่าทางที่สง่าราวกับพญาหงส์ ก่อนจะย่อตัวถวายพระพรพระบิดา “ หม่อมฉันหลิวว่านซาน ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” “ หม่อมฉันเสียมหลอหลง ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าหลิวและเสียมหลอหลงคำนับถวายพระพรต้วนถิงฟาง ก่อนที่พระองค์จะบอกให้ทั้งคู่ตามสบาย พร้อมทั้งหันมาสบพระเนตรกับกุนซือหนุ่มด้วยท่าทีที่เขินอายเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปจัดการเรื่องพระกระยาหารมื้อค่ำตามรับสั่ง “ ท่านเห็นว่าองค์หญิงใหญ่เป็นเช่นไรบ้าง ท่านกุนซือ?” หยางไท่จงตรัสถามชายหนุ่มระหว่างที่ทรงรอที่จะเสวยพระกระยาหารค่ำ ในขณะที่เสียมหลอหลงเองก็ยอมรับว่าองค์หญิงใหญ่เป็นผู้ที่เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระสิริโฉมที่งดงาม สง่า ยังเหนือกว่าฉินอี้เซียนอีกขั้นหนึ่ง พระสติปัญญาที่เป็นเลิศ และทรงมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ใคร ๆ พบเห็นแล้วจะต้องชื่นชอบในตัวพระองค์ ซึ่งคล้าย ๆ กับตัวอาหลงเช่นกัน “ ถือเป็นบุญของต้าหยางเราพ่ะย่ะค่ะ ที่มีองค์หญิงที่ทรงเพียบพร้อมไปทุก ๆ ด้านเช่นนี้ นี่ยังไม่รวมองค์หญิงรองและองค์หญิงห้าอีกนะพ่ะย่ะค่ะ” อาหลงกราบทูลต่อองค์ฮ่องเต้ ก่อนจะทูลถามถึงพระอาการว่าทรงเป็นเช่นไรบ้างหลังจากเสวยยาเม็ดนั้นลงไป “ ท่านช่างเป็นหมอเทวดาแท้ ๆ หลังจากที่ข้าทานยาเม็ดนั้นลงไป อาการปวดหัวของข้าที่มีมานับสิบปี และสร้างความทุกข์ทรมานให้กับข้าอย่างแสนสาหัสกลับหายเป็นปลิดทิ้ง” พระองค์ทรงตอบเสียมหลอหลงด้วยพระพักตร์ที่แจ่มใส เบิกบาน ต่างจากเมื่อสักครู่ราวฟ้ากับดิน พระองค์ทรงลุกขึ้นดำเนินเข้ามาหาเสียมหลอหลงที่นั่งอยู่เบื้องล่างกับใต้เท้าหลิว ก่อนจะประทับลงที่เก้าอี้ที่อยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม พร้อมกับเอื้อมพระหัตถ์ไปจับมือของเขาพร้อมกับทรงบีบมือเขาแน่น รวมทั้งทรงตรัสขอบใจที่เขาช่วยให้พระองค์กลับมารู้สึกกระชุ่มกระชวยเหมือนกลับมาอยู่ในวัยหนุ่มอีกครั้ง “ ท่านช่วยให้ข้าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ นอกจากท่านจะมีสติปัญญาเป็นเลิศแล้ว ยังมีฝีมือด้านการแพทย์ที่หาตัวจับยากอีกด้วย ต่อจากนี้ไปข้าจะทำตามที่ท่านกุนซือแนะนำ ข้าจะเลิกดื่มเหล้า และเลิกเคล้านารี แต่จะกลับมาใส่ใจราชกิจบ้านเมือง เพื่อราษฎรของข้าจะได้มีแต่ความสงบสุขร่วมเย็น” หยางไท่จงตรัสให้คำมั่นกับชายหนุ่ม แต่เขากลับทูลขอให้พระองค์ค่อย ๆ ลด ค่อย ๆ ละ ค่อย ๆ เลิก เหล้าและนารี โดยไม่ต้องใช้วิธีหักดิบ เพราะจะส่งผลเสียต่อพระวรกาย และอาจจะทรงลงแดงเอาได้ หลังจากได้สดับดังนั้น พระองค์ทรงผงกพระเศียรเป็นการตอบรับ ก่อนจะตรัสกับขุนนางทั้งสองด้วยพระสุระเสียงอันแผ่วเบาอีกครั้ง “ พวกท่านรู้มั้ยว่าทำไมช่วงเกือบสิบปีมานี้ ข้าถึงละเลยราชกิจ เอาแต่ดื่มเหล้าและหมกมุ่นเรื่องสตรี สาเหตุก็เพราะอาการปวดหัวของข้านี่แหละที่ทำให้ข้าต้องดื่มเหล้าเพื่อระงับความเจ็บปวดนั้น รวมทั้งเมื่อข้ามีสัมพันธ์กับสตรี มันจะทำให้ข้าลืมความเจ็บปวดนั้นไปได้” ฮ่องเต้ทรงระบายความในพระทัยให้กับขุนนางทั้งสองของพระองค์ฟัง โดยทรงเล่าต่อไปว่า ตอนขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ พระองค์ต้องการที่เดินตามรอยมหาราชผู้ยิ่งใหญ่หลายพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฉิน ฮั่นอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น ถังไท่จงแห่งราชวงศ์ถัง รวมทั้งจักรพรรดิหงหวู่แห่งราชวงศ์หมิง แต่เพราะอาการประชวรปวดพระเศียรทำให้พระองค์ต้องยอมล้มเลิกความฝันดังกล่าว และใช้ชีวิตหมดไปวัน ๆ กับสุราและนารี จนตอนนี้ราชวงศ์เริ่มจะเข้าสู่ความถดถอย เพราะทรงปล่อยให้ขันทีชั่วและกลุ่มขุนนางกังฉินข่มเหงและขูดรีดราษฎร จนราษฎรเริ่มจะก่อหวอดและทำการลุกฮือขึ้นมาบ้างแล้วในบางพื้นที่ “ ท่านคิดว่าฮ่องเต้พระองค์ใดที่นับว่าเป็นมหาราชอย่างแท้จริง?” หยางไท่จงตรัสถามเสียมหลอหลง เพราะทรงต้องการทราบว่าเขาคิดว่าฮ่องเต้พระองค์ใดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวฮั่น ก่อนที่อาหลงจะกราบทูลว่าที่ทรงเอ่ยพระนามมาเมื่อสักครู่ล้วนนับได้ว่าทรงเป็นมหาราชได้ทั้งสิ้น “ ถ้าไม่มีจิ๋นซีฮ่องเต้ แผ่นดินของเราก็คงไม่ได้รวมเป็นปึกแผ่นอย่างเช่นทุกวันนี้ รวมทั้งกำแพงเมืองจีนที่พระองค์ทรงมีดำริให้สร้าง ก็เป็นปราการสำคัญที่ช่วยให้พวกเราไม่ต้องกลัวการรุกรานจากชนเผ่านอกด่านอย่างพวกซงหนู” ชายหนุ่มหยุดจิบน้ำชาสักครู่ ก่อนจะกราบทูลต่อไปอีกด้วยแววตาที่ชื่นชม และเคารพยกย่องในบูรพะกษัตริย์เหล่านั้น “ เพราะฮั่นอู่ตี้ ทำให้พวกเรามีเส้นทางสายไหมที่สร้างความเจริญในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งยังกำราบพวกซงหนูจนไม่กล้ามารุกรานพวกเราอีก ทางด้านถังไท่จงก็ทรงเปิดพระทัยรับฟังคำทัดทานของขุนนางที่เห็นต่างอย่างเว่ยเจิง ทำให้ยุคสมัยของพระองค์เป็นยุคที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองอย่างสุดขีด อีกทั้งองค์หงหวู่ก็ทรงมัธยัสถ์ และทรงงานหนักหามรุ่งหามค่ำ รวมทั้งทรงลงโทษขุนนางทุจริตอย่างหนัก ทำให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น” เสียมหลอหลงกราบทูลต่อฮ่องเต้อย่างละเอียด ซึ่งในประเด็นนี้เป็นหัวข้อที่เขาเคยถกปัญหาประลองปัญญากับคุณชายสามซ่งติงมาแล้ว “ ท่านคิดว่าข้าสามารถจะเป็นได้ครึ่งหนึ่งของมหาราชเหล่านั้นได้หรือไม่ ท่านกุนซือ?” หยางไท่จงตรัสถามอาหลง ก่อนที่เขาจะทูลตอบว่า เขาเชื่อว่าพระองค์สามารถจะยิ่งใหญ่กว่าฮ่องเต้ทั้งหลายพระองค์ที่กล่าวถึงด้วยซ้ำ “ ท่านไม่ต้องมายกยอข้าหรอก ข้ารู้ตัวข้าเองดี เพราะเหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น?” ฝ่าบาทตรัสถามอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ก่อนที่เขาจะกราบทูลตอบกลับมาสั้น ๆ แต่ได้ใจความยิ่งนัก “ สาเหตุเป็นเพราะว่า พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่พ่ะย่ะค่ะ ในขณะที่ฮ่องเต้เหล่านั้นสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ไม่สามารถทำอะไรได้อีก ต่างจากพระองค์ที่ยังคงสามารถสร้างวีรกรรมที่ลือลั่นสะท้านแผ่นดินได้มากกว่า ขอเพียงแค่พระองค์ต้องการจะทำมันจริง ๆ” อาหลงทูลตอบตรง ๆ ซึ่งหยางไท่จงหลังจากได้สดับฟังคำตอบของเขาแล้ว พระองค์ก็ทรงผงกพระเศียรน้อย ๆ เสมือนเป็นการยอมรับว่าสิ่งที่เขากล่าวมานั้นเป็นความจริงที่มิอาจจะปฏิเสธจริง ๆ “ แล้วท่านคิดว่าใครคือฮ่องเต้ที่ไม่ได้เรื่องที่สุดในความเห็นของท่าน?” หยางไท่จงทรงเปลี่ยนหัวข้ออย่างกะทันหัน โดยที่เสียมหลอหลงใช้ความคิดสักครู่ ก่อนจะทูลตอบกลับไปอย่างใจเย็น “ ในความเห็นของหม่อมฉัน ฉินเอ้อซื่อ ฮ่องเต้องค์ที่สองแห่งราชวงศ์ฉิน และสุยหยางตี้ ฮ่องเต้องค์ที่สองแห่งราชวงศ์สุย คือบุคคลดังกล่าวพ่ะย่ะค่ะ” “ เพราะเหตุใดท่านจึงเลือกสองพระองค์นี้?” “ สาเหตุเพราะว่าทั้งสองพระองค์เป็นต้นเหตุที่ทำให้ราชวงศ์ล่มสลาย ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะมีเพียงแค่สองรัชกาลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ถึงแม้สุยหยางตี้จะทรงมีคุณูปการในเรื่องที่ดำริให้มีการขุดคลองต้ายุ่นเหอก็ตาม” หยางไท่จงทรงสดับรับฟังอีกฝ่ายด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึม ก่อนจะตรัสกับขุนนางท้งสองของพระองค์อย่างทรงยอมรับผิดในตัวของพระองค์เอง “ ท่านคงต้องการหมายถึงข้าด้วยกระมัง ท่านกุนซือ?” เสียมหลอหลงรีบลุกจากเก้าอี้ลงไปโขกศีรษะเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษว่าตนเองมิได้หมายความเช่นนั้น ก่อนที่พระองค์จะก้มลงประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นด้วยพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา “ ข้ารู้ว่าท่านต้องการจะเตือนสติข้าทางอ้อม เพราะข้าก็เป็นฮ่องเต้ลำดับที่สองเช่นเดียวกับสองพระองค์นั้น แถมที่ผ่านมาข้าเองก็ทำตัวไม่ได้แตกต่างจากสองพระองค์นั้นเช่นกัน” “ ฝ่าบาทหม่อมฉันเคยกราบทูลไปแล้ว ว่าพระองค์ทรงต่างจากฮ่องเต้เหล่านั้น ตรงที่พระองค์โชคดีที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์จะจารึกว่าพระองค์ทรงเป็นทรราชหรือมหาราช ก็ขึ้นอยู่ที่การตัดสินพระทัยของพระองค์เองแล้วพ่ะย่ะค่ะ” กุนซือหนุ่มกราบทูลเพื่อเตือนสติพระองค์ และยังกราบทูลอีกว่าถ้าพระองค์สามารถทำได้ตามที่ทรงสัญญาไว้ว่าจะห่างไกลจากเหล้าและนารี รวมทั้งหันกลับมาใส่ใจราชกิจ เขาจะถวายแผนการที่จะช่วยให้พระองค์เป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ “ ที่ท่านกล่าวมาเป็นความจริง?” หยางไท่จงตรัสถามอาหลงอย่างไม่ค่อยแน่พระทัยเท่าไรนัก ก่อนที่เสียมหลอหลงจะทูลยืนยันว่าที่เขากราบทูลไปนั้นเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน “ ดี ดีมาก ถ้าเช่นนั้นท่านรอดูว่าเราจะสามารถทำได้ตามที่พูดหรือไม่ ถ้าเราสามารถทำได้ตามที่พูดเป็นเวลา 6 เดือน ท่านจะต้องชี้แนะแผนการการเป็นมหาราชให้กับเรา” องค์ฮ่องเต้ตรัสกับอีกฝ่ายอย่างโสมนัส และทรงตัดสินใจพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะต้องทำให้ได้ตามที่ได้ทรงลั่นวาจาไว้ รวมทั้งทรงเปลี่ยนสรรพนามเรียกพระองค์เองจาก “ข้า” เป็น “ เรา” แทน เพื่อแสดงถึงความสนิทสนมระหว่างพระองค์กับกุนซือหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพระพักตร์ตอนนี้ “ อ้อ ว่าแต่เราได้ยินมา ท่านกำลังจัดทำและจำหน่ายถุงนำโชครุ่นพิเศษ ของท่านอาจารย์ม่อเทียนที่เราเคารพนับถือ ไม่ทราบว่าเรากับลูก ๆ จะโชคดี มีโอกาสได้เป็นเจ้าของถุงนำโชคหรือไม่?” ฝ่าบาททรงตรัสกับเสียมหลอหลงพร้อมกับทรงจองถุงนำโชครุ่นพิเศษรวมทั้งหมด 7 ใบ โดยทรงเรียกหลู่กงกงให้นำตั๋วแลกเงินมูลค่า 30,000 ตำลึงมาพระราชทานให้เป็นการจ่ายล่วงหน้า ซึ่งเขาทูลปฏิเสธไม่กล้ารับเงินจำนวนนั้น แต่จะทูลถวายฟรี ๆ แต่พระองค์มิทรงยินยอม ยังทรงยืนยันที่จะให้เขารับเงินจำนวนนั้นไว้ ซึ่งหลังจากที่เขาหันไปสบตากับใต้เท้าหลิวเพื่อขอความเห็นและความช่วยเหลือ หลิวว่านซานพยักหน้าเป็นสัญญาณให้เขารับไว้และกล่าวขอบพระทัยฝ่าบาท เขาจึงต้องรับพระราชทานไว้อย่างเสียมิได้ “ ช้าคงต้องไปขอเสื้อเก่าท่านม่อเทียนอีกตัว ถึงจะสามารถส่งถุงนำโชคให้กับตระกูลกันและฝ่าบาทพร้อมองค์หญิงได้อย่างทั่วถึง” เสียมหลอหลงแอบคิดในใจ ก่อนจะทูลขอพระราชานุญาตเปิดศาลาเอื้ออาทร เพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยที่ยากไร้ , เปิดสำนักตักศิลาเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้ที่ด้อยโอกาส , เปิดธนาคารเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนรู้จักอดออม , เปิดสำนักประกันภัยเพื่อช่วยให้ชาวบ้านได้มีหลักประกันที่มั่นคงให้กับครอบครัวที่ตนรัก , เปิดศูนย์การค้าเพื่อเป็นแหล่งศูนย์รวมในการค้าขายและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ , เปิดขายตรงเพื่อช่วยให้สินค้าส่งถึงผู้บริโภคได้ง่ายและสะดวกขึ้น , เปิดสำนักนวัตกรรมเพื่อผลิตเครื่องอำนวยความสะดวกในบ้านเรือน , เปิดร้านสะดวกซื้อเพื่อช่วยให้ราษฎรได้ซื้อสินค้าที่ราคาย่อมเยาและครบครัน รวมทั้งเปิดสำนักขนส่งเพื่อช่วยให้ราษฎรส่งของให้กันได้เร็วมากขึ้น “ สำนักขนส่ง สิ่งนี้น่าสนใจยิ่งนักท่านกุนซือ ว่าแต่ราชสำนักของเราจะได้ประโยชน์อันใดจากเรื่องนี้?” องค์หญิงใหญ่ที่เสด็จกลับเข้ามาในห้องทรงงาน ตรัสถามกุนซือหนุ่มด้วยความสงสัย จากนั้นนางจึงหันไปทูลเสด็จพ่อของนางว่าอาหารใกล้เสร็จแล้ว กำลังจะลำเลียงเข้ามาทูลถวาย ก่อนที่เสียมหลอหลงจะกราบทูลรายละเอียดว่าสำนักขนส่งนี้จะเป็นการร่วมมือระหว่างสำนักขนส่งของเขากับเจ้าหน้าที่หนานฉ่างของทางการ ที่มีหน้าที่คอยส่งข่าวให้กับราชสำนัก ดังนั้นเขาจะจัดตั้งสำนักขนส่งประจำเมืองต่าง ๆ เพื่อเป็นจุดรับและส่งสินค้า ที่ราษฎรทั่วไปหรือพ่อค้าสามารถนำสินค้ามาฝากส่งไปที่ใดก็ได้ในแคว้นต้าหยางแห่งนี้ ดังนั้นแทนที่ทหารทางการจะวิ่งไปส่งข่าวเปล่า ๆ ก็จะมีขบวนสินค้าที่ชาวบ้านฝากส่ง นำไปส่งยังปลายทางด้วย ส่วนขากลับก็รับของที่ฝากส่งจากเมืองต่าง ๆ กลับมาส่งตามเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างทาง รวมถึงเมืองเทียนหยางแห่งนี้ด้วย นับได้ว่าเป็นการสร้างรายได้อย่างงามให้กับราชสำนักเลยทีเดียว “ เหตุใดท่านจึงคิดว่าผู้คนจะมาใช้บริการสำนักขนส่งที่ท่านจัดตั้งขึ้น?” องค์หญิงใหญ่ตรัสถามชายหนุ่มด้วยพระพักตร์ที่ยิ้มแย้ม แฝงไปด้วยความยั่วยวนนิด ๆ ทำเอาอาหลงแทบจะใจละลาย โชคดีที่เขาไม่ใช่คนใจง่าย จึงไม่ตกหลุมที่องค์หญิงใหญ่ขุดไว้ง่าย ๆ “ ทูลองค์หญิงใหญ่ สาเหตุก็เพราะผู้คนเชื่อมั่นว่าสินค้าจะส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เพราะคงไม่มีใครกล้าบุกปล้นขบวนทหารของทางการเป็นแน่ รวมทั้งเราจะย่นเวลาในการส่งของที่ปรกติจะใช้เวลาถึง 10 วัน ให้เหลือเพียง 5 วันเท่านั้น นี่จะเป็นอีกข้อแตกต่างที่ทำให้คนหันมาใช้บริการของสำนักขนส่งของเรา แทนการใช้บริการของสำนักคุ้มภัยพ่ะย่ะค่ะ” เสียมหลอหลงทูลอธิบายรายละเอียดทั้งหมดต่อฝ่าบาทและองค์หญิงใหญ่อย่างใจเย็น ก่อนที่ฝ่าบาทจะตรัสถามว่าเขาจะใช้ชื่อสำนักขนส่งว่าอย่างไร “ เค่อหลี่ พ่ะย่ะค่ะ สำนักที่ตั้งขึ้นจะใช้ชื่อว่า เค่อหลี่” อาหลงเลือกชื่อนี้ขึ้นมา เพราะเขานึกถึงชื่อ ” เคอรี่” บริษัทส่งของชื่อดังในยุคที่เขาจากมานั่นเอง “ เค่อหลี่ งั้นรึ ชื่อฟังแปลกดี แต่ก็จำง่ายและน่าจะติดหูผู้คนได้ไม่ยาก ว่าแต่ท่านกุนซือต้องการลงหุ้นส่วนในครั้งนี้เท่าไหร่?” องค์ฮ่องเต้ตรัสถามชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะทูลตอบว่า ทั้งสองฝ่ายจะถือหุ้นคนละครึ่ง ซึ่งหยางไท่จงทรงตอบรับอย่างไม่มีปัญหา เพียงแต่ช่วงแรกพระองค์ทรงอนุญาตให้เขาเปิดกิจการได้แค่ 4 อย่างเท่านั้น คือที่เป็นการกุศลอย่างศาลาเอื้ออาทรและสำนักตักศิลา ในขณะที่อีกสองอย่างก็คือสำนักขนส่ง เค่อหลี่ รวมทั้งศูนย์การค้าเทียนหยางพลาซ่า ส่วนกิจการอื่น ๆ จะทรงพิจารณาให้ในภายหลัง “ กิจการที่ท่านกุนซือเอ่ยมา ล้วนแต่ฟังดูแปลกใหม่ โดยเฉพาะน้ำหอมที่ท่านกล่าวถึง ถ้าท่านผลิตเสร็จเมื่อไหร่ ข้าอยากจะทดลองใช้เป็นคนแรกได้หรือไม่ท่านกุนซือ?” องค์หญิงใหญ่ตรัสกับอีกฝ่ายด้วยสายพระเนตรที่หยาดเยิ้ม ทำเอาเสียมหลอหลงต้องกระแอมขึ้นมาเพื่อแก้เก้อ ก่อนจะรับปากกับนางว่านางจะเป็นคนแรกที่ได้ทดลองใช้น้ำหอมที่เขาผลิตขึ้นมา “ ว่าแต่ท่านจะตั้งชื่อน้ำหอมของท่านว่าอย่างไรท่านกุนซือ?” “ หม่อมฉันขอพระราชทานอนุญาตนำชื่อของพระองค์ไปตั้งเป็นชื่อน้ำหอมได้มั้ยพ่ะย่ะค่ะ น้ำหอมที่ผลิตมานี้จะมีสองยี่ห้อ ยี่ห้อแรกสำหรับสาว ๆ ที่เพิ่งจะแตกเนื้อสาว ยังบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา กลิ่นจะหอมจาง ๆ หม่อมฉันให้ชื่อว่า เบบี๋ พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มกราบทูลพร้อมกับนึกถึงหน้าของหลิวว่านชิง บุตรีของใต้เท้าหลิว ซึ่งหลังจากได้ยินอาหลงเอ่ยเช่นนั้น สร้างความปลาบปลื้มให้กับเจ้าเมืองเทียนหยางที่นั่งข้าง ๆ เป็นอันมาก เพราะแสดงว่าเสียมหลอหลงยังให้ความสำคัญกับบุตรีของตนพอสมควร “ ส่วนยี่ห้อที่สอง จะมีกลิ่นที่หอมดึงดูดใจบุรุษ ทำให้ผู้คนหลงใหล แสดงถึงความมีระดับของผู้ที่ใช้ ซึ่งเหมาะสำหรับสตรีผู้สูงศักดิ์” เอ่ยถึงตรงนี้ เสียมหลอหลงหยุดพักดื่มชาสักครู่ ก่อนจะกราบทูลต่อไปพร้อมกับหันไปประสานสายตากับองค์หญิงใหญ่อย่างไม่กลัวเกรงและไม่หวั่นไหวในบารมีและความงามของอีกฝ่าย “ หม่อมฉันให้ชื่อว่า ถิงฟาง พ่ะย่ะค่ะ” ..................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก ....... มาแล้วนะครับ ตามมาติด ๆ สำหรับตอนที่ 27 เพื่อรีดที่น่ารักโดยเฉพาะ สำหรับตอนนี้อาหลงของเรายังอยู่ในช่วงเข้าเฝ้าฮ่องเต้ รวมทั้งต้องเผชิญหน้าและต้องรับมือกับองค์หญิงใหญ่ผู้พราวเสน่ห์ เรื่องราวต่อไปจะเป็นเช่นไร และองค์หญิงห้าจะปรากฏตัวตอนไหน ติดตามลุ้นกันได้ในตอนต่อไปได้เลยครับ ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามอ่านด้วยดีเสมอมานะครับ ขอให้มีความสุขในการอ่านทุกท่านนะครับ ขอบคุณจริง ๆ................................................................................................................................... สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต “ ความสุขไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะต้องเลื่อนไปในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่ข้าออกแบบให้เกิดขึ้นในปัจจุบันได้เลย”