จ้อยกับแม่หญิงจันทราหันมาสบตากันทั้งคู่ต่างเห็นความไม่ยอมความในแววตาของกันและกันพวกเขาเริ่มปฏิบัติการสำรวจวิมานจันทราแบบทุกซอกทุกมุมทันที โดยแบ่งกันเดินไปคนละทาง
จ้อยพุ่งไปที่ หอสังคีตทิพย์...ผลคือมันเป็นแค่เรือนโล่งๆ ที่ลมโกรกจนหนาวสะท้าน ส่วน หอพฤกษาชาติแม้จะมีอำนาจบันดาลให้อากาศอุ่นสบายเหมาะแก่การเพาะปลูกแต่กลับไม่มีแม้แต่กระถางต้นไม้สักใบเดียว แล้วจะนับเป็นหอพฤกษาได้อย่างไร?
บรรดาศาลาพักใจและแท่นมงคลต่างๆก็ช่างประชดประชัน ทุกที่ดูวิจิตรตระการตาแต่อย่าได้หวังจะหาตั่งไม้หรือม้านั่งหินแม้แต่ตัวเดียว เพราะมันว่างเปล่า!จ้อยลองนึกภาพว่าถ้ามีเทวดาองค์อื่นมาเยี่ยมเยียนแล้วทุกคนต้องมานั่งพับเพียบกำจัดจุดอ่อนกันบนพื้นหินเพื่อ "ล้อมวงกินหมาก"หรือ "เล่นหมากรุก" กันกลางลานบ้าน...
โอ้โฮ...ภาพมันช่างประหลาดล้ำจนไม่อยากจะนึกถึง!
แม้แต่ หอสิบสองไม้ทิพย์ที่เป็นหอคอยสูงระฟ้า ภายในกลับเกลี้ยงเกลาไม่มีแม้แต่เศษธุลีอย่าว่าแต่ไม้ดัดหรือไม้ประดับเลยแม้แต่หญ้าแพรกสักเส้นจ้อยยังหาไม่เจอในอาณาเขตกว้างขวางแห่งนี้!
เมื่อเดินสำรวจจนครบหนึ่งรอบทั้งคู่ก็มาพบกันที่หน้าประตูวิมานอีกครั้ง จ้อยกัดฟันกรอดพลางบ่นอุบ“องค์อัมรินทร์ท่านช่างตระหนี่เหลือเกิน! บอกว่าประทานวิมานให้ก็ให้มาแต่เปลือกวิมานจริงๆ หญ้าสักเส้นก็ไม่แถมมาให้เลยนะเนี่ย!”
แม่หญิงจันทราเองก็ถึงกับนิ่งอึ้งนางไม่นึกเลยว่า "วิมานหลังแรก" ของนางจะมีสภาพโกร๋นเกลี้ยงได้ขนาดนี้แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่ได้นึกรังเกียจ นางยิ้มอ่อนโยนแล้วปลอบเจ้ากระรอกน้อยว่า“เอาเถอะจ้อย อย่าบ่นไปเลย อย่างไรเสียท่านก็ประทานที่พักพิงมาให้เราแล้วท่านไม่มีธุระต้องจัดแจงทุกอย่างให้เราหรอกนะการที่ท่านมอบวิมานหลังนี้ให้ก็นับว่าเป็นเมตตาอันล้นพ้นแล้ว...นี่คือบ้านใหม่ของเรา บ้านของเราจริงๆ ... ถึงมันจะยังมีอะไรไม่ครบถ้วนแต่อย่างน้อยเราก็ยังอยู่ด้วยกัน ข้ามีเจ้าอยู่ด้วย ข้าก็พอใจแล้วล่ะ”
คำพูดของแม่หญิงจันทราทำเอาหัวใจของจ้อยกระตุกวูบประโยคนี้มันช่างคุ้นหูเหลือเกิน... เหมือนที่ปู่ของเขาเคยกล่าวไว้ในชาติก่อนว่า“ไอ้หนู... ถึงทั้งชีวิตที่ผ่านมาปู่จะล้มเหลวไปเสียทุกเรื่องแต่การที่ปู่มีแกอยู่ข้างๆ ปู่ก็พอใจที่สุดแล้ว...”เมื่อนึกถึงรอยยิ้มของปู่ในตอนนั้น หัวใจของจ้อยก็รู้สึกจุกขึ้นมาทันที
“จ้อย...เจ้าเหม่ออะไรอยู่น่ะ?” แม่หญิงจันทราเห็นจ้อยยืนนิ่งไปจึงก้มลงมาหยิกแก้มยุ้ยๆของเขาอย่างเอ็นดู
จ้อยรีบส่ายหัวดิก สะบัดตัวออกจาก"มือมาร" ของนาง “ไม่มีอะไรครับ อะไรที่ขาดหายไปเดี๋ยววันข้างหน้าผมจะหามาแต่งแต้มให้แม่หญิงเอง!”
“ดีมาก... ข้าจะจำคำเจ้าไว้นะ!ไปเถอะ ย้ายบ้านกัน! เอ๊ะ... แล้วบ้านเก่าเราล่ะ?” แม่หญิงจันทรากำลังจะเดินกลับไปที่ถ้ำศิลาหินแต่พอกวาดสายตามองไปทางเดิม ถ้ำที่นางเคยอยู่กลับหายวับไปกับตา...
จ้อยหันไปมองตาม “เอ่อ...ดูเหมือนจะโดนทับไปแล้วล่ะครับ ภูเขาลูกย่อมๆ นั่นโดนวิมานใหม่กดลงไปจนมิดเลย...”
“แต่ข้าวของของเรายังอยู่ในนั้นนะ!”แม่หญิงจันทราเริ่มร้อนใจ
จ้อยรีบบอก “ไปครับลองเข้าไปหาในวิมานกัน ตำแหน่งตรงนี้มันกว้างมาก ถ้ำเดิมมันน่าจะยังอยู่ข้างใต้เดี๋ยวผมหาทางลงไปเอง”
ทั้งคู่จึงพากันเดินกลับเข้าไปในวิมานจันทราอีกครั้งพวกเขาเดินมาหยุดอยู่ที่ บ่อน้ำแก้วมณี ใจกลางลานว่าง และตามตำแหน่งแล้ว...ปากบ่อนี้นี่แหละที่ตรงกับเพดานถ้ำเดิมพอดิบพอดี!
แม่หญิงจันทราชะโงกหน้าลงไปมองในบ่อเห็นเพียงความมืดมิดที่มองไม่เห็นก้นบ่อ “จ้อยเจ้าว่าข้างล่างนั่นจะยังมีของเหลืออยู่ไหม?”
จ้อยปีนขึ้นไปเกาะขอบบ่อพลางชะงักไปครู่หนึ่ง“ไม่รู้เหมือนกันครับ เดี๋ยวลงไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง” พูดจบจ้อยก็เตรียมตัวจะกระโดดลงไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าวิชาเหาะของเขามันลุ่มๆ ดอนๆถ้าสุ่มสี่สุ่มห้ากระโดดลงไปมีหวังได้ลงไปเจ็บตัวแน่ๆเขาเลยคิดจะใช้ฟันเจาะผนังบ่อแล้วค่อยๆ ไต่ลงไปแทน
แต่ในขณะนั้นเองร่างของแม่หญิงจันทราก็ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นอย่างช้าๆจ้อยเงยหน้ามองจนตาค้างแล้วร้องลั่น “แม่หญิง! ไปหัด 'วิชาตัวเบาหวิว' มาจากไหนกันเนี่ย!”
แม่หญิงจันทรายืนอยู่บนปุยเมฆาสีขาวสะอาดตานางยิ้มอย่างเขินอาย “ก็ตอนงานฉลองที่ผ่านมา พี่นางฟ้าบุปผาสอนข้าน่ะสิบอกว่าเป็นแค่ 'บทพระคาถาและวิธีสำรวมจิตหน่วงเหนี่ยวฤทธิ์'แบบง่ายๆ ตอนแรกข้าก็นึกว่าจะยาก แต่พอเจ้าออกไปข้างนอกข้าลองบริกรรมคาถาดู มันก็ดูง่ายๆ ไม่เห็นยากเลยนะ... จ้อย ทำไมหน้าเจ้าดูหมองๆไปล่ะ?”
เห็นจ้อยยืนหน้าตูมด้วยความอิจฉา แม่หญิงจันทราก็รีบสลายเมฆาลงมาใกล้ๆแล้วถามอย่างระมัดระวัง “จ้อย เป็นอะไรไป? หรือว่าเสียใจที่ข้าเก่งกว่าเจ้า? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเจ้าก็รีบบอกมาเถอะ ข้าจะได้หัวเราะเยาะให้สะใจไปเลย...”
จ้อยแหงนหน้ามองนางตาปริบๆก่อนจะโพล่งออกมา “ไอ้ด่าง... เธอเริ่มจะร้ายขึ้นแล้วนะ!”
โป๊ก!
“ใครไอ้ด่างยะ!”แม่หญิงจันทราเขกหัวจ้อยไปหนึ่งที “พูดมาดีๆ เจ้าเป็นอะไรไปหรืออิจฉาที่ข้าแสดงฤทธิ์ได้ก่อนเจ้าจริงๆ?”
จ้อยกลอกตาไปมา“ใครจะอิจฉากันล่ะครับ... ผมล่ะอยากให้แม่หญิงมีตบะแก่กล้าจนไม่มีใครกล้าแหยม ตอนนั้นผมจะได้ใช้ชีวิตเป็นกระรอกเกาะแม่หญิงกินไปวันๆไม่ต้องมานั่งเหนื่อยทำนั่นทำนี่ให้ปวดหัวอย่างตอนนี้”
ใช่ครับ...ไอ้เจ้าจ้อยจอมหน้าด้านคนนี้ไม่ได้สนใจเรื่องศักดิ์ศรีอะไรเลยเขาเขินที่จะยอมรับตรงๆ แต่ลึกๆ เขายอมเป็นรองเพื่อให้คนที่เขารักปกป้อง ชาติก่อนเขาถึงได้เป็นโสดสนิทมาตลอด...ตลอด... และตลอดไป...
“งั้นเหรอ...ถ้าอย่างนั้นก็ดี รอให้ข้ามีอาคมเก่งกว่านี้ก่อนเถอะเจ้าจะ... ไม่สิ!ปกติเจ้าก็เกาะข้ากินอยู่แล้วนี่นา ข้าเป็นเจ้าของ เจ้าเป็นสัตว์เลี้ยงเพราะฉะนั้นตอนนี้เจ้าก็กำลังเสวยสุขบนแรงงานข้าอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!”แม่หญิงจันทราตอกกลับ
จ้อยพยายามจะหาคำมาเถียงแต่พอมองเห็นแววตาของผู้ชนะของนาง เขาก็ขอยอมแพ้ “เอาเถอะครับต่อไปนี้ผมจะเป็นกระรอกที่ตั้งใจเกาะแม่หญิงกินอย่างดีที่สุดเลย!”
“ดีมาก... ไปเถอะลงไปดูข้าวของที่บ้านเก่าเรากัน” แม่หญิงจันทราอุ้มจ้อยไว้ในอ้อมอกแล้วใช้เมฆาพาร่างของทั้งคู่ค่อยๆ ลอยลงไปในบ่อ
บ่อน้ำแก้วมณี สมชื่อจริงๆผนังบ่อทำจากแก้วมณีแวววาวดูหรูหราอลังการ แต่ยิ่งลงไปลึกเท่าไหร่รอบข้างก็ยิ่งมืดสลัวลงเรื่อยๆ เมื่อลงไปได้ประมาณสิบกว่าเมตร ทั้งคู่ก็ถึงก้นบ่อซึ่งตรงกับตำแหน่งของถ้ำศิลาหินเดิมพอดี จ้อยรีบกวาดข้าวของทุกอย่างยัดใส่เข้าไปในหีบวิเศษ จนเรียบร้อย ขณะที่กำลังจะเตรียมตัวกลับขึ้นไป จ้อยกลับรู้สึกได้ถึง"ลมเย็นวาบ" ที่พัดมาจากส่วนลึกของถ้ำ
เขารือสึกสงสัยจึงหันกลับไปมองภายในส่วนที่ลึกที่สุดของถ้ำนั้นมืดมิดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด เส้นทางคดเคี้ยวลึกลงไปใต้ดินที่ผ่านมาทั้งจ้อยและแม่หญิงจันทราต่างก็ไม่เคยเข้าไปสำรวจเลย...แต่ตอนนี้ล่ะ...
“ไปกันเถอะครับกลับขึ้นข้างบนกัน” จ้อยตัดสินใจอย่างรวดเร็วเขายังไม่มีอารมณ์อยากจะไปเที่ยวผจญภัยในตอนนี้หรอก