บทที่ 20 เจอตัวแล้ว!
“คุณฮานะหมายความว่ายังไงคะ ที่บอกว่าวันนี้อาจจะได้เจอหรือไม่ได้เจอโค้ชชิริว?” ฉันถามออกไปอย่างสงสัย คุณฮานะยิ้มก่อนจะตอบว่า
“คุณพ่อท่านสั่งฉันไว้น่ะค่ะ ว่าถ้ายังทำตามที่ฉันจะบอกคุณวิกกี้หลังจากนี้ไม่ได้ คุณวิกกี้ก็ยังเจอกับคุณพ่อท่านไม่ได้ค่ะ”
“ทำอะไรเหรอคะ”
“นั่งสมาธิค่ะ”
“นั่งสมาธิ? มันแปลกพิสดารกว่าการนั่งสมาธิแบบปกติทั่วไปเหรอคะ”
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ เป็วิธีฝึกสมาธิแบบเซนที่ถูกพัฒนาให้เหมาะกับคนที่มีพลังพิเศษค่ะ เบื้องต้นคุณวิกกี้จะต้องฝึกสมาธิจนรับรู้ถึงตำแหน่งที่เป็ต้นกำเนิดพลังของตัวเองให้ได้ก่อนค่ะ ถึงจะสามารถฝึกอย่างอื่นต่อไปได้ ถ้าเราทราบว่าจุดกำเนิดพลังของเรามาจากไหน อยู่ตรงไหน ก็จะทำให้เราสามารถควบคุมและใช้พลังพิเศษได้อย่างง่ายดายขึ้นมากเลยค่ะ คุณวิกกี้รู้จักการทำสมาธิแบบเซนมั้ยคะ”
“อ่า…ก็พอทราบอยู่บ้างค่ะ แต่รูปแบบที่ดิฉันทราบเป็แบบธรรมดานะคะ
“เดี๋ยวดิฉันอธิบายให้คุณวิกกี้เข้าใจไปทีละขั้นตอนนะคะ เชิญคุณวิกกี้ไปที่ห้องทำสมาธิดีกว่าค่ะ”
ฉันเดินตามคุณฮานะไปยังห้องที่ถูกเรียกว่าห้องทำสมาธิ ภายในห้องว่างเปล่าไม่มีเครื่องเรือนอะไรสักชิ้นเลย นอกจากเบาะรองนั่งที่วางซ้อนกันเป็ตั้งอยู่มุมหนึ่ง คุณฮานะเดินไปเลื่อนเปิดผนังไม้อีกด้านหนึ่งของห้องออก เผยให้เห็นสวนเล็ก ๆ ที่ถูกจัดตกแต่งเป็อย่างดีตามแบบฉบับญี่ปุ่นวิถีเซน หรือที่เรียกว่า ‘สวนแบบเซน’ มีชานไม้ที่ยื่นออกไปด้านนอก สามารถออกไปนั่งเล่นหรือไปนั่งสมาธิตรงนั้นได้
ฉันเดินออกไปนอกชาน สิ่งที่ดึงดูดสายตาในสวนมากที่สุดก็คือผืนทรายขนาดย่อมที่ถูกวาดลวดลายให้มองดูเหมือนคลื่นในน้ำหรือในทะเล มีการจัดวางก้อนหินรูปทรงแปลก ๆ ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างอยู่ด้านในผืนทราย สวนแบบเซนลักษณะนี้ทำให้มองดูแล้วสบายตาและรู้สึกสงบได้อย่างน่าประหลาด
“เริ่มกันเลยมั้ยคะ” คุณฮานะส่งเสียงถามฉัน ฉันหันหลังกลับไปและพยักหน้าให้กับเธอ
คุณฮานะเตรียมเบาะรองนั่งให้ฉันเรียบร้อยแล้ว เรานั่งกันในห้องโดยหันหน้าออกไปยังสวน เสียงดนตรีสำหรับนั่งสมาธิถูกเปิดคลอเบา ๆ คุณฮานะหลับตาลง ฉันจึงหลับตาตาม แล้วคุณฮานะก็เริ่มแนะแนวการฝึกสมาธิให้กับฉันด้วยทำนองเสียงเนิบช้า
“อันดับแรก…นั่งในท่าที่รู้สึกว่าสบายที่สุด…มือวางไว้บนเข่าสบาย ๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ…ไม่ต้องจดจ่อสมาธิไปที่ลมหายใจเข้าออกค่ะ ให้มุ่งเน้นไปที่การขจัดความคิดทั้งหลายที่ผุดขึ้นมาในหัวออกไปให้หมด…หยุดคิดถึงมัน ให้ในหัวเราเหลือแต่พียงความว่างเปล่า…หากระหว่างนี้มีความคิดอะไรผุดขึ้นมาในหัวก็ตาม ให้เราค่อย ๆ ปล่อยให้มันสลายไปเอง…อย่าไปคิดติดตามความคิดนั้น พยายามเพ่งจิตไปที่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าภายในจิตใจของเรา…ทำจิตใจให้สงบนิ่งที่สุด เมื่อจิตนิ่งแล้วเราจะเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า ‘จิตว่าง’ เมื่อถึงตอนนั้นเราก็จะเริ่มรับรู้ได้ถึงพลังในตัวเรา…”
ฉันทำตามที่คุณฮานะบอก ปกติฉันแทบไม่เคยนั่งสมาธิเลย มันเป็เื่ยากอยู่เหมือนกันที่จะทำให้ในหัวของเราว่างเปล่า เพราะมันมักจะมีเื่อะไรก็ไม่รู้ผุดขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งฝืนไม่ให้คิดจิตใจก็ยิ่งยุ่งเหยิงไม่สงบ ฉันลองทำตามที่คุณฮานะบอก…ปล่อยให้ความคิดมันสลายไปเอง ไม่ไปคิดตามต่อ ไม่ไปฝืนบังคับไม่ให้คิดถึงมัน แป๊บนึงมันก็หายไปจริง ๆ แต่ว่า…มีความคิดอื่นผุดขึ้นมาแทน! โอ้ย…แล้วเมื่อไหร่ในหัวมันจะว่างเปล่าได้ล่ะเนี่ย ให้เพ่งจิตไปที่ความว่างเปล่าในจิตใจ…มันต้องทำยังไงกัน!
เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ฉันเดินทางกลับมาถึงนีโอสยามซิตี้ด้วยความรู้สึกเซ็งจิตยากจะบรรยาย การฝึกสมาธิวันนี้ล้มเหลวไม่เป็ท่า ทำยังไงก็ไม่สามารถััได้ถึงความรู้สึกที่เรียกว่าจิตว่างได้สักที ยิ่งใจฉันร้อนรุ่มอยากจะฝึกให้ได้เร็ว ๆ มากเท่าไหร่ มันก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลจากความสำเร็จมากเท่านั้น นี่แค่ก้าวแรกของการฝึกมันยังยากขนาดนี้เลยเหรอไง ที่ผ่านมาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการนั่งสมาธิมันจะเป็เื่ยากขนาดนี้ ให้ตายเถอะพระเ้า!
“ให้มันรู้ไปสิว่าคนอย่างวิกกี้ โนเรีย กะอีแค่ฝึกนั่งสมาธิมันจะทำไม่ได้!” ฉันบ่นรำพันกับตัวเองขณะเดินไปยังจุดที่ตั้งเครื่องสารพัดบริการสาธารณะ แล้วฉันก็บังเอิญเห็นใครคนหนึ่งที่ทำให้ความรู้สึกเซ็งจิตของฉันเปลี่ยนเป็ความตื่นตัวเข้ามาแทนที่
ชายหัวเกรียนที่ฉันเห็นในความทรงจำของโทนี่! เค้ากำลังคุยกับใครบางคนผ่านฟิงอยู่ด้วยสีหน้าท่าทางอารมณ์ดีและกำลังจะเดินมาทางนี้ โอกาสมาถึงแล้ว! ทีนี้แหละฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเค้าทำงานให้ใคร และเค้ามาทำอะไรแถวนี้ ถ้าเค้าเดินมาถึงตรงนี้ฉันจะแกล้งทำเป็เซไปโดนเค้า ฉันรอให้เค้าเดินมาทางที่ฉันอยู่ แต่แล้ว…เค้ากลับหยุดเดินซะงั้น!? หันหน้าออกไปทางถนนเหมือนกำลังรออะไรอยู่
‘เอาไงดีวะ!’ ฉันเกาหัวด้วยความยุ่งยากใจ คิดหาวิธีการอื่น ‘หรือจะเดินเข้าไปล้มใส่เองซะเลย’
แล้วฉันก็เห็นรถคันหนึ่งวิ่งมาแต่ไกล เหมือนกำลังจะเข้ามาจอดเทียบฟุตบาท ดูจากท่าทางชายหัวเกรียนคนนี้แล้วกำลังรอจะขึ้นรถคันนั้นแน่ ๆ ไม่ทันการณ์แล้ว! ฉันไม่คิดอะไรทั้งนั้น วิ่งเต็มฝีเท้าพุ่งไปทางชายหัวเกรียนคนนั้น ก่อนจะทำเป็สะดุดล้มหน้าคะมำ มือปาดไปโดนตัวชายหัวเกรียนคนนั้น ทันเวลาก่อนที่เค้าจะขึ้นรถพอดี! ฉันเพ่งจิตใช้พลังเต็มที่
ฉันกำลังยืนอยู่ในห้องปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่ง ชายคนหนึ่งในชุดกาวน์ที่ดูเหมือนจะเป็นักวิจัยกำลังยื่นกล่องโลหะสีเงินเล็ก ๆ ให้กับชายหัวเกรียนก่อนจะพูดว่า
“นี่คือตัวอย่างสารล็อตแรกที่ฉันทดลองผลิตออกมา นายเอาไปฉีดให้กลุ่มทดลองที่หามา แล้วเดี๋ยวเรามาดูกันว่าผลลัพธ์จะเป็ยังไง”
ชายหัวเกรียนรับกล่องมาก่อนจะเปิดฝาออกดู ฉันรีบเดินเข้าไปใกล้แล้วเห็นว่าด้านในมีขวดแก้วเล็ก ๆ ประมาณ 10 กว่าขวดถูกบรรจุจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบเต็มพื้นที่กล่องพอดี
“แล้วคนหนึ่งฉันต้องฉีดปริมาณแค่ไหน หมดทั้งขวดเลยรึเปล่า” ชายหัวเกรียนถาม
นักวิจัยพยักหน้ารับ “หมดขวดเลย หนึ่งคนต่อหนึ่งขวด แล้วบันทึกรายงานไว้ให้ฉันด้วยนะว่าแต่ละมื้อพวกนั้นกินอาหารอะไรไปบ้าง ขับถ่ายปกติดีมั้ย มีไข้หรือมีอาการอะไรบ้างหลังจากฉีดสารนี้”
“แล้วนายจะเข้าไปดูกลุ่มทดลองด้วยตัวเองด้วยรึเปล่า”
นักวิจัยส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ฉันดูผ่านกล้องอย่างเดียวก็พอ นี่แค่เพิ่งเริ่มทดลองใช้ ยังไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงมาก”
“โอเค…ตามนั้น” ชายหัวเกรียนรับคำก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกไปจากห้อง
“เดี๋ยวก่อน” ชายหนุ่มนักวิจัยกล่าวรั้งอีกฝ่ายไว้ก่อน “ต้องระมัดระวังให้ดีล่ะ ห้องที่ให้คนพวกนั้นพักต้องควบคุมอย่างดีตามที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้นะ แล้วกำชับคนที่คอยให้น้ำให้อาหารพวกนั้นด้วยว่าต้องใส่หน้ากากปิดปากปิดจมูกให้ดี และอย่าััโดนตัวคนพวกนั้น ถ้าเกิดมีใครเผลอไปโดนเข้าล่ะก็…นายคงรู้นะว่าต้องทำยังไง”
“แน่นอน…”
-------------------------------- ไปลุ้นกันต่อค่ะว่าวิกกี้ของเราจะเป็นยังไงต่อไปเรื่องฝึกพลัง จะได้เจอโค้ชชิริวแล้วรึยังน้า