เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 31 ปีใหม่แล้ว (1)

            เพื่อที่จะได้ตามทิงเสวี่ยไปกินหมูซดน้ำแกงที่บ้านหลินกั๋วจวิน หลินหงเหมยถึงกับไม่ยอมกินข้าวเที่ยง แต่ผลล่ะ? กลับถูกทิงเสวี่ยหลอกเข้าให้ ตอนนี้หลินหงเหมยทั้งโกรธทั้งหิว จนอยากจะกินเลือดกินเนื้อทิงเสวี่ยเสียให้รู้แล้วรู้รอด

        ทิงเสวี่ยยิ้มรับหลินหงเหมยที่บุกมาถึงบ้านเพื่อเอาเรื่อง “พี่หงเหมย ฉันบอกให้พี่รอก็จริง แต่ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไปแน่นอนสักหน่อยนี่นา อีกอย่างถ้าพี่อยากไปบ้านลุงใหญ่มากขนาดนั้น พี่ก็ไปเองเลยสิ จะมาลากฉันไปด้วยทำไม? หรือว่าพี่คิดว่าถ้าพี่ไปคนเดียว ลุงใหญ่กับป้าใหญ่จะไม่แบ่งหมูให้กิน ไม่แบ่งน้ำแกงให้ซดล่ะ?”

        หลินหงเหมย “…”

        หลินกั๋วผิงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาแกล้งทำเป็นตำหนิลูกสาวตัวเอง “เสียวเสวี่ย ลูกนี่จริงๆ เลยนะ ถ้าจะไม่ไปบ้านลุงใหญ่ก็น่าจะบอกพี่หงเหมยเขาไปตรงๆ จะไปหลอกเขาทำไมกัน?”

        ทิงเสวี่ยยิ้มอย่างทะเล้น “หนูไม่คิดว่าพี่หงเหมยจะหลอกง่ายขนาดนี้ ซื่อเสียจริง     ะ ต่อไปหนูไม่หลอกพี่เขาอีกแล้ว”

        สองพ่อลูกรับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ปล่อยให้หลินหงเหมยกลายเป็นอากาศธาตุไปโดยปริยาย เธอทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ แล้วก็เดินจากไป

        พอหลินหงเหมยไปแล้ว หลินกั๋วผิงจึงถามลูกสาวว่าทำไมถึงไปหลอกพี่หงเหมยเขาแบบนั้น

        ทิงเสวี่ยตอบ “หนูหลอกเขาสักครั้ง เขาจะได้จำค่ะ ต่อไปจะได้ไม่มาคอยตามก้นหนูเพื่อหาเศษหาเลยอีก เธอคนนี้กับป้าใหญ่น่ะเหมือนกันเลย เป็นพวกปี่เซียะ กินเข้าแต่ไม่ถ่ายออก”

        “เสียวเสวี่ยของพ่อไปมีหัวคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ!” หลินกั๋วผิงหัวเราะพลางลูบหัวลูกสาว

        ไม่นานหลินกั๋วอันก็กลับมาจากข้างนอก

        ตั้งแต่หลินกั๋วอันรู้ว่าในภูเขามีสมุนไพรมากมาย ทุกครั้งที่เขาขึ้นเขาก็ไม่ได้ไปแค่จับกระต่ายป่าไก่ป่าอีกแล้ว แต่ยังมองหาสมุนไพรด้วย

        ช่วงนั้นทิงเสวี่ยเคยวาดแผนที่คร่าวๆ ให้หลินกั๋วอัน สอนให้เขารู้จักสมุนไพรบางชนิดที่อาจจะเจอในป่า

        ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่หลินกั๋วอันกลับจากภูเขา เขาก็มักจะได้สมุนไพรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง แม้จะไม่ได้เจอเหอโส่วอูอายุหลายสิบปีแบบนั้นอีก แต่ก็ยังพอหาเก็บสมุนไพรธรรมดาๆ ได้บ้าง เก็บเล็กผสมน้อยแล้วค่อยเอาไปขายที่ตลาด

        หลินกั๋วอันขุดเหอโส่วอูขนาดเล็กอายุราวหนึ่งถึงสองปีกลับมาได้สองหัว

        ทิงเสวี่ยแนะนำว่าเหอโส่วอูสองหัวนี้อย่าเพิ่งขาย ให้หาที่เหมาะๆ ปลูกทะนุถนอมเอาไว้ รอสักสิบยี่สิบปีค่อยเอาไปขาย จะได้ราคาดี

        หลินกั๋วผิงเคยได้ลิ้มรสผลตอบแทนอันหอมหวานมาแล้ว ดังนั้นคำแนะนำของทิงเสวี่ยเขาย่อมรับฟัง

        เมื่อเห็นว่าเหอโส่วอูเล็กสองหัวนี้ยังสดอยู่ หลินกั๋วผิงก็บอกหลินกั๋วอันว่า “เอาไปปลูกที่สวนบ้านแกเถอะ ดินที่นั่นดีกว่าที่นี่”

        หลินกั๋วอันรับคำ “ได้ครับ”

        ทิงเสวี่ยรีบพูดขึ้น “คุณอาสามคะ เอาเหอโส่วอูสองหัวนี้ไปปลูกใกล้ๆ ส้วมหลุมที่บ้านคุณอาสิคะ ตรงนั้นกลิ่นเหม็นจะตายไป คงไม่มีใครสังเกตเห็นหรอกว่าจะมีเหอโส่วอูอยู่แถวนั้น”

        หลินกั๋วอันรับคำอีกครั้ง “ได้ๆ”

        หลินกั๋วผิงมองดวงตาที่เปล่งประกายวิบวับของลูกสาว อดทึ่งไม่ได้ เสียวเสวี่ยของเขาช่างเจ้าแผนการจริงๆ

        ทิงเสวี่ย “…”

        ตอนกินข้าวเย็น ทิงเสวี่ยบอกพ่อว่าวันนี้เธอไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านคุณปู่คุณย่าหวงมา ฟืนที่ผ่าไว้ที่บ้านท่านเหลือน้อยแล้ว ต้องเอาไปให้พวกท่านบ้าง ถ้าไม่เอาไปให้ ปีใหม่นี้อาจจะไม่มีฟืนพอใช้

        หลินกั๋วผิงพยักหน้า “ได้สิ พรุ่งนี้กินข้าวเช้าเสร็จ พ่อจะเอาฟืนไปให้คุณปู่คุณย่าหวงเอง อ้อ จริงสิ ขาของคุณปู่หวงยังเจ็บมากอยู่ไหม?”

        ทิงเสวี่ยตอบ “ยังเจ็บมากอยู่ค่ะ คุณย่าหวงเล่าว่า ตอนกลางคืนคุณปู่เจ็บจนนอนไม่หลับ แต่ก็ยังพยายามอดทนกลัวคุณย่าจะได้ยิน จริงๆ แล้วคุณย่าก็ไม่ได้หลับเหมือนกันค่ะ”

        อาการปวดขาของคุณปู่หวงถือเป็นโรคคนแก่ ประกอบกับตอนหนุ่มๆ ท่านเคยไปรบและได้รับบาดเจ็บ พอแก่ตัวลงอาการปวดขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ได้แต่พึ่งยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ

        ผ่านไปหนึ่งคืนโดยไม่ฝัน เผลอแผล็บเดียวก็ถึงวันรุ่งขึ้น

        หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ หลินกั๋วผิงก็มัดฟืนที่ผ่าเตรียมไว้สองมัดใหญ่ๆ เอาไปให้บ้านคุณปู่คุณย่าหวง ทิงเสวี่ยก็ตามไปด้วย ในมือของเธอไม่ได้ว่างเปล่า เธอถือขนมขบเคี้ยวที่ตัวเองชอบกินและคุณย่าหวงก็ชอบกินไปด้วยเล็กน้อย

        ตอนที่สองพ่อลูกไปถึง คุณย่าหวงกำลังจะออกไปซื้อยาพอดี ยาแก้ปวดของสามีและยาลดความดันของตัวเองหมดแล้ว ต้องไปซื้อที่คลินิกในหมู่บ้าน

        “คุณย่าหวงคะ หนูไปซื้อยาให้เอาไหมคะ” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทิงเสวี่ยช่วยซื้อยาให้ผู้สูงอายุ สองผู้เฒ่าจึงไว้ใจในความสามารถของเธอมาก

        คลินิกในหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลนัก ถ้าเดินไปก็ใช้เวลาประมาณสิบกว่านาที

        ทิงเสวี่ยเดินไปพลางฮัมเพลงไปพลาง ไม่นานก็ถึงคลินิก

        เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง ช่วงนี้คนเป็นหวัดกันเยอะ พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้ยินเสียงไอและเสียงเด็กร้องจ้าเพราะถูกจับฉีดยาดังมาจากในคลินิก

        ในคลินิกมีหมอสองคน เป็นพ่อลูกกัน หมอหนุ่มกำลังฉีดยาให้เด็กคนหนึ่ง ส่วนหมอผู้สูงวัยกำลังง่วนอยู่กับการจดบันทึก

        “คุณปู่สือคะ หนูมาซื้อยาค่ะ” ทิงเสวี่ยเดินไปหยุดอยู่หน้าหมอใหญ่สือ เอามือแตะโต๊ะเบาๆ ผู้สูงอายุพอได้ยินเสียงทิงเสวี่ยก็รีบหยุดปากกาแล้วเงยหน้าขึ้น “เสียวเสวี่ย ไม่สบายเองหรือว่าเป็นอะไรไป?”

        ทิงเสวี่ยตอบ “หนูมาซื้อยาให้คุณปู่คุณย่าหวงค่ะ”

        “อืม รู้แล้ว รอเดี๋ยวนะ ปู่ไปหยิบให้” หมอใหญ่สือหยิบปากกาขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็กตรงหน้าอีกครู่หนึ่ง แล้วก็หันไปหยิบยา ไม่นานก็นำขวดยาเล็กๆ หลายขวดมาวางตรงหน้าทิงเสวี่ย

        ไม่ต้องให้หมอสือบอก ทิงเสวี่ยก็รู้ว่าขวดไหนเป็นยาลดความดัน ขวดไหนเป็นยาแก้ปวด และวิธีกินยาเธอก็รู้ดีอยู่แล้ว

        หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ทิงเสวี่ยก็ถือยาเดินออกจากคลินิก เธอไม่ค่อยถูกโรคกับกลิ่นในคลินิก บางทีอาจเป็นเพราะสองเดือนสุดท้ายก่อนตายในชาติที่แล้วเธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล แม้ว่าที่นี่จะเป็นแค่คลินิกเล็กๆ ไม่เหมือนโรงพยาบาลใหญ่ๆ แต่ก็ยังทำให้ทิงเสวี่ยรู้สึกอึดอัดอยู่ดี

        พอเดินออกจากคลินิก ทิงเสวี่ยก็สูดลมหายใจลึกๆ มองท้องฟ้าที่สีครามสดใส จากนั้นก็รีบเดินจ้ำอ้าวกลับ แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเรียก “หลินทิงเสวี่ย เดี๋ยวก่อน”

        เป็นเสียงเด็กผู้ชาย เสียงนั้นทำให้ทิงเสวี่ยรู้สึกไม่คุ้นเคยนัก แต่เสียงไพเราะมาก เธอหยุดเดินอย่างเป็นธรรมชาติ หันกลับไป แล้วก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเดินมาจากอีกทางหนึ่ง ใต้แสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า แก้มของเด็กชายบวมแดงเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความงดงามราวกับภาพวาดของเครื่องหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย

        ฉินหยวนเฟิง

        ทิงเสวี่ยไม่คิดว่าจะได้เจอฉินหยวนเฟิงอีกเร็วขนาดนี้

        แล้วเขาก็ยังจำชื่อเธอได้ด้วย อืม ความจำดีไม่เลวเลยนี่นา แล้วหน้าเขาไปโดนอะไรมา? ดูแวบเดียวก็รู้ว่าถูกต่อย

        ฉินหยวนเฟิงก้าวยาวๆ เดินตรงมาหาทิงเสวี่ย “หลินทิงเสวี่ย เธอป่วยเหรอ?”

        ทิงเสวี่ยตอบ “เปล่านี่ ฉันมาซื้อยาให้เพื่อนบ้านน่ะ แล้วแก้มของนายล่ะบวมได้ยังไง? ถูกหวังเหว่ยไฉต่อยมาใช่ไหม”

        ฉินหยวนเฟิงส่งเสียงอึกอักในลำคอ แล้วจึงพูดว่า “ฉันก็ต่อยมันเหมือนกัน มันน่ะอาการหนักกว่าฉันอีก”

        ทิงเสวี่ย “…”

        “ในเมื่อนายสู้มันได้ แล้วทำไมนายยังปล่อยให้มันตบหน้านายตั้งหลายทีล่ะ” สายตาของทิงเสวี่ยจับจ้องไปที่รอยบวมแดงบนแก้มของฉินหยวนเฟิง

        ฉินหยวนเฟิงพูดว่า “ฉันตั้งใจให้มันต่อยฉันก่อน ถ้าฉันไม่เจ็บแล้วมันเจ็บคนเดียว ป้าสะใภ้คนนั้นต้องยิ่งไม่ยอมแน่ๆ แบบนี้ฉันกับหวังเหว่ยไฉก็ถือว่าเจ๊ากันไป ป้าสะใภ้คนนั้นไปอาละวาดที่บ้านคุณปู่คุณย่าแล้ว แต่ก็ไม่ได้เปรียบอะไรหรอก”

        จากนั้นฉินหยวนเฟิงก็เล่าเรื่องราวที่หลี่ชุนหงไปอาละวาดที่บ้านเมื่อวานให้ทิงเสวี่ยฟังอย่างออกรส

        ทิงเสวี่ยพูด “ไม่คิดว่านายจะฉลาดเหมือนกันนะ ถ้านายทำให้ตัวเองเก่งขึ้น ฉันเชื่อว่าต่อไปพวกนั้นก็ไม่กล้ารังแกนายอีก ฉันเข้าใจว่าที่ผ่านมานายต้องระมัดระวังตัวตลอดเพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้คุณปู่คุณย่า แต่ยิ่งนายยอมอ่อนข้อให้ คนบางคนก็จะยิ่งได้คืบจะเอาศอก ตราบใดที่นายไม่ไปรังแกคนอื่นก่อน ถ้าคนอื่นมารังแกนายแล้วนายตอบโต้กลับไปก็ไม่ผิดหรอก”

        “หลินทิงเสวี่ย ไม่คิดว่าเธออายุน้อยแค่นี้จะเข้าใจอะไรเยอะแยะขนาดนี้ เธอเก่งจริงๆ!” ฉินหยวนเฟิงมองทิงเสวี่ยด้วยแววตาชื่นชมและขอบคุณ เด็กผู้หญิงคนนี้เห็นๆ อยู่ว่าอายุน้อยกว่าเขาตั้งเยอะ แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่าเธอดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเขามากก็ไม่รู้

        พอได้ยินฉินหยวนเฟิงพูดว่าตัวเองอายุน้อยแค่นี้ ทิงเสวี่ยก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “อะไรกันอายุน้อยแค่นี้ พอพ้นปีใหม่นี้ฉันก็เก้าขวบแล้วนะ แก่กว่านายไม่เท่าไหร่หรอก”

        ฉินหยวนเฟิง “เธออายุน้อยกว่าฉันตั้งสองปี จะไม่เรียกว่าอายุน้อยได้ยังไงล่ะ”

        ทิงเสวี่ย “…”

        “หลินทิงเสวี่ย บ้านเธออยู่ไหนเหรอ? หลังปีใหม่นี้ ฉันขอไปอวยพรปีใหม่ที่บ้านเธอได้ไหม?” ฉินหยวนเฟิงมองทิงเสวี่ยตาแป๋ว เขาแสดงความจริงใจอยากจะเป็นเพื่อนกับเธอจริงๆ

        ในช่วงเวลานั้น พวกเขาทั้งสองยังเป็นเด็กที่เรียบง่าย บริสุทธิ์ คิดว่าใครที่ดีกับตัวเอง คนนั้นก็คือคนดี ควรค่าแก่การเข้าไปใกล้ชิด

        สำหรับข้อเสนอของฉินหยวนเฟิงที่ว่าจะมาสวัสดีปีใหม่ที่บ้านหลังปีใหม่ ทิงเสวี่ยก็ไม่ได้ปฏิเสธ จากนั้นเธอก็บอกที่อยู่บ้านของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังอย่างละเอียด

        หลังจากแยกย้ายกันแล้ว ทิงเสวี่ยก็เดินฮัมเพลงกลับบ้านต่อ

        เธออดนึกถึงชาติก่อนของฉินหยวนเฟิงไม่ได้

        แม้ว่าในชาติก่อนตอนที่เธอกับฉินหยวนเฟิงยังมีชีวิตอยู่ ตัวเธอเองไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่เรื่องราวในอดีตของฉินหยวนเฟิงเธอก็รู้ดีอยู่แล้ว

        หลังจากฉินหยวนเฟิงประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง เขาก็ได้ออกหนังสือชีวประวัติของตัวเองเล่มหนึ่ง

        เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือชีวประวัติเล่มนั้นเป็นการรำลึกถึงวัยเด็กที่โชคร้ายของเขา

        ทิงเสวี่ยรู้จากหนังสือชีวประวัติเล่มนั้นว่า ก่อนที่ฉินหยวนเฟิงจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาไม่เคยมีเพื่อนแท้เลยสักคน เพื่อนแท้ที่สามารถเปิดอกคุยกันได้ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้

        เนื่องจากฉินหยวนเฟิงเรียนเก่ง ประกอบกับวัยเด็กที่โชคร้าย ทำให้เขาเป็นคนสันโดษ เก็บตัว และเย็นชามาโดยตลอด จนคนรอบข้างไม่กล้าเข้าใกล้

        เขาอยู่ที่หมู่บ้านต้าเหอเป็นเวลาเกือบเจ็ดปีกว่า แต่ก็ไม่เคยมีเพื่อนเล่นที่สนิทสนมเลยสักคน เขาไปไหนมาไหนคนเดียวเสมอ บางครั้งหวังเหว่ยไฉจะชวนเขาไปเล่นด้วย แต่จริงๆ แล้วเจตนาที่แท้จริงของหวังเหว่ยไฉคือต้องการให้คนอื่นมาร่วมหัวเราะเยาะและรังแกฉินหยวนเฟิงกับตนเอง

        ฉินหยวนเฟิงกับหวังเหว่ยไฉเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ฉินหยวนเฟิงสอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง แล้วหวังเหว่ยไฉล่ะ? ไม่สอบได้ที่โหล่ก็ที่รองโหล่ นานๆ ทีจะสอบได้ที่สามจากท้าย นั่นก็เพราะว่าคนที่สอบได้ที่โหล่กับรองโหล่คนหนึ่งท้องเสียวิ่งเข้าห้องน้ำจนทำข้อสอบไม่ได้ อีกคนก็ลอกคนอื่นแล้วดันเผลอลอกชื่อเจ้าของคำตอบมาด้วย

        ความแตกต่างของผลการเรียนทำให้หวังเหว่ยไฉยิ่งเกลียดฉินหยวนเฟิงมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงยิ่งกลั่นแกล้งทำให้ชีวิตของฉินหยวนเฟิงลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ

        แม้ว่าหวังเหว่ยไฉจะเรียนไม่เก่ง แต่ก็มีความสามารถในการเป็นผู้นำ เด็กๆ แถวนั้นต่างก็ยอมฟังเขา เขาจึงเป็นเหมือนหัวโจกของเด็กๆ

        ทิงเสวี่ยเคยสัมผัสกับความโดดเดี่ยวอย่างสุดซึ้งมาแล้ว ดังนั้นเธอจึงเข้าใจดีว่าการไม่มีเพื่อนเล่นของฉินหยวนเฟิงนั้นมันเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายแค่ไหน?

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808