ในสถานที่แห่งหนึ่ง มีหญิงสาวปริศนาสองคนกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่ในช่องว่างของอากาศ (มิติเวลา) หญิงสาวทั้งสองนั้นใส่ชุดไทยสไบเฉียงแบบไทยโบราณ และมีสัตว์เลี้ยงคู่กายคือนกขุนทองและแมว ทั้งสองคนกำลังหลบหนีพลังปริศนาที่ระดมยิงไล่หลังพวกเธอมาอย่างต่อเนื่อง
‘ฟุ่ม!’ ‘ฟิ้ว’ ‘วูบ!!’
“ท่านพี่จันทร์เพ็ญมณี!! ระวังตัวด้วยเ้าค่ะ!!” มีเสียงะโของหญิงสาวปริศนาดังขึ้น เป็เสียงของหญิงสาวที่มีผมสีฟ้าสดใสและใบหน้างดงาม หญิงสาวคนนั้นกำลังเอาตัวเข้ามาเพื่อป้องกันหญิงสาวผู้คาดว่าเป็พี่สาวของนาง นามว่าจันทร์เพ็ญมณี
“โอม...คาถาคุ้มกันภัยสิบทิศ!!” หญิงสาวคนนั้นพนมมือบริกรรมคาถา และชั่วพริบตาเธอก็กางมือของเธอออก และทันใดนั้นพลังแสงสีทองก็ออกมาจากมือของเธอและครอบทั่วทั้งตัวของทั้งสองคนเหมือนลูกแก้วขนาดใหญ่
“ขอบใจมากจ๊ะ ‘ดารามณี’ เ้าช่วยชีวิตของข้าไว้” หญิงสาวนามว่า ‘จันทร์เพ็ญมณี’ กล่าวชม เธอเป็หญิงสาวที่มีผมสีน้ำเงินเข้มและใบหน้างดงามเฉกเช่นเดียวกับดารามณี เพียงแต่ดูเหมือนดวงตาของเธอจะเรียวคมกว่าเล็กน้อย
พลังลึกลับสีดำพุ่งเข้าโจมตีลูกแก้วอาคมที่ทั้งสองคนอยู่ข้างในอย่างต่อเนื่อง ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
“อึก...ข้าจะต้านไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ!!” ดารามณีกล่าว เธอพยายามแผ่พลังออกจากฝ่ามือให้มากที่สุดเพื่อเสริมพลังให้กับ ‘เกราะคุ้มภัยสิบทิศ’ แต่ทว่า...!!
‘เพล้ง!’ เกิดเสียงแก้วดังสนั่น ลูกแก้วคาถาของดารามณีแตกออกเป็เสี่ยงๆ เมื่อโดนพลังมืดลึกลับโจมตีครั้งที่เจ็ด
“ดารามณี!!” จันทร์เพ็ญมณีะโเสียงดังลั่นด้วยความใ เธอเข้ามารับตัวน้องสาวของเธอที่กำลังจะล้มลงจากแรงปะทะ
“ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะท่านพี่” ดารามณีหันมายิ้มให้ด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน
“สะบักสะบอมขนาดนี้แล้วยังจะกล่าวมุสาอีกงั้นรึ การโกหกมันเป็บาปนะ เ้าลืมไปแล้วหรือ” จันทร์เพ็ญมณีตอบกลับและยิ้มบางๆ ให้น้องสาวที่แกล้งโกหกเพื่อให้เธอสบายใจ
“แฮ่ะๆ ข้าไม่อาจตบตาท่านได้เลย ขออภัยเ้าค่ะ” ดารามณีตอบกลับพลางฉีกยิ้มแก้อาย
“เห.... ดูเหมือนพี่น้องคู่นี้จะรักกันดีเลยนี่....” จู่ๆ ก็มีเสียงของชายปริศนาดังขึ้น เสียงนั้นดังกึกก้องและแหบพร่า เย็นยะเยียบราวกับน้ำแข็ง น่าหวาดหวั่นเสียจนสองพี่น้องขนลุกขึ้นมาพร้อมกัน
“ข้าอยากรู้เสียเหลือเกินว่าถ้าเกิดข้าฆ่าใครคนใดคนหนึ่งไปแล้ว ....อีกคนจะร้องห่มร้องไห้ สะอึกสะอื้นอย่างน่าสมเพชเพียงใด... ฮึๆ ฮ่าๆๆๆๆ!!!” พูดเสร็จแล้วเ้าของเสียงนั้นก็หัวเราะเสียงดังลั่น
ที่ตรงหน้าของหญิงสาวทั้งสองนั้น ปรากฏเป็ร่างของชายวัยชราทว่ากลับมีรูปร่างกำยำ ใส่แค่โจงกระเบนสีแดงเข้มและสะพายย่ามสีขาว สักยันต์ลายยันต์ห้าแถวที่แผ่นหลัง เสือลายพาดกลอนที่หน้าท้อง และลวดลายอื่นๆ ต่างๆ นาๆ ที่บริเวณหัวไหล่ แขน เต็มไปหมด
“แกมันจิตวิปลาส!! กุมภี!!” จันทร์เพ็ญมณีลอยตัวเข้ามายืนประจันหน้ากับชายคนนั้น และหันมาบอกกับดารามณีว่า “น้องพี่ เ้าจงหนีไปก่อน พี่จักต้านเ้าหมอผีจิตวิปลาสนี้ไว้เอง!!”
“แต่ว่า...ท่านพี่คะ” ดารามณีมีท่าทีลังเล
“ไปเถิดน้องพี่!!” จันทร์เพ็ญมณีหันมาะโ ดารามณีมีท่าทีใเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะหันหลังและลอยตัวออกไป และก่อนที่จะไปเธอหันมาพูดกับพี่สาวอีกครั้งว่า “ท่านพี่ระวังตัวด้วยนะเ้าคะ”
จันทร์เพ็ญมณีหันมาส่งยิ้มให้และกล่าวว่า “จ๊ะ! เ้ารู้จักพี่ดี พี่ไม่เป็ไรหรอก อาคมของพี่น่ะแก่กล้าจะตายไป”
“ฮิๆ นั่นสินะเ้าคะ” ดารามณีกล่าวและยิ้มกว้าง ทั้งสองคนส่งยิ้มให้ก่อน และเธอก็ลอยจากไป
“ฮึ...เป็ฉากร่ำลาของสองพี่น้องที่ชวนโศกาจังเลยนะพะยะค่ะ” หมอผีเฒ่ากล่าวในทำนองเยาะเย้ย
“อา... แล้วจากนี้จักเป็ฉากที่ตัวเอกต่อสู้กับฝ่ายอธรรม แล้วสุดท้ายตัวร้ายก็จะพ่ายแพ้ราบคาบดั่งละครที่ท่านพ่อมักจะเรียกให้คนมาแสดงในวังสมัยที่เรายังเยาว์ยังไงล่ะ!!” จันทร์เพ็ญมณีหันมาตอบกลับพลางตั้งท่าต่อสู้ แววตาของเธอมีความมุ่งมั่น
“เหอะ...ช่างพูดช่างจาเสียจริงเลยนะขอรับองค์หญิง ท่านมิรู้เสียแล้วว่ากำลังจะพบจุดจบในไม่ช้านี้แล้ว!!” หมอผีกุมภีะโ เขาพนมมือและบริกรรมคาถาอย่างรวดเร็ว
“โอม!! คาถาเพลิงปีศาจทมิฬ!!” เขาะโและกางฝ่ามือออก มีไฟสีดำดูชั่วร้ายลุกโชนออกมาจากมือของเขา เมื่อไฟนั้นพุ่งเข้าหาจันทร์เพ็ญมณี มันมีลักษณะเหมือนหัวกะโหลกอยู่ภายใน
จันทร์เพ็ญมณีไม่รอช้า เธอรีบพนมมือบริกรรมคาถาเพื่อต้านทานทันที!
“คาถานาคาพ่นน้ำ!!” เธอะโ กางฝ่ามือออก มีมวลน้ำมหาศาลไหลออกมาจากฝ่ามือของเธอ เข้าปะทะกับพลังเพลิงทมิฬของหมอผีชั่ว พลังทั้งสองเข้าปะทะกันและทันใดนั้นพลังไฟของหมอผีเฒ่าก็จางหายไป แต่พลังน้ำของจันทร์เพ็ญมณีกลับพุ่งเข้าใส่เขา หมอผีเฒ่าไม่รอช้า รีบลอยหลบไปด้านข้างทันที
“โห.... ไม่เลวนี่ที่ใช้คาถาน้ำมาต้านคาถาไฟของข้า แถมยังมีพลังมากพอที่จะโจมตีมาถึงตัวข้าด้วย ฮึๆๆ” หมอผีเฒ่ากล่าวชม
“ก็ไม่แปลกนี่ โดยปกติแล้วเมื่อน้ำมาเจอไฟน้ำย่อมชนะอยู่แล้ว ประหนึ่งดั่งฝ่ายธรรมะที่ย่อมชนะอธรรม!!” จันทร์เพ็ญมณีตอบกลับ
“โอ้...องค์หญิงช่างฝีปากกล้ามิเบา เมื่อครู่ข้าแค่ลองวิชาเบาๆ น่ะ แค่อบอุ่นกายา ต่อไปนี้ข้าจักโชว์พลังที่แท้จริงแล้ว!!” หมอผีกุมภีกล่าวพลางกระหยิ่มยิ้มย่อง
“มาสิ!! ไม่ว่าเ้าจะร่ายคาถาเดรัชฉานวิชาบทไหนมาข้าก็จักตอบโต้ด้วยคาถาวิชาศักดิ์สิทธิ์!!” จันทร์เพ็ญมณีตอบกลับ
“โอว....สูงส่งเหลือเกิน...องค์หญิง!! แต่เ้าไม่รู้เสียแล้วว่าเดรัชฉานวิชานั้นคือศาสตร์ขั้นสูงกว่าวิชาคาถาปกติที่เ้าเรียกว่าคาถาศักดิ์สิทธิ์นัก!! ข้าจักแสดงให้ดู!!!” หมอผีะโ ว่าแล้วเขาก็เอื้อมมือลงไปหยิบมีดหมอที่มีลักษณะโค้งยาวในย่ามออกมา และพนมมือบริกรรมคาถาอย่างรวดเร็ว
“โอม!! วิชาคมเขี้ยวสายฟ้าทมิฬ!!!” เขาะโและฟาดฟันมีดหมออย่างรวดเร็ว เกิดเป็คลื่นรูปจันทร์เสี้ยวสายฟ้าสีดำฟาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว
‘ว...วิชาธาตุสายฟ้างั้นรึ!!’ จันทร์เพ็ญมณีคิดในใจอย่างตกตะลึง เธอลอยตัวหลบพลังนั้นได้อยากฉิวเฉียด
“ฮะๆ ฮ่า!! ดูเหมือนองค์หญิงที่ปราดเปรื่องจะไม่สามารถคิดวิชามาโต้กลับข้าได้แล้วนะ คราวนี้!!” หมอผีเฒ่าพูดขึ้นอย่างสะใจ พลางฟาดมีดหมอปล่อยพลังจันทร์เสี้ยวสายฟ้านั่นออกมารัวๆ
‘หนอย...ก็ข้ายังมิรู้ว่าจะเอาคาถาใดมาสู้ได้นี่นา!’ จันทร์เพ็ญมณีคิด เธอหลบพลังนั้นพลางคิดหาวิธีแก้ทาง
“งั้น....โอม!! คาถาคุ้มกันภัยสิบทิศ!!” จันทร์เพ็ญมณีร่ายคาถาเดียวกับที่น้องสาวของเธอร่ายเมื่อครู่นี้ กางโล่แห่งแสงขึ้นมาครอบตัวเธอเอาไว้
“เหอะ! มุกตื้นๆ!! คาถาป้องกันแค่นี้ข้าฟันแค่ไม่กี่ทีโล่ก็แตกแล้ว!!” หมอผีเฒ่ากระหยิ่มยิ้มย่อง เขาฟาดฟันพลังสายฟ้ารูปจันทร์เสี้ยวสีดำใส่จันทร์เพ็ญมณีอย่างบ้าคลั่ง
“ฮึ...ข้าก็มิได้คิดจะป้องกันอย่างเดียวเสียหน่อย....” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวพลางยิ้มออกมาบางๆ
“เ้าว่าอย่างไรนะ!” หมอผีกล่าวพลางเบิกตากว้าง มองหาว่าอีกฝ่ายโจมตีดต้กลับยังไง แต่สายไปเสียแล้ว ระหว่างที่เขากำลังโจมตีอย่างบ้าคลั่งนั้น จันทร์เพ็ญมณีแอบร่ายคาถาน้ำเป็ลูกบอลน้ำขนาดย่อมๆ โจมตีใส่เขาในจุดอับสายตา หมอผีจะป้องกันก็ไม่ทันเสียแล้ว
“อ๊ากก!!!” หมอผีร้องลั่นด้วยความเ็ป เมื่อพลังน้ำนั้นปะทะเข้ากับลำตัวของเขากลับมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในนั้นอย่างน่าประหลาด พลังสายฟ้านั้นช็อตตัวหมอผีเสียจนไหม้เกรียมทั้งตัว
“ห... เหตุใดพลังสายฟ้าถึงอยู่ในน้ำพวกนี้ได้ล่ะ...หรือว่า” หมอผีถามด้วยความงุนงง แต่แล้วเขาก็นึกบางอย่างออก
“ใช่แล้ว พลังสายน้ำของข้าไง... มันดูดซับพลังสายฟ้าของเ้าเข้าไป เ้าก็น่าจะรู้ว่าสายน้ำนั้นเป็ธาตุที่สามารถบรรจุสิ่งต่างๆ เข้าไปภายในได้ แล้วน้ำที่ข้าใช้ก็มิใช่น้ำธรรมดาๆ แต่มันคือน้ำทะเล น้ำทะเลนั้นมีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าได้ดีกว่าน้ำธรรมดาๆ ไงล่ะ!!” จันทร์เพ็ญมณีมณีกล่าว เธอรู้สึกว่าโชคดีจริงๆ ที่เสด็จพ่อทรงโปรดให้ครูฝาหรั่งผู้นึงได้มาสอนศิลปวิทยาต่างๆ ให้เธอ หนึ่งในนั้นคือวิชาวิทยาศาสตร์อันน่าพิศวง
“อา... พระองค์ช่างทรงปราศเปรื่องจริงๆ ...” หมอผีเฒ่าเ้าเล่ห์กล่าวชม “แต่ข้าสงสัยอยู่อย่าง ว่าเหตุใดท่านถึงสามารถใช้น้ำทะเลได้... โดยทั่วไปคาถาน้ำนั้นจะทำได้เพียงแค่เรียกสายน้ำจากแม่น้ำมาใช้ได้เท่านั้นเองมิใช่หรือ” เขาถามต่อ
“เป็คำถามที่ดี!!” องค์หญิงกล่าว “นั่นเพราะว่าข้าได้ทำสัญญากับพญานาคราช ผู้ครองบัลลังก์ใต้บาดาลในมหาสมุทร ไฉนเลยข้าจักยืมพลังแห่งมหาสมุทรมาใช้ไม่ได้ จริงไหม” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวด้วยท่าทางภูมิใจ
“เป็อย่างนี้นี่เอง....ฮึ...พลังของเ้าก็น่าเกรงขามอยู่เหมือนกันนี่....” หมอผีพึมพำและกล่าวต่อว่า “ข้าคงจะประเมินพลังของเ้าต่ำไป....”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจักแสดงพลังที่แท้จริงของข้าให้ดู!!” ว่าแล้วหมอผีก็หยิบตุ๊กตาฟางขึ้นมาและพนมมือแล้วร่ายคาถาอีกครั้ง “โอม!! จงออกมา ผีพรายของข้า!!”
ทันใดนั้น ผีพราย ซึ่งเป็ิญญาชั้นต่ำที่ชั่วร้ายที่หมอผีส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อเอาไว้ใช้งานก็ออกมา พวกมันเป็ิญญาคนตายที่มีรูปลักษณะเหมือนคนที่ตายแล้วศพเน่าเปื่อย มีตะไคร้และพืชน้ำอื่นๆ เกาะทั่วตัวเพราะเกิดจากคนที่ตายจากการจมน้ำ ช้ีกระแสไฟฟ้าอยพวกมันปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำทมิฬ พวกผีพรายที่หมอผีเรียกออกมานั้นมีอยู่สองสามตน
พวกผีพรายพุ่งเข้าหาจันทร์เพ็ญมณีอย่างมุ่งร้าย เธอเตรียมตัวรับมือทันที
“ฮึ....ผีพรายงั้นเรอะ... สมกับเป็หมอผี เป็วิชาที่ชั่วร้ายจริงๆ ....” เธอพึมพำ
“ข้าจักปลดปล่อยพวกเ้าเอง...โอม!! คาถาดาบแสงแห่งอาคม!!” เธอพนมมือและกางมือออก ทันใดนั้นก็มีดาบที่มีรูปร่างโปร่งใสสีทองที่มีอักขระอาคมทั่วดาบก็ปรากฏขึ้นที่มือขวาของเธอ และเธอก็ฟาดดาบเข้าใส่ผีพรายตัวแรกที่พุ่งมา
“อ้า!!!” ผีพรายร้องลั่นด้วยความเ็ป ก่อนที่ร่างจะสลายหายไป ผีพรายอีกตัวไม่รอช้ารีบโจมตีเข้าใส่ด้วยกรงเล็บ แต่ทว่า จันทร์เพ็ญมณีกลับหลบได้และโจมตีสวนกลับด้วยดาบจนมันร้องลั่นและสลายหายไปตามตัวแรก
ตัวที่สามจู่โจมตามมา หวังว่าจะโจมตีในตอนที่จันทร์เพ็ญมณีกำลังวุ่นๆ อยู่กับสองตัวแรก แต่ทว่า เธอกลับก้มหลบได้อย่างหวุดหวิด และง้างดาบแสงอาคมนั้นฟาดฟันผีพรายจนมันต้องร้องด้วยความเ็ปและสลายหายไป
“ฟิ้ว.... ขอให้ไปสู่สุคตินะ” จันทร์เพ็ญมณีพนมมือขึ้นเพื่อสวดส่งิญญา การโจมตีด้วยดาบแสงแห่งอาคมของเธอนั้นคือการปลดปล่อยิญญา ทำให้ิญญาเหล่านี้ได้ไปสู่ภพภูมิใหม่ แต่จะเป็ภพภูมิไหนนั้นเธอไม่อาจรับรู้ได้ แล้วแต่บุญแต่กรรมที่คนๆ นั้นทำมา ถ้าทำดีก็จักได้ขึ้น์ ถ้าทำชั่วก็จักต้องตกนรกทนทุกข์ทรมาน
“ฮึๆๆๆ เ้าคิดว่าจบแล้วงั้นรึ!!” หมอผีหัวเราะขึ้น จันทร์เพ็ญมณีลืมตาขึ้น
“เ้าหมายความว่าอย่างไร” จันทร์เพ็ญมณีถามด้วยความสงสัย เธอแน่ใจว่าเธอโจมตีผีพรายของเขาครบทุกตัวแล้ว
“ก็ในระหว่างที่เ้ามัวแต่วุ่นๆ กับผีพรายสามตัวของข้า...ข้าก็แอบส่งผีพรายตัวที่สี่ไปในมุมอับสายตาของเ้าแล้วยังไงล่ะ!! ฮะฮ่า!! ติดกับข้าแล้วนังโง่!่ดกับข้าแล้วนังี่สี่ไปในมุมอับสายตาของเ้าแล้วยังไงล่ะผีพรายจนมันต้องร้องด้วยคามเจ!” ว่าแล้วหมอผีก็ชูหุ่นฟางในมืออีกตัวขึ้นมาและหัวเราะเสียงดังลั่น
“ว...ว่ายังไงนะ!!” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวด้วยความตกตะลึง เธอหันซ้ายหันขวาและหันไปข้างหลัง เห็นผีพรายตนหนึ่งกำลังแสยะยิ้ม เธอจะป้องกันก็สายไปเสียแล้ว อีกฝ่ายง้างกรงเล็บขึ้นและตะปบเธออย่างรุนแรง!
“ว้าย!!!” จันทร์เพ็ญมณีร้องลั่นด้วยความเ็ป เธอกระเด็นชนเข้ากับผนังมิติแห่งเวลาที่มีสีสันหลากสีและมีภาพเหตุการณ์หลากหลายภาพวิ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะถูกผนังนั้นดูดเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“น...นายหญิงของบ่าว!!” นกขุนทองสัตว์เลี้ยงของเธอร้องลั่น ก่อนที่จะบินตามเข้าไปในมิติเวลานั้น
“ทำอะไรอยู่วะ!! ไอ้ผีพรายโง่!! ทำไมแกปล่อยให้เ้าพวกนั้นหนีไปได้!!” หมอผีะโด่าทอผีพรายของตน
“ข...ขออภัยขอรับ พอดีข้าคิดไม่ทัน...สมองของข้าถูกปลากินไปหมดแล้วตอนที่ตายเป็ศพใต้น้ำ แฮ่ะๆ” ผีพรายกล่าวขอโทษด้วยความรู้สึกผิด มันเอามือเกาหัวเบาๆ
“ชิ... ช่างเถอะ...ยังไงไม่ว่าเ้าจะหลุดไปที่ไหน่เวลาใด ข้าก็จักตามหาและชิง ‘สร้อยคอแห่งกาลเวลา’ มาให้จงได้ วะฮะๆ ฮ่าๆๆ!!” ว่าแล้วหมอผีก็หัวเราะดังลั่น ผีพรายเมื่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะตาม
“ฮ้า!!ฮ่าๆๆๆ!!!”
“แล้วแกจะหัวเราะตามข้าทำไม แกเป็คนที่ปล่อยให้พวกมันหนีไปได้นะ”
“ขออภัยขอรับ....”
“……………….”
……………………………………………………………………………………………
ณ หน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่สนามหญ้าข้างโรงพยาบาล
“อื้ม...อากาศบริสุทธิ์จังเลยนะคะ โชคดีจริงๆ ที่วันนี้พี่ทิวมีโอกาสมาเยี่ยมหนูั้แ่่กลางวันด้วย” เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้น บอกกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเข็นวีลแชร์ที่เธอนั่งอยู่
“ก็วันนี้่กลางวันคนสั่งออเดอร์น้อย พี่เลยให้คนอื่นไปก่อน เลยมีเวลามาเยี่ยมพิมไง” ชายหนุ่มตอบ เขาชื่อทิว มีอาชีพเป็คนขับแกร๊บรับส่งอาหาร เขาอยู่กันสองคนกับน้องสาวในบ้านเช่าเล็กๆ พ่อแม่ของพวกเขาตายไปั้แ่พวกเขายังเล็ก เขาจึงต้องทำงานเพื่อหาเงินมาประทังชีวิตและส่งเสียน้องสาวมาั้แ่เด็ก
“พิมสงสารพี่ทิวจัง ่นี้ออเดอร์ลูกค้าลดลง คงเป็เพราะผลกระทบจากโควิด พิมว่าจะขายของออนไลน์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพี่ทิว...” พิมกล่าว เธอสีหน้าเศร้าหมองลงเมื่อคิดถึงเื่นี้
“ไม่เป็ไรหรอก...พิมยังไม่แข็งแรงดี” ทิวกล่าว พลางคิดถึงอุบัติเหตุรถชนเมื่อสองปีก่อน
‘ดีนะที่คู่กรณียังจ่ายค่ารักษาให้ทั้งหมด ถ้าไม่ ป่านนี้เราคงตั๊นหน้ามันไปนานแล้ว....บังอาจขับรถอย่างประมาท ทำให้พิมของเราต้องมากลายเป็แบบนี้...ชิ!!’ ทิวคิดต่อในใจ เพราะอุบัติเหตุครั้งนั้นแท้ๆ .... ทำให้พิมเสียความรู้สึกของขาไปทั้งสองข้าง ต้องนั่งวีลแชร์มาจนถึงทุกวันนี้
“พี่ทิว!!” เสียงของพิมดังขึ้นเสียงดังฉับ ตัดความคิดของเขาหล่นหายไป
“อะไร...ถ้าเื่ที่จะขอขายของออนไลน์ล่ะก็ยังไงก็ไม่ได้...ห้ามเด็ดขาด พี่กลัวพวกเกรียนคีย์บอร์ดมาบูลลี่พิมด้วย ถ้ามันเห็นเราเป็แบบนี้” ทิวคัดค้านหัวชนฝา
“ไม่ใช่เื่นั้นค่ะ...ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง แต่ตอนนี้พี่หันมาดูนี่เร็วเข้า!!!” พิมกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก พลางชี้มือไปทางหนึ่ง
“อะไรกัน...ทำไมต้องตื่นเต้นใขนาดนั้นกัน....” ทิวกล่าวพลางหันไปมองตามมือที่ชี้ แล้วเขาก็ต้องใแทบช็อค เมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนจมกองเือยู่ในพงหญ้าตรงทิศทางที่พิมชี้นิ้วอยู่
ผู้หญิงคนนี้มีผมสีน้ำเงินเข้ม ใส่ชุดไทยสไบเฉียงแบบไทยโบราณ ที่ลำตัวของเธอมีแผลเหมืองกรงเล็บขนาดใหญ่ข่วน มีเืไหลออกมาจากาแนั้นอย่างต่อเนื่อง สีหน้าของเธอมีอาการเ็ปอย่างชัดเจน
“แย่แล้ว!! ผู้หญิงคนนี้ถูกใครทำร้ายมากันเนี่ย!!” ทิวะโด้วยความใ
จันทร์เพ็ญมณี บทที่ 1 จบ.