ด้วยความสงบที่มีอยู่ในตอนนี้นั้นทำให้ภานุสามารถมองเห็นความผิดปกติบางอย่างท่ามกลางความวุ่นวายนั้นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ท่ามกลางเหล่าผู้โดยสารที่พากันแสดงความหวาดกลัวในแบบต่างๆ จนเกิดการวุ่นวายนั้นได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์แต่งตัวในชุดสีดำทั้งตัวนั่งรออยู่บนที่นั่งผู้โดยสารอย่างสงบเสงี่ยมจนดูผิดสังเกต
ภานุนั้นไม่กล้าไว้วางใจเมื่อได้ยินประกาศก่อนหน้านี้จากพนักงานบนรถไฟ ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะเป็นเพราะกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งตั้งใจจะสร้างความวุ่นวายขึ้น
“คุณเป็นอะไรไหม? ทำไมถึงทำหน้าเครียดล่ะ? ”
ชาร์ลอตต์ถามออกมาด้วยความสงสัยเมื่อเห็นภานุทำสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก อย่างไรก็ตามชายหนุ่มกลับไม่ได้ตอบคำถามของเธอ ชายหนุ่มเพียงส่งสัญญาณมือเพื่อให้เธอนั้นเงียบลงและเขาก็คอยชำเลืองมองกลุ่มคนชุดดำที่น่าสงสัยอย่างเงียบๆ ชุดสีดำของพวกเขานั้นแทบจะเหมือนกันทั้งหมด แถมยังสวมผ้าปิดปากเอาไว้อีกด้วย
เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงนาทีแม้ว่าภานุไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแต่ชายหนุ่มก็สามารถจับสายตาที่คนพวกนั้นใช้มองมาได้ เขาสังเกตเห็นว่าภายในหนึ่งนาทีนี้นั้นพวกเขาถูกคนกลุ่มนั้นมองมากว่าหลายสิบครั้ง และชายหนุ่มก็ได้รู้ในตอนท้ายว่ากลุ่มชายพวกนั้นไม่ได้มองมาที่เขาเลยแต่กลับจงใจมองมาที่สาวน้อยข้างๆ เขา
“ท่าไม่ดีแล้ว! ”
ภานุรีบจูงมือของชาร์ลอตต์โดยสัญชาตญาณเพื่อไปหลบอยู่หลังกำแพงที่ยืนออกมาข้างๆ รถไฟทันทีเพื่อหลบสายตาของคนพวกนั้นและสังเกตอยู่ห่างๆ
“คุณพาฉันไปไหนงั้นเหรอ? ”
ชาร์ลอตต์เริ่มจะเกิดอาการสับสนอย่างไรก็ตามเธอยังคงเชื่อฟังภานุที่เป็นคนช่วยชีวิตเธอเอาไว้ แม้ว่าตอนนี้เธอจะไม่ทราบถึงเจตนาของชายหนุ่มก็ตาม
ชายหนุ่มลองนับจำนวนของชายชุดดำที่มีท่าทางแปลกๆ ดูอีกครั้งและพบว่าจำนวนนั้นมีมากถึงหกคน หลังจากที่ทั้งสองได้แอบอยู่หลังกำแพงแล้วนั้นชายทั้งหกคนก็ยิ่งจ้องมองตามมามากกว่าเดิมก่อนที่พวกเขาจะหันไปหากันและพยักหน้าให้กัน จากนั้นก็ได้พากันลุกและเดินตรงมาหาชายหนุ่มกับหญิงสาว
“มันไม่ปกติแล้ว”
ภานุค่อยๆ หวาดกลัวขึ้นเมื่อเห็นท่าทางที่ดุร้ายของอีกฝ่าย แม้แต่หญิงสาวเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ เธอจึงได้กล่าวถามภานุพร้อมกับมองออกไปหาชายทั้งหกคนนั้นที่เดินตามพวกเธอมา อย่างไรก็ตามเมื่อเธอหันหน้าไปมองเธอรีบหุบปากลงทันทีและไม่ต้องการพูดสิ่งใดอีก ตอนนี้เธอได้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้วหลังจากได้เห็นชายชุดดำทั้งหกคนนั้นถืออุปกรณ์สีดำที่เข้ากันกับชุดของพวกเขา สำหรับคนอื่นมันอาจจะดูแปลกตาแต่สำหรับคนที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างภานุและชาร์ลอตต์แล้วจะต้องรู้จักมันอย่างแน่นอน
“ปืน! ”
หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นคงนัก ปืนนั้นเรียกได้ว่ามีราคาแพงและเป็นอาวุธสงครามที่จะไม่ขายให้กับคนธรรมดานอกจากทหาร ตามบัญญัติของกฎหมาย เนื่องจากผู้ที่จะใช้ปืนได้นั้นจำเป็นต้องฝึกฝนมาอย่างดีและต้องมีสติไม่ใช้มันทำสิ่งที่เลวร้าย การที่ชายชุดดำปริศนาทั้งหกสามารถถือครองปืนคนละกระบอกได้นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดเกินไป
ในตอนแรกภานุคิดว่าพวกเขาอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปลอมตัวอยู่บนรถไฟนี้ แต่เมื่อนึกถึงการกระทำที่เฝ้าดูผู้โดยสารอย่างเย็นชา และความต้องการฆ่าที่เผยออกมาตอนนี้ชายหนุ่มก็เข้าใจในทันที
เขาหันกลับมามองใบหน้าที่หวาดกลัวของชาร์ลอตต์ตอนแรกเขาต้องการจะถามเธอว่า เหตุเธอจึงมีศัตรูที่ต้องการเอาชีวิตเธอมากขนาดนี้แถมยังใช้ปืน แต่สถานการณ์ตอนนี้ดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่ที่ชายหนุ่มจะตั้งคำถาม
ชายหนุ่มตัดสินใจกับตัวเองเงียบๆ และคิดว่าเขาควรจะลองพูดคุยกับพวกนั้นดูก่อน เพราะต่อให้ชายหนุ่มจะกล้าหาญสักแค่ไหนเขาก็ไม่กล้าปะทะกับปืนหกกระบอกด้วยตัวคนเดียว
“ตึก…ตึก…ตึก…”
ด้วยสถานการณ์ที่กดดันมากเช่นนี้ยิ่งทำให้หัวใจของภานุนั้นเต้นแรงและเขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองดังกว่าเสียงรถไฟที่วิ่งกระทบและเสียดีกับรางเสียอีก ภานุพยายามใช้หูฟังเสียงเท้าอย่างไรก็ตามดูเหมือนจะไม่ง่ายที่จะแยกแยะเสียงพวกนั้นได้เพราะเสียงรถไฟนั้นรบกวนอยู่ตลอด
ภานุจับมือหญิงสาวเอาไว้แน่นแสดงให้เห็นว่าตัวเขาในตอนนี้กดดันและเป็นกังวลขนาดไหน เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดก่อนที่จะหันหน้ากลับมามองหญิงสาวและกล่าวบางอย่าง
“ถ้าเธอเชื่อใจฉันจำเอาไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าก้าวออกไปจากตรงนี้เด็ดขาด! ”
ชาร์ลอตต์พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เมื่อชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นเขาก็ได้ปล่อยมือเธอก่อนที่จะเปลี่ยนใบหน้าเป็นยิ้มอย่างเป็นมิตรที่สุดและก้าวออกไปทิ้งให้หญิงสาวนั้นอยู่คนเดียว
“คุณ…”
ด้วยการกระทำที่รวดเร็วของภานุทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะก้าวเดินตามไปซึ่งภานุได้รีบกล่าวห้ามอย่างทันที
“อย่าก้าวออกมาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น! ”
เมื่อภานุได้ก้าวออกมาจากที่ซ้อนปากกระบอกปืนทั้งหกก็หันมาในทิศทางของชายหนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกัน ภานุแทบจะหยุดหายใจในทันที ก่อนที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อยังไม่มีใครในหกคนนั้นสักคนที่ตั้งใจจะยิงชายหนุ่ม
“พวกคุณต้องการอะไร? ”
ภานุยกมือทั้งสองข้างที่สั่นๆ ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขายอมจำนนแล้ว เขาพยายามฝืนบังคับจิตใจของตัวเองให้ใจเย็นไม่ให้สติแตกร้องไห้เรียกหาแม่ แม้ว่ามันค่อนข้างที่จะยากก็ตาม
กลุ่มชายชุดดำนั้นยังไม่ลดปืนลงพวกมันหันหน้ามาพยักหน้ากันก่อนที่ชายที่อยู่ตรงกลางจะเป็นตัวแทนในการกล่าวบางอย่างกับชายหนุ่ม
“พวกเราเป็นนักฆ่าที่ถูกจ้างมาให้ฆ่าหญิงสาวที่อยู่กับแก ถ้าไม่อยากตายกส่งตัวเธอมาซะ! ชีวิตของเธอไม่ได้เป็นของแกดังนั้นอย่าพยายามเล่นตุกติก ฉันคิดว่ามันไม่คุ้มหรอกนะที่จะเล่นบทฮีโร่ตอนนี้! ”
สีหน้าของภานุเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว เขาไม่กล้าหันกลับไปมองหญิงสาวเพราะกลัวว่าพวกมันจะฆ่าเขาหากพยายามทำอะไรไม่เข้าท่า
ดูเหมือนว่าพวกนักฆ่าพวกนั้นจะไม่ได้สนใจภานุเลย อาจจะเป็นเพราะภานุนั้นยังคงจะเป็นเด็กและพวกเขาคิดว่าเด็กอย่างเขาไม่มีทางที่จะทำอะไรเหนือความคาดหมายพวกเขาได้