เสียงฮือฮา ดังขึ้นทั่วทั้งบริเวณประตูเมืองหลวง จากเหล่าชาวเมืองที่มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย ทันทีประตูเมืองหลวงทางทิศใต้ได้เปิดออก ภาพของขบวนเหล่านักรบผู้หาญกล้า ที่ได้่ชิงชัยชนะมาสู้แคว้นหูเป้ย ในการศึกชิงพื้นที่ชายแดนจากผู้รุกราน ชัยชนะครั้งนี้นำความสุข ความสำราญมายัง เหล่าชาวเมืองหูเป้ย แห่งนี้กันอย่างทั่วหน้า ไม่ว่าจะชาวบ้าน พ่อค้าณิชย์ บัณฑิต ขุนนาง ชนชั้นสูงทั้งหลาย และแม้แต่ฮ่องเต้ ผู้ปกครองเมือง
แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด ของการรวมตัวกันในครั้งนี้เสียทีเดียว ร่างกำยำที่ดูสง่าผ่าเผย ที่กำลังควบม้าอาชา นำขบวนอย่างชายชาตรีอย่างเต็มขั้นแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุแห่งความสนใจจากเหล่าชาวเมือง เท่ากับชุดที่กำลังสวมใส่อยู่ ผ้าแพรสีชมพูสดใส พร้อมทั้งปักลายดอกเหมย ไว้อย่างประณีต ที่แม้แต่เหล่าคุณหนูในห้องหอ ยังต้องหลั่งน้ำตาเพราะความสวย ที่อยู่บนร่างกำยำนั้น
ทั้งหมดนี้มันคือความย้อนแย้ง ของผู้ที่ได้ชื่อว่าแม่ทัพใหญ่ของแคว้น หูเป้ยแห่งนี้ และการมาเยือนของบุรุษหน้าตาหล่อเหล่า ที่กำลังแผ่รังสีอำมหิต ให้กับผู้คนที่พบเห็น ที่แค่เดินผ่านยังทำให้ขนทั่วร่างลุกชันได้ไปอย่างง่ายดาย ใบหน้าอันงดงาม ที่มาพร้อมความเ็า ไร้อารมณ์ สายตาที่ดูอำมหิต และกลิ่นอายของความตาย ที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ มันช่างนำพาความรู้สึกสยดสยอง ให้มากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
เพราะเคยได้ยินแต่ในเื่เล่า กับวีรกรรมผ่านผลงาน ที่สุดแสนน่าสยองเ่าั้ ที่ถูกใส่เสริมเติมสี จนเกิดข่าวลือที่ต่างเล่าอ้าง ในการทำศึกในสนามรบ การฆ่าเหล่าศัตรูโดยไม่เลือกหน้า โดยเฉพาะแล้วถ้าเป็ผู้หญิงจะ ถูกกำจัดอย่างโหดร้าย และทารุณ อย่างที่สุด และถ้าศัตรูนั้นเป็บุรุษก็จะถูกกำจัดเช่นกัน เว้นเสียแต่ว่าบุรุษผู้นั้น เป็ที่ต้องตา ก็จะถูกนำมาเป็ทาสบำเรอกาม สนองรสนิยมอันแปลกแหวกประเพณี ให้กับผู้เป็แม่ทัพใหญ่ และความชมชอบบุรุษนั้น
แม้จะมีการถกเถียงอยากหลาย ว่าจริงหรือไม่แต่นั่นก็นำมาสู่การพนันขันต่อ ของเหล่าผีพนันในโรงเหล้าว่าแท้จริงแล้ว หยางจื่อถง แม่ทัพใหญ่ของแคว้น ที่ยังพ่วงตำแหน่งท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ ที่เป็ถึงพระญาติผู้น้องของฮ่องเต้ องค์ปัจจุบัน ที่ว่ากันว่าในแผ่นดินแห่งแคว้นหูเป้ยนี้ ถ้าจะมีใครมีอำนาจรองจากฮ่องเต้ ก็เป็หยางจื่อถง ผู้นี้เอง
ภาพการชุมนุมของเหล่าผู้คนทั้งเมือง ที่ต่างมารอต้อนรับขบวนเหล่าทหารกล้า ไม่ได้สร้างความปีติดีใจให้แก่ แม่ทัพใหญ่ผู้นี้นัก ไม่ว่าจะสายตาชื่นชม หวาดกลัว หรือสงสัยใดๆ ก็ไม่มีผลกับเขา ซ้ำยังสร้างแต่ความน่ารำคาญ ให้แก่เขาอีกด้วย เดิมที่เขาก็เกลียดการอยู่เมืองหลวงมากอยู่แล้ว ถึงได้ไปประจำที่เขตชายแดน ทิศใต้ที่มักเกิดเื่รุกรานจากต่างแคว้นอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อรบชนะเมื่อไหร่ เขาก็จะส่งแค่รองแม่ทัพเป็ผู้นำทัพกลับมาที่เมืองหลวงแห่งนี้ แต่ว่าคราวนี้เพราะมีราชโองการบ้าบอนั้น เขาจึงต้องจำใจเดินทางอาด้วยตัวเอง
“ข้าจะกลับจวน” เสียงของผู้แม่ทัพใหญ่ บอกแก่รองแม่ทัพเหล่าและลูกน้องคนสนิท ที่แค่พูดเท่านี้พวกเขา ก็รู้แน่ว่าผู้เป็นายคงเลี้ยงการเข้าเฝ้าฮ่องเต้แน่ และคงมีแต่พวกเขา ที่ต้องเข้าวังโดยปราศจากแม่ทัพอีกตามเคย
เมื่อบอกความตั้งใจของตนเองเสร็จสิ้น แม่ทัพใหญ่หยางจื่อถง ก็รีบเร่งควบม้าด้วยความเร็ว ทะยานมุ่งหน้าสู่ที่ตั้งของจวนอ๋องในทันที
“ท่านอ๋องน้อย ท่านกลับมาแล้ว” เสียงพ่อบ้านประจำวังอ๋องกล่าวขึ้นทันทีเมื่อเห็นผู้เป็เ้านาย ที่นานๆ ครั้งจะได้กลับมายังจวนที่เงียบเหงาแห่งนี้
“เสด็จพ่ออยู่ไหน” คำถามแรกพูด เมื่อกลับมาสู่จวนคือการถามหา ตาเฒ่าน่าตายคนนั้น
“ห้องทรงงาน พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ทราบที่อยู่ ของผู้เป็พ่อแล้ว แม่ทัพใหญ่หยางจื่อถง ก็ก้าวเท้าออกเดินนำไป อย่างรวดเร็ว
“มาแล้วหรอ” เสียงต่ำทุ่มเอ่ยขึ้นั้แ่ ผู้เป็ลูกชาย ยังไม่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องเสียด้วยซ้ำ
“ลูกคิดว่า เสด็จพ่อคงรู้เื่มาบ้างแล้ว”
“อืม เื่นั้นเอาไว้ก่อนเถอะ แต่เื่ที่ฝ่าา มีคำสั่งเรียกเ้ากลับมา เกี่ยวข้องกันกับเื่นี้หรือไม่”
“ลูกยังไม่ค่อยแน่ใจ เดียวพรุ่งนี้ที่จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ น่าจะได้คุยกับพระองค์ให้รู้เื่”
หยางจื่อถง คุยกับอ๋อง หยางจิ่งถง ผู้เป็พ่อ "แล้วเหตุใดเ้าไม่ไปถวายรายงานการรบเองเล่า" เป็แบบนี้ทุกทีเลย หยางจิ่งถง ส่ายหัวให้กับพฤติกรรมของลูกชาย ที่มันไม่อยากไปรายงานการศึกด้วยตัวเอง เพราะี้เีจะเจอหน้า ของเหล่าขุนนางเฒ่า ที่เอาแต่วันๆ ไม่เป็อันทำสิ่งใดที่เกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง
"ลูกว่าเอาเวลาไปตัดชุดใหญ่ยังมีประโยชน์เสียมากกว่า ไปตอบคำถามไอ้ขุนนางเ้าเล่ห์พวกนั้น" เมื่อได้ฟังคำตอบของผู้เป็ลูกชาย ท่านอ๋องหยางจิ่งถงก็ได้แต่ ปลงตกกับชีวิต เหตุใดกันลูกชายเขาถึงได้สนใจเื่เสื้อผ้า มากกว่าการพบฮ่องเต้ผู้เป็ถึงโอรส์ได้กัน
วันต่อมา พิธีจัดงานเลี้ยงต้อนรับ ให้กับเหล่านักรบทหารกล้า ที่สามารถนำชัยชนะมาสู่ แคว้นหูเป้ย ได้เริ่มขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลานพิธีกลางวังหลวง โดยมีฮ่องเต้ ที่เสด็จพร้อม ฮองเฮา และพระสนมกุ้ยเฟย พร้อมกับองค์ชาย และองค์หญิง ที่ทรงเสด็จออก มาร่วมพิธีในงานเลี้ยงฉลอง
เหล่าขุนนางอยู่กันพร้อมหน้า ต่างกล่าวคำถวายพระพร แก่ผู้ครองแผ่นดิน ในการชนะศึกในครั้งนี้ และจากการศึกครั้งนี้ ผูเป็ฮ่องเต้ก็ได้มีราชโองการถวาย ยศตำแหน่ง และเงินทอง ให้แก่เหล่านักรบทหารกล้าทั้งหลาย บรรยากาศ ชื่นมื่นอบอวลไปทั่วทั้งวังหลวง
หลังจากงานเลี้ยงได้จบลง ห้องทรงอักษร ที่บัดนี้เหลือเพียงบุคคลอยู่ แค่สามบุคคลเท่านั้น
“ในที่สุดเ้าก็กลับมาได้ให้ข้าได้เห็นสักที ถ้าไม่ใช่ราชโองการ ข้าคงเห็นหน้าจะได้เห็นหน้าเ้าแล้วสินะ ท่านแม่ทัพใหญ่ ทุกวันนี้เราแทบลืมหน้าตาของเ้าไปแล้ว” เสียงตัดพ้อแดกดัน หลุดออกจากปากของผู้เป็โอรส์ ที่มีศักดิ์เป็พี่ชายของแม่ทัพใหญ่
“หึ ฝ่าา หากพระองค์ทรงลืมไป กระหม่อมก็จะถ้วยความจำให้เสียหน่อยก็ได้ ว่ากี่รอบแล้วที่พระองค์ ทรงเสด็จหนีเที่ยว ไปหากระหม่อมถึงชายแดนทางใต้ ผ่านมาไม่ถึงสิบวันดีเสียด้วยซ้ำ” ผู้เป็แม่ทัพ ตอบกลับอย่างไม่ยอมลงให้กัน
“เอาละ เอาละ พวกเ้าทั้งสอง หยุดพูดจาไร้สาระ และเข้าเื่กันได้แล้ว”หยางจิ่งถง ที่ไม่อาจทนฟัง เ้าลูกและหลานชายที่พูดกระทบกันไปมาอยู่นั้น และไม่มีทางที่จะหยุดง่ายๆ รีบพูดตัดบทในทันที
ความสนิทสนมและความชิดเชื้อนี้ ต้องย้อนกลับไปยังอดีต เมื่อกว่ายี่สิบปีผ่านมา
เื่ราวภูมิหลังของ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ที่เป็เพียงองค์ชายห้า ที่ไร้พลังอำนาจตระกูลเก่าหนุ่นหลัง เพราะชาติกำเนิดจากมารดา ที่เป็สนมขั้นต่ำที่เป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ซ้ำร้ายยังได้ตายตกั้แ่ให้กำเนิดบุตรชาย และนั้นทำให้พระองค์ประสูติมา ก็ถูกเลี้ยงดูโดยเหล่านางกำนัลในตำหนัก ทำให้กลายเป็องค์ชายนอกสายตา
แต่เมื่อการแก่งแย่ง ราชบังลังก์มาถึง ในตอนที่ฮ่องเต้องค์ก่อน ได้เริ่มเจ็บป่วย เหล่าองค์ชายน้อยใหญ่ทั้งหลายต่างให้เส้นสายทุกอย่างที่มีในมือ วางแผนเข็นฆ่ากันจน ให้กับทุกฝ่าย ก่อเกิดากลางเมือง อ๋องหยางจิ่งถง ที่ตอนนั้นอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ทางเหนือ เมื่อไม่อาจปล่อยให้ความวุ่นวายนั้นบานปลายเกินจะแก้ไข ก็ได้ยืนมือเข้ามาช่วยคุ้มครองบังลังก์ของราชวงษ์หยาง ให้มั่นคงสืบต่อไป
เพราะการต่อสู้ทางขั้วอำนาจนั้น เหล่าองค์ชายต่างตกตาม ไปกับกลล่วง จนแทบจะสิ้นรัชทายาทสืบต่อ แม้ว่า หยางกิวเฟิง ในขณะนั้นอายุเพียง9 ชันษาและสามารถรอดพ้นประตูของความตายได้ แต่ก็ยังไม่วายได้รับพิษ พิษที่จำเพาะของตระกูลหมอหลวงอันเก่าแก่ที่สาบสูญ ที่แม้หมอหลวงที่เก่งที่สุดยังทำได้แค่ ยื้อเวลาชีวิตเท่านั้น
โชคดีที่ปีนั้นเกิดข่าวลือ ถึงข่าวของนักพรตผู้หนึ่ง ที่มีวิชาจนได้ชื่อว่าเป็เทพเซียนของการรักษา ท่านแม่ทัพหยางจิ่งถง ในขณะนั้นก็ได้ทำทุกวิถีทางจนสามารถ นำตัวท่านนักพรตผู้นั้นมารักษาได้อย่างทันการ ถึงแม้ว่าองค์ชายห้า จะพ้นลอดเอื้อมมือของยมทูต แต่การรักษาในคราวนั้น ก็ไม่อาจถอนพิษร้ายนั้น หายขาดไปได้ และไม่นานหลังจากฮ่องเต้ทางต
เหล่าขุนนางต่างมีถวายฎีกาเชิญให้ แม่ทัพหยางจิ่งถง ขึ้นเป็ฮ่องเต้แทนที่จะเป็ องค์ชายห้า แต่เป็ หยางจิ่งถง เองที่ไม่ยอมรับไว้ เพียงแค่จะช่วยดูแลบ้านเมือง ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทน จนกว่า องค์ชายหยางกิวเฟิงจะมีอายุครบ16 ชันษา จึงได้รับการแต่งตั้งเป็ฮ่องเต้ อย่างเป็ทางการอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลา หยางจิ่งถง จึงค่อยๆ ลดบทบาทของตนเองลงมา ค่อยเป็เพียงผู้ให้คำปรึกษา อยู่ด้านหลังเพียงเท่านั้น ดังนั้น ฮ่องเต้หยางกิวเฟิงกับแม่ทัพหยางจื่อถง จึงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งดั่งพี่น้องร่วมท้องมารดากันมา
ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้หยางกิวเฟิง ก็ปรับสีหน้าให้มาเคร่งเครียดอีกรอบ และเริ่มบอกกล่าวเื่ราว ที่ได้เกิดขึ้นกับองค์รัชทายาท ที่ตอนนี้ได้ล้มป่วย แม้แต่หมอหลวงเอง ก็ยังไม่อาจทราบสาเหตุ แต่ด้วยว่าอาการเหล่านี้ เป็เขาเองคุ้นเคยเป็อย่างดี เพราะว่าแม้ปัจจุบันเขายังอยู่กับมันมาเสมอ และมากกว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมา ย่อมเดาได้ไม่ยากว่าอาการเ่าั้เกิดจากสิ่งใด พิษ์ คือพิษร้ายที่ยังวนเวียนอยู่ในกายของเขา ให้เป็ระลึกถึง ร่องรอยปานสีดำที่ติดฝังกินลึกลงไป ในิัตรงหัวใจ ร่องรอยแห่งพิษนั่น จะขยายพื้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนเมื่อปานดำนั้นขยายจนรอบลำตัวแล้ว บุคคลผู้นั้นก็จะไม่อาจจะมีลมหายใจต่อไปได้อีก ขนาดเขาเองที่ได้นาถอนพิษนั้นไปบางส่วนแล้ว แม้ไม่ตาย แต่ว่าความทรมานเ่าั้เขายังจำมันได้ดี และคนที่รู้เื่พิษ์ ในตอนมีเพียงไม่กี่คน เท่านั้น คือท่านนักพรต หัวหน้าหมอหลวงในขณะนั้น และก็เพียง แค่พวกเขาทั้งสามคนเท่านั้น และเหตุใด องค์รัชทายาท จึงได้โดยพิษร้ายเช่นนั้นเล่นงานได้
เมื่อได้ฟังเื่ราวทั้งหมดแล้ว แม่ทัพใหญ่หยางจื่อถง และท่าน อ๋องหยางจิ่งถง ก็ต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ดวงหน้าที่อ่อนหวานบัดนี้มีเพียงความมืดดำมาแทนที่ พร้อมการแผ่รังสีแห่งความอาฆาต ที่พร้อมฆ่าใครสักคนได้ในทันที ความเงียบงันที่เข้าปกคลุ้มทั่วห้องนั้น น่าขนลุกจนแม้แต่เหล่าทหารเวรยาม ขันที นางกำนัล ที่อยู่ห่างออกไปไกลยังสามารถรู้สึกได้ ใครกันที่มันบังอาจใช้พิษโสโครกนั้น เล่นงานหลานชายของเขา
“ตอนนี้คนของข้าได้เบาะแส ของท่านโจวชิงฉีแล้ว ส่วนท่านนักพรตเทียนเวิ้น ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเลย” แม่ทัพใหญ่หยางจื่อถง บอกความคืบหน้าในการตามหา บุคคลเพียงผู้เดียว ที่รอดพ้นจากการสังหารหมู่ ที่ะเืไปทั้งเมืองหลวง ของตระกูลหมอหลวงชื่อดัง อย่างตระกูลโจว ที่เคยสาบสูญไปเมื่อ20 ปีที่แล้วที่ คิดไม่ถึงว่าอยู่ดีๆ จะมีเื่ราวที่บังเอิญได้ถึงขนาดนี้ เพราะอยู่ๆ เื่ข่าวของคนที่คาดว่าคือ โจวชิงฉี ก็ปรากฏขึ้น หลังจากที่เขาตาสืบมาเกือยยี่สิบปีก็ไม่พบอะไร แถมยังเป็่เวลาเดี่ยวกัน กับองค์รัชทายาทได้รับพิษอีก มันจะดูบังเอิญเกินไปแล้ว เห็นทีว่างานนี้เขา ต้องลงไปสืบข้อมูลด้วยตัวเองเสียแล้ว
“ตอนนี้ไม่รู้ว่าเ้าเคยได้ยิน ชื่อของสำนักปรุงยาที่เมืองหูหนาน หรือไม่ ได้ยินมาว่ามีผู้บำเพ็ญเพียร ที่สามารถในการปรุงยา ได้อย่างมหัสจรรย์อยู่” ฮ่องเต้เอ่ยถาม ผู้เป็แม่ทัพถึงเื่ราวที่ได้รับรายงานมา
“เรียนฝ่าา เื่นี้ข้าเองก็ได้ยินมา และได้ดส่งรองแม่ทัพฝีมือดีถึงสองคน ให้ลงไปตรวจสอบข้อมูลว่าจริงเท็จอย่างไร้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานย่อมเื่แน่นอน”
“แต่ว่าฝ่าา จากข้อมูลที่สายสืบรายงานมาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนผู้ที่เป็เ้า สำนัก จะเป็เพียงกลุ่มของขอทาน หรือไม่พวกนักต้มตุ๋น ที่อาศัยชุบแอบอ้างว่าตนเป็หมอเซียนนักพรต เท่านั้นพะยะคะ เพราะจากข้อมูล รายงานคนที่ทำงาน ในสำนักปรุงยานั่น เมื่อลองสืบกลับไปก็พบเป็เพียงขอทาน กลุ่มหนึ่งเท่านั้น ที่บังเอิญโชคดีรักษาโรคให้ชาวบ้านได้ แต่ก็มีที่รักษาไม่หายด้วยเช่นกัน “
“เป็เช่นนั้นเองหรอกหรือ เช่นนั้นทำไม ยังปล่อยให้มีการตั้งสำนักอยู่ได้ละ”
“ทูลฝ่าา เนื่องจากว่าสำนักปรุงยานั้น มีคุณมากกว่าโทษพ่ะย่ะค่ะ อย่างน้อยก็ยังช่วยเหลือชาวบ้านที่ไม่มีเงินค่ารักษา ไหนจะมีโรงทานแจกอาหารขอทานและผู้ยากไร้ตามข้อแม้แปลกๆ ของสำนักแห่งนี้อีก จึงจัดว่ามีประโยชน์อยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมาเ้าสำนัก เกิดเจ็บป่วยจนไม่สามารถออก มารักษาผู้คนได้ จึงได้ปล่อยข่าวลือ ว่าไปถือศีลปฏิบัติ ห้ามมีการรบกวนดังเดิม แค่ว่าที่น่าแปลกกว่าก็คือ พวกเขายังมียาใช้รักษา และยาเ่าั้มันมาจากที่ไหน ซึ่งเื่นี้มันชักแปลกๆ และข้าได้ส่งคนที่ไว้ใจได้ไปดูไว้แล้ว แต่ว่าเมื่อมีเื่ขนาดนี้ เห็นทีว่าข้าจะต้องลงมือเองเสียแล้ว ขอพระองค์ทรงไว้ใจ เราต้องหาทางช่วย ทั้งพระองค์และองค์ราชทายาท ในการหายาถอนพิษนั้นได้แน่”
"แล้วเื่ผู้ว่ายาเล่า เ้ารู้หรือยังว่าใครเป็คนทำ" ท่านอ๋องหยางจิ่งถง ถามกับผู้เป็หลานชาย
"เรียกท่านลุง เื่นั้นข้าเองให้คนตามสืบอยู่เช่นกัน ไม่ต้องห่วงข้าเป็คนลากคอมันมาลงโทษให้ได้" ผู้เป็ ฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
“ฝ่าา ฮองเฮา ขอเสด็จเข้าเฝ้า พ่ะย่ะค่ะ” เสียงของหลี่กงกง ที่เฝ้าอยู่หน้าตำหนัก ดังเข้ามาภายในห้องทางอักษร
“เช่นนั้น ถ้าไม่มีเื่อะไรแล้ว หม่อมฉัน และเสด็จพ่อขอตัวลาเพียงแค่นี้พ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากเสร็จธุระ ขณะเดินออกจากห้องทรงอักษร ขณะที่ หยางจื่อถง ก้มลงคารวะ จางฮองเฮานั้น แม่ทัพใหญ่ของแคว้น กลับรู้สึกได้ถึงสายตา ของจางฮองเฮาที่มองมายังเขา สายตาที่ดูคาดหวังนั้น ทำไม่กัน ปกติแล้วพระนางไม่เคยเป็มาก่อน แต่ว่าั้แ่เขากลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ สายตาของฮองเฮาที่มองเขานี้กลับดูผิดแปลกไปจากเมื่อก่อนอย่างมาก ช่างน่าแปลก น่าแปลกมากๆ