ตอนที่44 ได้รับการช่วยเหลือ
ใช่แล้วเก่อหงอิงเป็นคนช่วยหลี่โม่ลี่เอาไว้นั่นเอง
เช้าวันนี้เขาและภรรยาได้ไปที่ทุ่งนาเพื่อกำจัดวัชพืชที่สวนข้าวโพดเนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูผสมเกสร ดังนั้นวัชพืชเหล่านั้นอาจแย่งสารอาหารของต้นข้าวโพดได้
แต่เมื่อเขาเดินไปถึงทุ่งนากลับเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่กลางทุ่งนาซึ่งทำให้เก่อหงอิงและภรรยารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
“คุณคะมันเกิดอะไรขึ้นกัน ! ทำไมเราถึงได้โชคร้ายแบบนี้กัน อยู่ดี ๆก็มีคนมาตายในทุ่งนาของเราแบบนี้ได้อย่างไร ! ”
“ผมคิดว่าเธอยังไม่ตายนะเร็วเข้า เรารีบพาเธอไปหาหมอประจำหมู่บ้านก่อนดีกว่า”โดยปกตินั้นเก่อหงอิงเป็นคนที่มีจิตใจดีอยู่แล้ว
หลี่โม่ลี่ได้ถูกพาไปยังที่ทำการของหมู่บ้านทันทีเพื่อให้แพทย์แผนจีนประจำหมู่บ้านดูอาการเบื้องต้นพร้อมกับแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านให้รู้เรื่องนี้แล้ว
ซึ่งชายชราที่เป็นแพทย์แผนจีนประจำหมู่บ้านได้ตรวจชีพจรของเธอแล้วก่อนจะพบว่าเธอยังคงสบายดี แต่แค่มีอาการอ่อนเพลียและหลับไปเท่านั้นโดยตอนนี้เธอได้พักฟื้นอยู่ที่ทำการหมู่บ้านนั่นเอง
เมื่อได้ยินว่ามีคนมาที่นี่เพื่อตามหาเธอเก่อหงอิงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
“พอดีฉันได้ไปเจอผู้หญิงคนนั้นนอนหมดสติอยู่ในทุ่งนาของฉันเองจึงได้พาเธอไปยังที่ทำการหมู่บ้านแล้วล่ะ ฉันจะพาพวกนายไปที่นั่นเองก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นว่าฟู่ต้าจวงได้พบกับใครบางคนทั้งยังคุยกันราวกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อนฟู่เยี่ยนจึงตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมาได้ ใช่แล้วอารองยังไม่รู้เรื่องการหย่าร้างของอาหญิงเลยนี่.... ใช่ไหม ? !
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นานและอารองก็ปฏิบัติต่อชายคนนั้นไม่ต่างจากญาติคนหนึ่งเลยส่วนเก่อหงอิงเองก็ให้เกียรติเขาในฐานะที่เขาเป็นทหารเช่นกันดังนั้นเขาจึงได้ใช้คำพูดที่ดูสุภาพและเป็นกันเอง
หลังจากที่เดินไปตามถนนได้สักพักพวกเขาก็มาถึงยังที่ทำการของหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้หลี่โม่ลี่ยังคงนอนหลับไม่ได้สติโดยที่แพทย์แผนจีนประจำหมู่บ้านเองก็ได้พยายามอย่างมากแต่ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้เพราะชีพจรของหลี่โม่ลี่ไม่มีอะไรที่ผิดปกติเลย
จนกระทั่งตอนนี้เธอก็ยังไม่ยอมตื่นซึ่งสิ่งนี้ทำให้แพทย์แผนจีนรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก
เมื่อเก่อหงอิงพาทั้งสองคนมาถึงเขาก็ได้เชิญหัวหน้าหมู่บ้านให้มาพบกับทั้งสองเพราะเรื่องนี้จะต้องแจ้งกับหัวหน้าหมู่บ้านให้รับรู้ก่อนจึงจะสามารถพาผู้หญิงคนที่พวกเขาให้การช่วยเหลืออยู่กลับไปได้
ฟู่เยี่ยนมองไปยังใบหน้าของหลี่โม่ลี่แม้ว่าใบหน้าของเธอจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงสบายดีหลังจากที่แพทย์แผนจีนบอกถึงอาการของเธอเสร็จ เขาก็ได้เดินออกไปพร้อมกับผู้ช่วยหญิงคนที่คอยดูแลหลี่โม่ลี่ในก่อนหน้านี้
ตอนนี้หลี่โม่ลี่ถูกยันต์สะกดเอาไว้อยู่ซึ่งดูก็รู้แล้วว่าคนที่วาดยันต์นี้ขึ้นมาไม่ได้มีฝีมือเทียบเท่ากับฟู่เยี่ยนเลยหากมันเป็นยันต์ที่ฟู่เยี่ยนวาดขึ้นมาล่ะก็ประสิทธิภาพของมันจะต้องรุนแรงกว่านี้อย่างแน่นอนไม่มีทางที่หลี่โม่ลี่จะมานอนหมดสติที่หมู่บ้านเสี่ยวโจวแน่ ๆ
แม้ว่าตอนนี้หลี่โม่ลี่จะยังคงนอนไม่ได้สติแต่มันก็เป็นเพียงแค่ผลข้างเคียงของยันต์ที่เธอได้รับเท่านั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย และเมื่อยันต์นั้นเสื่องสภาพลงหลี่โม่ลี่ก็จะตื่นขึ้นมาเองแต่ฟู่เยี่ยนเองก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน
อีกด้านหนึ่งฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันก็กำลังปั่นจักรยานตามนกกระดาษตัวน้อยอยู่เขาออกแรงปั่นจักรยานอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะไล่ตามนกกระดาษให้ทันและในที่สุดพวกเขาก็ได้มาถึงทางเข้าหมู่บ้านเสี่ยวโจวทั้งสองหยุดรถและพยายามมองหานกกระดาษตัวนั้นอีกครั้ง
เมื่อมองไปรอบๆ บริเวณนี้อย่างละเอียด พวกเขาก็ได้พบว่าที่นี่คือหมู่บ้านที่ตระกูลเก่ออาศัยอยู่!
ขณะที่พวกเขากำลังพักและสูดลมหายใจเข้าด้วยความเหนื่อยหอบนั้นก็ได้สังเกตเห็นนกกระดาษบินเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง
ทั้งสองจึงลืมเรื่องเหนื่อยไปทันทีก่อนจะรีบตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อฟู่เยี่ยนเห็นนกกระกาษของเธอบินเข้ามาเกาะบนไหล่เธอก็รู้ได้ทันทีว่าพ่อและอาสามมาถึงที่นี่แล้ว
จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้เก็บนกกระดาษใส่ลงในกระเป๋าของเธอทันทีก่อนจะหยิบพู่กันที่แพทย์แผนจีนวางเอาไว้บนโต๊ะขึ้นมาและเริ่มวาดยันต์ปลุกพลังลงไปบนกระดาษฟางแผ่นหนึ่ง
ขณะที่เธอกำลังวาดยันต์อยู่นั้นฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันก็ได้เดินเข้ามา
“โม่ลี่คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ตื่นขึ้นมาคุยกับผมหน่อยสิ ! ” ฟู่ต้าอันที่เห็นว่าหลี่โม่ลี่นอนไม่ได้สติอยู่ก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาทันที
“ต้าอันอย่ากังวลไปเลย ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้ว และเสี่ยวฮั่วก็กำลังวาดยันต์ให้เธออยู่ ! ” ฟู่ต้าจวงได้เห็นการเคลื่อนไหวของหลานสาวตั้งแต่แรกแล้วดังนั้นเขาจึงรู้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่
“ค่อยยังชั่วหน่อยฉันเหนื่อยแทบตายแหนะ ! ” ฟู่ต้าอันเชื่อใจหลานสาวของตัวเอง เมื่อรู้ถึงข่าวดีนี้จิตใจของเขาก็ดูผ่อนคลายลง ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงไปบนพื้นด้วยความเหนื่อยล้า
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงยันต์ที่เธอเพิ่งวาดเสร็จออกมาก่อนจะยืนขึ้นและวางยันต์แผ่นนั้นลงบนปากของหลี่โม่ลี่
“เสี่ยวฮั่วต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าโม่ลี่จะตื่นมาอย่างนั้นเหรอ ? ” ฟู่ต้าอันเอ่ยถามขึ้นมาทันทีโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าตัวเองจะเหนื่อยมากแค่ไหนซึ่งขณะที่พูดนั้น เขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
“เธอน่าจะตื่นในอีก15 นาทีนะคะ”
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปยังฟู่ต้าหย่งเมื่อเห็นว่าพ่อของเธอดูเหนื่อยมาก ๆเธอจึงได้แอบส่งน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้กับเขา
ซึ่งฟู่ต้าหย่งรู้อยู่แล้วว่ามันคือน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาจึงได้รับมันมาพร้อมกับดื่มมันเข้าไปทันที
ส่วนฟู่ต้าจวงและฟู่ต้าอันที่อยู่ข้างๆ ก็กระหายน้ำมากเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงมองไปยังภาพตรงหน้าอย่างกระตือรือร้นทว่าหลังจากที่ฟู่ต้าหย่งดื่มเสร็จ เขาก็ส่งมันคืนให้กับเสี่ยวฮั่วทันที
ฟู่เยี่ยนจงใจปิดฝาขวดไม่แน่นมากนักเพื่อที่เธอจะได้แอบเติมน้ำเข้าไปในขวดได้ง่ายขึ้น
“นี่เธอเป็นหลานสาวประสาอะไรกันทำไมถึงได้ใจร้ายแบบนี้กันล่ะ ! เธอไม่ถามฉันบ้างเลยเหรอว่าหิวน้ำหรือเปล่าอีกอย่าง นกกระดาษของเธอมันบินเร็วมาก ๆ ! เธอทำให้ฉันกับพี่ใหญ่เหนื่อยแทบตายเลยนะรู้ไหม! ” ฟู่ต้าอันพูดออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ดูน้อยเนื้อต่ำใจ
“เอาไว้หนูจะแก้ไขมันอีกทีค่ะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่หนูได้ลองใช้มัน” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นขวดน้ำให้กับเขา
ขณะที่ฟู่ต้าอันเอื้อมมือออกไปรับขวดน้ำนั้นทว่าฟู่ต้าจวงกลับเร็วกว่าจึงคว้ามันไปได้ก่อนจากนั้นเขาก็รีบเปิดฝาออกและดื่มน้ำไปถึงครึ่งขวด
“พี่รองเหลือให้ฉันบ้างสิ ! ” ฟู่ต้าอันที่เห็นว่าน้ำในขวดลดลงไปอย่างรวดเร็วจึงรีบตะโกนขึ้นมาทันที
ทันใดนั้นเองฟู่ต้าจวงก็เม้มริมฝีปากด้วยความสงสัย นี่มันน้ำอะไรกัน ? ทำไมถึงได้รสชาติที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้!
“ต้าอันนั่นคุณเองเหรอ ฉัน... ฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วที่นี่มันที่ไหน ? ” ในตอนนี้หลี่โม่ลี่ได้ฟื้นคืนสติกลับมาแล้วทั้งยังลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยสีหน้าที่งุนงงอีกด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่ต้าอันก็รีบลุกขึ้นทันทีโดยไม่ได้สนใจขวดน้ำของเธอเลยแม้แต่น้อยฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาพลางครุ่นคิดอยู่ในใจพอเขาเห็นว่าที่ภรรยาก็ลืมหลานสาวไปเลยอย่างนั้นหรือ !
“โม่ลี่คุณเป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหม ? คุณอยากจะลุกไปเดินยืดเส้นยืดสายสักหน่อยหรือเปล่า? ” ฟู่ต้าอันถามไม่หยุดทั้งยังเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของหลี่โม่ลี่ด้วยความกระวนกระวายใจทำเอาหลี่โม่ลี่เขินจนแก้มของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ
“คุณพูดบ้าอะไรกันไม่เห็นเหรอว่ามีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย ! ”
ฟู่ต้าอันที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาทันทีก่อนจะพูดขึ้นว่า “โม่ลี่ ผมมีคนที่จะแนะนำให้คุณรู้จัก นี่คือพี่ใหญ่ของผมส่วนคนนี้คือพี่รอง และนี่คือหลานสาวของผม ครั้งนี้หากไม่มีเสี่ยวฮั่วตอนนี้ผมก็คงยังตามหาคุณไม่เจออย่างแน่นอน ! ”
“พี่ใหญ่พี่รอง นี่คือหลี่โม่ลี่ ว่าที่น้องสะใภ้ของพวกพี่และเป็นว่าที่อาสะใภ้สามในอนาคตของเสี่ยวฮั่วด้วย” ขณะที่พูดนั้นฟู่ต้าอันก็ยืดตัวตรงด้วยท่าทีที่ดูภาคภูมิใจ
หลี่โม่ลี่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะต้องมาเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ทั้งยังต้องมาพบกับครอบครัวของว่าที่สามีในอนาคตทันทีที่ตื่นขึ้นมาแบบนี้อีกด้วยเธอจึงรู้สึกเขินอายจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่ออีกครั้ง
“พี่ใหญ่ฟู่พี่รองฟู่ สวัสดีค่ะ เสี่ยวฮั่ว อาของเธอเล่าเรื่องเธอให้ฉันฟังอยู่บ่อย ๆในที่สุดฉันก็ได้เจอเธอแล้ว” หลี่โม่ลี่กล่าวทักทายทุกคน
“จริงเหรอคะ? แล้วอาสามพูดอะไรเกี่ยวกับหนูบ้างคะ ? ” ฟู่เยี่ยนมองไปยังอาสามของเธอทันทีก่อนจะพูดต่อ “หากอาสามพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับหนูล่ะก็ หนูจะได้จัดการอาสามเสียเดี๋ยวนี้เลย! ”
“โม่ลี่เรียกพี่ใหญ่กับพี่รองก็พอแล้ว เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย อืมอีกไม่นานคุณก็จะเป็นน้องสะใภ้ของพวกเขาแล้วนี่นา”ฟู่ต้าอันที่เห็นว่าหลี่โม่ลี่กำลังรู้สึกเขินอายเขาจึงได้เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้ให้กับว่าที่ภรรยาในอนาคตของเขา
ขณะที่พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับการแนะนำลำดับญาติอยู่นั้นเก่อหงอิงก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับหัวหน้าหมู่บ้านและทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามาเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ที่น่าอับอายในวันนั้นขึ้นมาได้ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ได้เกี่ยวข้องกับสมาชิกของตระกูลฟู่อีกด้วย
แต่ครั้งนี้เป็นถือว่าพวกเขาได้ทำเรื่องที่ดี! ดังนั้นหัวหน้าหมู่บ้านจึงได้ยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“อาสามคะคุณลุงคนนี้คือคนที่ช่วยอาสะใภ้เอาไว้เองค่ะ อาสามควรจะขอบคุณเขานะคะ”ฟู่เยี่ยนได้แนะนำเก่อหงอิงให้กับฟู่ต้าอันได้รู้จัก
ฟู่ต้าอันจึงได้หันกลับไปมองก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ชายคนนี้คือลูกพี่ลูกน้องของอดีตพี่เขยไม่ใช่หรือ ? แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่ชายคนนี้ได้ช่วยโม่ลี่เอาไว้ความคิดที่ว่าแม้ว่าตระกูลเก่อจะมีไม้ไผ่ที่ไม่ค่อยดีแต่ก็ไม่ได้แปลว่าตระกูลเก่อจะไม่มีหน่อไม้ที่ดี !
“พี่เก่อยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ ผมต้องขอบคุณพี่มาก ๆที่ได้ช่วยชีวิตคู่หมั้นของผมเอาไว้ ! ขอบคุณครับ ! ” ฟู่ต้าอันเอื้อมมือออกไปจับมือของเขาด้วยท่าทีที่นอบน้อม
เก่อหงอิงเองก็จำเขาได้เช่นกันก่อนจะจับมือของเขาเอาไว้ เมื่อก่อนเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนที่ไม่เอาไหนเลยนี่นาและผู้หญิงคนนี้เป็นคู่หมั้นของเขาอย่างนั้นหรือ ? ทัศนคติของเขาที่มีต่อฟู่ต้าอันในวันนั้นและวันนี้ได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ส่วนฟู่เยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้มองไปที่อารองของเธอด้วยความงุนงงเธอไม่รู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขามาก่อนเลย เอาไว้กลับไปถึงที่บ้านเธอจะต้องรู้ความจริงให้ได้เพราะหากจะให้พูดถึงเรื่องนี้ที่นี่คงจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นักดังนั้นเธอจึงแอบดึงแขนเสื้อของฟู่ต้าหย่งเงียบ ๆ
ฟู่ต้าหย่งจึงเม้มริมฝีปากเล็กน้อยเขามองไปที่น้องรอง ก่อนจะหันไปมองเก่อหงอิงอีกครั้งและในที่สุดเขาก็เข้าใจทุกอย่าง
“ต้าอันฉันคิดว่าเราควรพาเสี่ยวหลี่กลับบ้านก่อนจะดีกว่านะป่านนี้พ่อกับแม่ของเธอคงจะเป็นห่วงแย่แล้วอย่าปล่อยให้พวกเขาต้องเป็นกังวลอยู่เลยและที่สำคัญเสี่ยวหลี่ก็จะได้พักผ่อนต่อด้วย พี่เก่อ ผมเองก็ต้องขอบคุณพี่อีกครั้งด้วยนะครับ”ฟู่ต้าหย่งกัดฟันแน่นขณะที่พูดคำพูดประโยคท้ายออกไป
ฟู่ต้าอันที่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจได้ในทันทีว่าตอนนี้พี่รองยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องการหย่าร้างของพี่สาว
“พี่เก่อเอาไว้ผมจะกลับมาขอบคุณพี่อีกครั้งในภายหลังนะครับ ! ”
เก่อหงอิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากแต่เขาก็ไม่ได้มีเวลามากพอที่จะได้พูดอะไรเขามองตามเหล่าพี่น้องตระกูลฟู่ที่กำลังเดินออกไปจากนั้นเขาก็ได้กล่าวขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านและหมอประจำหมู่บ้านอีกครั้งก่อนจะทิ้งค่ารักษาพยาบาลเอาไว้ และปั่นจักรยานออกไปเช่นกัน