ผมชื่อภพ เป็นักศึกษาปี 3 (ขอไม่ระบุคณะที่เรียนนะครับ)ชีวิตในมหาวิทยาลัยของผมตลอดสามปีมานี้ดูเหมือนจะเพียบพร้อมไปทุกอย่างทั้งการเรียนที่ฉลุย กิจกรรมที่ทำอยู่เป็นิจ และสำคัญที่สุดคือ ‘ธาม’ แฟนหนุ่มที่คบกันมาสองปีเต็ม
ธาม เป็เหมือนแสงอาทิตย์ในชีวิตผม เขาตัวสูงโปร่งผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียด ดวงตาเป็ประกายวิบวับขี้อ้อนเป็ที่ต้องตาต้องใจของใครต่อใครเสมอ
ไม่ว่าจะย่างเท้าไปทางไหน มักจะมีสายตาจับจ้องตามไปเป็พรวนผมเองก็อดภูมิใจลึกๆ ไม่ได้ที่มีเขาอยู่ข้างกาย
เราไม่ได้พักอยู่ด้วยกัน ผมเลือกคอนโดส่วนตัวใกล้มหาวิทยาลัยที่เรียนเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปเรียน
ส่วนธามแชร์อพาร์ตเมนต์กับเพื่อนอีกสองคนแถวมหาวิทยาลัยเขาให้เหตุผลว่าค่าใช้จ่ายถูกกว่าและอยากมีพื้นที่ไว้ทำงานกลุ่มหรือสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้างตามประสา
สารภาพความชั่วของผมตามตรง...แม้จะมีธามอยู่ทั้งคนผมก็ยังแอบมีคนคุยอื่นอยู่เรื่อยๆ ความสัมพันธ์แบบ “เปิด” ไม่เคยอยู่ในสมการของเราแต่ผมก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นโลกภายนอก
ส่วนใหญ่เป็แค่คนคุยเล่นๆ ในแอปพลิเคชันหาคู่สำหรับเกย์ไม่ได้คิดจะจริงจังกับใคร
แต่บางครั้งถ้าเจอคนที่โปรไฟล์ดึงดูดมากๆ หรือคุยแล้วรู้สึกว่าเคมีมันใช่ก็มีแอบนัดเจอ ออกเดทบ้างประปราย เพื่อเติมสีสันให้ชีวิตอันราบเรียบโดยที่ธามไม่เคยระแคะระคายเลยสักนิด
เขาเชื่อใจผมสนิทใจ...
ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดบาปในใจอยู่ลึกๆกลัวว่าสักวันหนึ่งผลกรรมนั้นจะย้อนกลับมาหาตัวเองเข้าสักวัน
และแล้ววันหนึ่ง...
บ่ายวันอังคารที่อากาศร้อนอบอ้าว
ผมกำลังจมอยู่กับกองเอกสารรายงานวิจัยในร้านกาแฟเ้าประจำเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ และกลิ่นกาแฟคั่วหอมกรุ่นช่วยให้พอมีสมาธิขึ้นบ้าง
ทันใดนั้น โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นครืด หน้าจอโชว์ข้อความจาก ‘ไนท์’หนุ่มหล่อที่เพิ่งแมตช์กันในแอปฯ เมื่อหลายเดือนก่อน
“ภพ!”
“เมื่อคืนแม่งสุดยอดดดด! มีเื่จะเมาท์!”
ผมเหลือบมองข้อความอย่างไม่ใส่ใจนัก กำลังยุ่งอยู่กับงานตรงหน้ามากกว่า
“โทรได้ปะ?”
ข้อความที่สองเด้งตามมา
ผมถอนหายใจเบาๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้งคงเป็เื่ไร้สาระตามประสาไนท์ แต่ก็ไม่อยากเสียมารยาท ผมจึงตอบกลับไป
ระหว่างที่เก็บเอกสารลงกระเป๋าอย่างไม่รีบร้อนนัก โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี เป็เบอร์ของไนท์
ผมกดรับขณะที่กำลังเดินเอื่อยๆ เลียบไปตามทางเดินข้างตึกคณะซึ่งปกติก็ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านอยู่แล้ว
“เออ ว่าไง…ไหนเล่ามา…”
ผมกรอกเสียงลงไปแบบสบายๆ กึ่งไม่ใส่ใจนัก
“มึงงงง ภพ!”
เสียงไนท์ร่าเริงมาแต่ไกล
“เมื่อคืนกูไปเจอของเด็ดมาว่ะ ที่ผับย่านทองหล่อ คือแบบ...สุดจริง!”
เสียงไนท์พุ่งสูงปรี๊ด จนผมเริ่มอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเล็กน้อย
“เหรอวะ ดีใจด้วย”
ผมตอบไปเรื่อยเปื่อย สายตายังคงมองตรงไปข้างหน้า ไม่ได้สนใจรายละเอียดนัก
“มึงต้องฟังนะเว้ย! คือคนนี้หล่อมาก ผิวแทน ตัวสูง หน้าคมกริบแล้วแม่งมีรอยสักัโคตรเท่พาดั้แ่หัวไหล่ลงมาถึงแขนซ้ายเลยว่ะ!”
พอได้ยินคำว่า “รอยสักั” ผมชะงักเท้าเล็กน้อยความรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ แล่นเข้ามาในหัว
ผมกำลังจะเดินผ่านห้องน้ำของตึกคณะพอดี ด้วยสัญชาตญาณบางอย่างและคิดว่าถ้าไนท์จะเมาท์ยาวๆ การคุยในที่ลับตาคนหน่อยก็คงจะสะดวกกว่า
ผมจึงเลี้ยวเข้าไปในห้องน้ำอย่างเงียบเชียบเลือกห้องในสุดที่ปกติแทบไม่มีใครใช้
“แล้วไงต่อ”
ผมถามออกไป น้ำเสียงเริ่มมีความสนใจเจือปนมือที่ถือโทรศัพท์เริ่มเย็นเฉียบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ปากคอเริ่มแห้งผากขณะที่ไนท์เริ่มเล่ารายละเอียดที่เหลือ
“ตอนแรกที่กูเข้าไปชนแก้ว เขาก็แค่ยิ้มๆ นะ ไม่ได้สนใจกูมากมาย แต่พอเริ่มเมาเท่านั้นแหละกูก็เริ่มเข้าไปเบียดใกล้ๆ เขาก็เล่นด้วย ที่นี้ละมึง กูนี่อยากลากกลับคอนโดเดี๋ยวนั้นเลย”
ไนท์ยังคงร่ายต่อด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นไม่เปลี่ยน
“ก็มึงเล่นรุกเข้าหาเขาขนาดนั้น จะไม่ให้เขาสนใจมึงได้ไงแล้วเขาชื่ออะไรอ่ะ”
ผมถามต่อขณะที่กำลังจะปลดเข็มขัดเพื่อปัสสาวะในขณะที่คุยไปพลางๆ
“ชื่อไทม์ว่ะ!”
ไนท์ตอบกลับสั้นๆ
ทันใดนั้นคำว่า ไทม์ ก็กระแทกเข้ากลางอกผมอย่างจังเหมือนมีใครมากระชากหัวใจผมไปบดขยี้
ใช่... ต้องใช่แน่ๆ ‘ธาม’ แฟนผมชัดๆ! เพราะเขาชอบใช้ชื่อ ไทม์ เวลาเล่นแอปฯหรือไปเที่ยวกลางคืน และที่สำคัญ...เื่รอยสักันั่น... ก็มีเหมือนกัน… เื่บังเอิญแบบนี้คงไม่ได้เจอง่ายๆ หรอกจริงมั้ย
ในขณะที่สมองผมกำลังสับสน จู่ๆ ภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมา
ธามเคยรบเร้าผมเื่อยากจะไปสักรูปัที่แขนซ้ายมาเป็ปีแล้วตอนแรกผมไม่เห็นด้วยเลย พยายามท้วงว่ามันจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่นโดยเฉพาะกับนักศึกษา
แต่ธามก็ยังยืนกราน เขาบอกว่ามันเป็ความฝันของเขา ท้ายที่สุดผมก็ทนลูกอ้อนและเหตุผลร้อยแปดของเขาไม่ไหวจนต้องยอมตามใจ
“มึงก็รู้ว่ากูมันสายเอนฯ ตัวแม่”
ไนท์หัวเราะคิกคัก น้ำเสียงยังคงเจือความตื่นเต้นจากเมื่อคืนไม่จาง
“เห็นคนหล่อขนาดนั้น มีหรือกูจะปล่อยให้หลุดมือ ก็จัดเลยสิครับ ชวนคุยชวนดื่ม แป๊บเดียวก็คลิกกันเฉยเลย กูเลยชวนมาต่อที่ห้อง...แล้วเขาก็มาว่ะภพ!”
คำว่า “เขาก็มาว่ะ” ของไนท์เสียดแทงเข้ามาในอกผม ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มตีกันในหัวจนปวดหนึบ
“แล้วพอมาถึงห้องกูนะ ก็เปิดเพลง เติมเหล้ากันไปเรื่อยเปื่อยจนประมาณตีสองโน่นแหละ ไอ้ท็อปกับไอ้ซี เพื่อนซี้กูอีกสองคนมันดันโทรมาบอกว่าจะขอมาแจมด้วย สรุปคือหมดเหล้าไปไม่รู้กี่ขวด จนภาพตัดกันไปหมด”
ไนท์เล่าเหมือนเป็เื่สนุกสนานเสียงหัวเราะของเขายิ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกเยาะเย้ย
ผมกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีดภาพห้องสตูดิโอของไนท์ที่มีเตียงคิงไซส์ตั้งอยู่กลางห้องมันชัดเจนในความทรงจำเพราะผมเองก็เคย...ไม่สิ...ผมกลืนก้อนขมๆ ลงคอ พยายามปัดความคิดนั้นทิ้ง
“แล้ว...แล้วพวกมึง...นอนกันยังไง”
ผมเค้นเสียงถามออกไปอย่างยากลำบาก น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบไม่ใช่เสียงตัวเองรู้ดีว่าคำตอบที่กำลังจะได้ยินมันจะกรีดหัวใจผมแค่ไหน
“โหยยย เมากันขนาดนั้น ก็สลบกันบนเตียงใหญ่นั่นแหละ”
ไนท์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงยังคงสนุก
“กูนอนกลาง ส่วนไทม์อ่ะ นอนฝั่งริมหน้าต่างแล้วไอ้ท็อปกับไอ้ซีก็นอนเบียดกูอีกฝั่ง คิดดู เบียดกันสี่คนบนเตียงเดียวโคตรอึดอัดแต่ก็โคตรมันส์ ใครจะสนวะ เมาขนาดนั้น!”
สิ้นเสียงไนท์ ภาพในหัวผมมันชัดเจนจนผมต้องหลับตาปี๋
ความหึงหวง ความโกรธ ความสับสนมันปะทุขึ้นมาพร้อมกันจนตัวผมเริ่มสั่นเทิ้ม ธาม...แฟนของผม...นอนอยู่บนเตียงนั้น...เบียดเสียดอยู่กับไนท์...และผู้ชายอีกสองคน!
อากาศในห้องน้ำที่ว่าน้อยอยู่แล้ว ยิ่งเหมือนจะหมดไปผมอยากจะะโออกมาดังๆ แต่เสียงมันจุกอยู่ที่คอ ทำได้แค่ยืนพิงผนังห้องน้ำนิ่งๆเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว
“แต่เอาจริงนะภพ”
ไนท์พูดต่อ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นนิดหน่อย
“ไอ้ไทม์อ่ะ… แม่งนิ่งสัส เมาแล้วหลับเป็ตายเลยว่ะ กูก็แอบเซ็งนิดๆนะ อุตส่าห์สอยคนหล่อมาได้ทั้งที”
ไนท์หัวเราะเบาๆ เหมือนเป็เื่ตลกของตัวเอง
คำพูดของไนท์ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิดผมอยากจะเชื่อ...เชื่อว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ แต่สัญชาตญาณมันกรีดร้องสวนทาง ความไว้ใจที่เคยมีให้ธามมันกำลังถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
“จริง...จริงเหรอวะ?”
ผมถามย้ำ เสียงสั่นจนควบคุมไม่อยู่
“คือ...ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เหรอ?”
“แบบว่า…ไม่มีอะไรเลยสักนิด? เลยเหรอ?”
ผมพยายามเรียบเรียงคำพูดอย่างกระท่อนกระแท่น สมองมันตื้อไปหมด
ไนท์เงียบไปครู่หนึ่ง ผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะหึๆ ในลำคอ
“อะไรของมึงภพ ถามจี้ชิบหาย ยังกะเป็ตำรวจสอบผู้ร้าย หรือว่าเป็ผัวมันมาตามสืบฮ่าๆๆ”
ไนท์หัวเราะเสียงดัง แต่ผมกลับขำไม่ออกเลยสักนิดหน้าผมคงซีดเผือดไปแล้วแน่ๆ ถ้าได้ส่องกระจกดู
“บ้า! กูจะไปรู้จักได้ไงกูอยู่แต่ห้องสมุดกับตึกคณะฯ”
ผมรีบปฏิเสธเสียงแข็ง แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
“กูแค่อินกับเื่ของมึงเฉยๆ เอาเป็ว่ารีบๆ เล่าต่อดิ๊...มีอะไรพีคกว่านี้อีกมั้ย”
ผมพยายามเปลี่ยนเื่อย่างสุดกำลัง