ตอนที่ 174 ยิ้ม
“ห้องสมุดที่คุณนิทานพูดถึงเป็นยังไงเหรอคะ” หลังจากผ่านเสียงตบมือสุดสยองขวัญนั้นมาได้ เลโอก็ชวนนิทานคุยถึงเรื่องห้องสมุดที่เขาพูดก่อนหน้า พวกเขาเดินผ่านมาสักพักแล้ว พวกเขาไม่กังวลนักเรื่องออกนอกเส้นทางแต่พวกเขากังวลเรื่องห้องสมุดที่ว่าเสียมากกว่า
ห้องใหญ่ที่พวกเขาพบระหว่างทางมามีเพียงลานกว้างนั่นเท่านั้น และผลปรากฏว่ามันเป็นกับดัก ดังนั้นห้องสมุดนี้ก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน
“ผมเรียกมันว่าห้องสมุดเพราะมันดูมีหนังสือเยอะดีน่ะครับ จริง ๆ มันเหมือนโกดังเก็บของมากกว่า หนังสือกองเรี่ยราดไปหมด” นิทานหันมาตอบ จริง ๆ นอกเหนือจากห้องสมุดห้องนี้แล้วระหว่างทางนิทานยังพบห้องแปลกตาอีกมากมาย หากเพราะระยะทางที่ไกลออกไปและห้องเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นห้องโล่ง ๆ เขาจึงไม่ได้สนใจนัก
เขาวาดเติมแผนที่ที่เขามีแล้วจึงส่งให้สมาชิกคนอื่นได้ดูและเพิ่มข้อมูลลงไป พวกเขาผงะไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าแผนที่ของนิทานกว้างกว่าพวกเขาเกือบ 3 เท่าทีเดียว
ในแผนที่ที่นิทานวาดนั้นมีการกาจุดที่พวกเขาผ่านมารวมถึงทางเข้า จุดหมายที่ต้องการไป และยังมีห้องยิบย่อยรายทางที่เขาเห็นผ่านพลังอีกด้วย
“เป็นเขาวงกตที่แปลกมากเลยนะครับ มีห้องเยอะเกินไป อย่างกับว่ามีคนอาศัยอยู่เลย” อิซึมิพูดขึ้น เขานึกถึงที่นิทานพูดก่อนหน้าแต่ตนไม่มีสติจะฟังนัก ที่เกี่ยวกับว่าเขาวงกตนี้มีผังที่ค่อนข้างแปลก แถมยังดูเหมือนจะมีทางออกหลายทาง
“ถึงจะมีห้องเยอะ แต่ก็กว้างมากเลยนะครับ ผมคิดว่าขนาดน่าจะพอ ๆ กับเมืองใหญ่ ๆ เมืองหนึ่งเลย” โฮโจกล่าวเสริม เขาคิดว่าด้วยขนาดของเขาวงกตที่กว้างขนาดนี้ การจะใช้ที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่
“แถมระยะห่างระหว่างแต่ละห้องยังไกลกันมากด้วยครับ” เพชฌฆาตกะระยะห่างระหว่างแต่ละห้องด้วยสายตา หากไม่รู้ทางแล้วก็แทบไม่มีโอกาสจะเดินสุ่ม ๆ ไปเจอห้องที่ต้องการได้เลย
พวกเขาปรึกษากันเพียงไม่นาน เพดานสูงเบื้องหน้าก็เริ่มหดต่ำลง กลายเป็นทางเดินแคบ ๆ ภายในมีศิลาเรืองแสงเยอะกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด สามารถเห็นกองหนังสือที่วางระเกะระกะได้อย่างชัดเจน
อิซึมิและเพชฌฆาตเดินขึ้นหน้าอีกครั้ง แม้พวกเขาจะรู้ดีว่าหากมีกับดักอะไรที่ทำร้ายนิทานได้พวกเขาก็คงมีโอกาสรอดไม่มากนัก แต่พวกเขาคือแนวหน้า หน้าที่ของตนอย่างไรก็ต้องทำ
พวกเขาเดินทางในทางเดินแคบอย่างเชื่องช้า นิทานรวบรวมสมาธิตรวจจับกลไกมากกว่าปกติ เขาทั้งลองโยนหินไปรอบ ๆ หรือเร่งพลังเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยา ใช้คำแห่งพลังอาณาเขตสอดส่องตามรอยแยกแต่ก็ไม่มีกลไกใด ๆ รออยู่
เมื่อตรวจสอบทางเดินแคบ ๆ ไม่กี่เมตรนี้จนพอใจแล้ว พวกเขาจึงเข้าสู่โกดังเก็บของที่นิทานเรียกว่าห้องสมุดในที่สุด
ห้องนี้มีชั้นวางของขนาดใหญ่อยู่มากมาย แต่ล่ะจุดต่างกองระเกะระกะไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่พังแล้ว ซากของอาวุธ เศษผ้าจากเสื้อผ้า จานชามที่แตกละเอียด ทั้งหมดต่างเป็นเพียงขยะที่ถูกกองไว้ในส่วนต่าง ๆ
นอกเหนือจากนั้นที่พอจะดูมีประโยชน์คือโต๊ะเก่า ๆ ตัวหนึ่งที่มุมหนึ่งของห้อง แสงจากศิลาเรืองแสงทั้งหลายดูจะส่องลงตรงโต๊ะพอดีชูให้มันโดดเด่นขึ้นมา รอบนอกคือกองหนังสือมหาศาล
“หนังสือเรียน?” นิทานพูดขึ้นอย่างสงสัย หนังสือเล่านี้ล้วนเป็นหนังสือเรียนทั้งสิ้น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ชีววิทยา ทั้งหมดล้วนเป็นหนังสือเรียนสำหรับเด็กที่อายุยังไม่ถึง 15ปี
“นี่เป็นหนังสือจากเมื่อเกือบร้อยปีก่อนค่ะ เป็นตำราของหอสมุดที่ใช้ในสมัยก่อน” เลโอจำหนังสือและตราเหล่านั้นได้ เธอคือผู้ที่ศึกษามันตราโบราณ เธอนั้นมีความรอบรู้มากกว่าคนทั่วไป
ไม่รู้ว่าเพราะเสียงตบมือของนิทานเมื่อก่อนหน้าหรือไม่ หากยามนี้ทุกคนกลับดูจะจินตนาการบรรเจิดกว่ายามปกติ พวกเขานึกภาพว่ามีเด็กคนหนึ่งกำลังนั่งเรียนหนังสือในห้องมืดสลัวในสุสานที่มีสัตว์อสูรรายล้อม ไร้มนุษย์ ไร้สิ่งมีชีวิตทรงปัญญา ไร้คนดูแล เป็นเพียงเด็กคนเดียวที่ต้องนั่งทบทวนบทเรียนในสุสานมืด
“ในเขาวงกตจะมีคนเรียนหนังสือไปทำไม ไม่สิ ไม่ต้องพูดถึงเขาวงกต ที่นี่มันสุสานนะ” โฮโจขมวดคิ้ว เขามองรอบตัวอย่างระแวงน้อย ๆ
เพชฌฆาตเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูจะแตกต่างจากเล่มอื่น มันเป็นเหมือนสมุดบันทึกที่ทำจากหนังสัตว์ การเข้าเล่มและขนาดของหนังสือนั้นบิดเบี้ยว มันหล่นอยู่ในกองหนังสือมากมายของหอสมุดที่ได้รับการเข้าเล่มอย่างสวยงาม
เขาก้มลงไปหยิบบันทึกขึ้นมาพลิกคร่าว ๆ คิ้วของเขาขมวดลงเรื่อย ๆ ตามหน้าที่ผ่านพ้นไป
“มีอะไรรึเปล่าครับ” นิทานสังเกตเห็นท่าทีของเพชฌฆาตและบันทึกหน้าตาประหลาดเล่มนั้น
เพชฌฆาตปิดบันทึกลง ถอนหายใจน้อย ๆ
“จิตแข็งมั้ยครับ?” เขาพูดขึ้นเบา ๆ แล้วจึงยื่นบันทึกเล่มนั้นให้แก่นิทาน
“ถ้าไม่ ผมสรุปให้ฟังคร่าว ๆ เองจะดีกว่าครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง สมาชิกทั้งหมดคราวนี้จึงหันไปจับจ้องบันทึกเล่มนั้นอย่างสนใจตอนที่นิทานเริ่มเปิดมัน มีเพียงฟาง หมิงที่ถอนตัวออกไป
‘พ่อบอกว่าพ่อจะยุ่งกับงาน คงออกมาตัดแขนยิ้มให้ไม่ได้แล้ว แต่ไม่เป็นไร ยิ้มโตแล้ว ยิ้มอ่านหนังสือออกแล้วด้วย แค่แขนยิ้มตัดเองก็ได้’
‘สามวันแล้วตั้งแต่ที่พ่อเข้าไปในห้องนั้น อาหารที่ยิ้มเอาไปให้พ่อก็ไม่กินเลยด้วย พ่อไม่หิวเหรอ’
‘นี่ก็อาทิตย์กว่าแล้ว ยิ้มต้องตัดแขนเองทุกวันเลย แต่แขนที่หลังตัดยากจัง หวังว่าพ่อจะกลับมาช่วยยิ้มตัดเร็ว ๆ นะ’
‘เกือบไปแล้ว! ยิ้มเกือบเผลอตัดแขนข้างแรกแล้ว พ่อเตือนนักเตือนหนาว่ารักษาแขนข้างนี้ไว้ให้ดี ถ้าเผลอตัดไปพ่อต้องโกรธแน่ ๆ’
‘จะเดือนกว่าแล้ว พี่ ๆ หลายคนเริ่มแยกย้ายกันออกไปอยู่กับครอบครัวตัวเองแล้ว เหลือยิ้มที่ยังนั่งรอพ่ออยู่ตรงนี้นะ!’
‘พี่ ๆ บ่นให้ฟังว่าพวกเขาออกไปจากที่นี่ไม่ได้ ทำไมต้องอยากออกด้วยล่ะ นี่มันบ้านของเรานะ?’
‘พี่ ๆ เขาเริ่มแยกกันอยู่เป็นหลักแหล่งแล้ว แต่ละคนก็ไม่ชอบคนอื่นนักเลยแบ่งพื้นที่กัน ยิ้มไม่ชอบเลย ได้ยินเสียงพี่ ๆ ทะเลาะกันทุกวัน อยากให้พ่อจะออกมาห้ามเร็ว ๆ จัง’
‘เสียงดังกันสุด ๆ เลย ยิ้มไม่มีสมาธิตั้งใจเรียนเลย ยิ้มต้องตัดแขนพี่ ๆ ตั้งหลายคนกว่าจะเงียบลงได้’
หลังจากหน้านี้เป็นต้นไป ลายมือที่จดลงในบันทึกเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ลายเส้นเริ่มบิดเบี้ยวราวกับการจับปากกาเพื่อเขียนอักษรนั้นเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน
‘ปีกว่าแล้ว ท่านพ่อไม่ออกมาสักที พี่ ๆ หลายคนก็เสียกันหมดแล้ว สมน้ำหน้า ส่งเสียงดังกันดีนัก ยิ้มจะเป็นเด็กดีรอพ่ออยู่ตรงนี้แหละ!’
‘หิวจังเลย อาหารกับแขนพวกพี่ ๆ ก็หมดแล้ว ยิ้มคงต้องออกไปหาอะไรกินเพิ่มแล้ว’
‘ไม่ดีเลย หลังจากกินพวกพี่ ๆ ไปหลายคนแขนของยิ้มก็งอกขึ้นมาไม่หยุดเลย ตัดแทบทุกวันจนเจ็บไปหมดแล้ว เมื่อไหร่พ่อจะกลับมาปลอบยิ้มล่ะ’
‘2 ปีแล้ว เจ็บจัง..’
‘5 ปีแล้ว คิดถึงพ่อจังเลย’
หลังจากนี้เป็นลายเส้นบูดเบี้ยวที่แทบอ่านไม่ออกอีกต่อไป อักษรนั้นสลับกันมั่วไปหมด บางตัวก็ใหญ่เท่าหน้ากระดาษ บางหน้าก็มีเพียงรอยขีดเขียนไปทั่วจนแทบไม่เหลือที่ว่าง
‘เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา เหงา!’
‘พ่อไม่รักยิ้มแล้วเหรอ พ่อหายไปไหน พ่อ พ่อ พ่อ พ่อ’
หน้าสุดท้ายของบันทึก นิทานพอจะอ่านออกอยู่ประโยคหนึ่ง
‘รู้แล้ว ยิ้มไปรอพ่อหน้าห้องดีกว่า’
บันทึกจบลงแค่นั้น ทั้งหมดมีสีหน้าเคร่งเครียด เห็นได้ชัดว่าบันทึกนี้ถูกเขียนด้วยเด็กคนหนึ่งที่ชื่อยิ้ม หากการที่เธอเข้ามาอยู่ในสุสานของขุนนางพันธุ์ผสมได้อย่างไร และพ่อของเธอคือใครนั้นยังเป็นปริศนาทั้งหมด
“จะมีเด็กเข้ามาอยู่ในนี้ได้ยังไง? สมัยก่อนมีกลุ่มขุดค้นที่เคยเข้ามาหรือเปล่านะ” อิซึมิพึมพำ
“ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเอาลูกตัวเองเข้ามาด้วยอยู่ดีครับ แถมดูเหมือนเด็กที่ชื่อยิ้มจะรอพ่ออยู่ในห้องนี้นานพอตัวเลยทีเดียว” เพชฌฆาตหันไปมองรอบห้อง ข้าวของเครื่องใช้ที่พังเละเทะพวกนี้สมควรเป็นของเด็กคนนั้น
“แต่ทั้งพ่อทั้งเด็กคนนั้นไม่น่ารอดแล้วล่ะค่ะ พ่อหายไปตั้งหลายปีแบบนั้น” เลโอนำนิ้วจิ้มลงกลางฝ่ามือ พึมพำบทสวดภาวนาให้วิญญาณของเด็กคนนั้นไปสู่สุคติ
“แต่เรื่องแขนแถมเรื่องกินพี่ ๆ นั่นคืออะไรกันแน่นะ” โฮโจพูดขึ้น
“อาจจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีหลายแขนหรือโดนคำสาปจากบางแห่งหรือเปล่าครับ” นิทานเสนอความคิด
“แต่ที่แน่ ๆ สภาพความคิดของเด็กคนนั้นดูไม่ปกติเลยนะคะ เธอบอกว่าที่นี่คือ ‘บ้าน’” ฟาง หมิงพูดขึ้นอย่างหวาด ๆ
“ต้องอยู่คนเดียวในที่แบบนี้ตั้งหลายปี” นิทานพึมพำเบา ๆ เขานั้นนึกภาพว่าหากตนไม่ได้พบคีตา เขาจะมีสภาพจิตใจเหมือนเด็กคนนี้หรือไม่
บันทึกเล่มนี้ดูจากสภาพแล้วสมควรผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว เด็กคนนั้นสมควรจากไปนานแล้ว อย่างน้อย ๆ เธอก็คงได้ไปพบพ่อของเธอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทนเหงาอีกต่อไป
นิทานวางบันทึกเล่มนั้นลงบนโต๊ะ เขาสวดภาวนาร่วมกับเลโอน้อย ๆ หวังให้เธอได้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม
“เราพักค้างคืนกันก่อนเถอะครับ ทางเข้าห้องนี้ก็แคบด้วย ป้องกันง่ายดีครับ” นิทานพูดขึ้น
แม้ฟาง หมิงจะมีท่าทีไม่อยากอยู่ในห้องที่มีบันทึกแปลก ๆ เล่มนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าห้องปิดที่มีทางเข้าออกทางเดียวเช่นนี้ค่อนข้างเหมาะสมกับการค้างแรม ความสว่างก็พอมีจากศิลาเรืองแสง
ค่ำคืนแรกภายในสุสานจึงได้มาเยือน พวกเขาแทบทั้งหมดล้วนผ่านภารกิจมามาก ไม่มีใครดูจะมีปัญหากับการค้างแรมในสุสานเว้นเพียงฟาง หมิง หากเธอก็รู้สถานภาพของเธอเอง เธอไม่ได้ปริปากบ่นแต่อย่างใด
คีตานอนเกยร่างของนิทานอยู่ หูของมันขยับตามจังหวะของหวีที่นิทานใช้หวีขนของมัน วันนี้มันเหนื่อยมามาก ทั้งมันและนิทานต่างใช้พลังจิตวิญญาณและสมาธิสูงแทบจะทั้งวัน คีตาขยายระยะการตรวจจับและตรวจสอบ ส่วนนิทานก็จัดการสัตว์อสูร ยามได้เอนกายลงพวกเขาจึงเปลือกตาจะปิดอยู่รอมร่อ
ก่อนนอน นิทานที่กำลังจะหลับพลันรู้สึกว่าคีตาสูบหลังจิตวิญญาณของเขาไปมหาศาล หูของมันสั่นน้อย ๆ เพียงไม่นานเขาก็ได้รับภาพจากอาณาเขตของคีตา ดูเหมือนว่ามันจะขยายอาณาเขตจนมองออกไปได้ไกลเป็นพิเศษ นิทานไม่มั่นใจเรื่องระยะนัก แต่ดูจากพลังที่มันยืมนิทานสมควรกินระยะหลายกิโลเมตร
แม้เขาวงกตนี้จะกว้างมากราวกับเมืองใหญ่ แต่พลังอาณาเขตนั้นขยายออกไปรอบทิศทางยกเว้นใต้ดิน หากนับจากระยะกระจัดแล้ว เขาวงกตนี้หลายส่วนจึงถูกคีตาสอดส่องได้จากระยะไกล
เขาเห็นภาพของอสูรระดับนักสลักโทหลายตัวที่นอนเป็นซากบนพื้น ร่างกายของพวกมันเละเทะราวกับพ่ายแพ้ในการต่อสู้ด้วยคมเขี้ยวและกล้ามเนื้อ ทางด้านหลังซากพวกนั้นคือกลุ่มขุดค้นอีกชุดหนึ่ง พวกเขาล้วนมีสีหน้าท่าทีบูชานับถือ คนที่โฮโจเรียกว่าเชียนเป่า หลานหลงกำลังพูดคุยประจบกับสตรีผมสีส้มอัสดง
แม้จะอยู่ไกลเพียงนี้นิทานยังสัมผัสได้ถึงไอพลังที่พึ่งจางหายไป ราวกับมีหมอกจาง ๆ ที่ห่อหุ้มร่างกายของเธอเอาไว้ ส่วนโครงร่างของมนุษย์ยังคงเห็นได้ชัด และที่ปลายกำปั้นของโครงหมอกมนุษย์นั้นคือโลหิตสัตว์อสูรจำนวนมหาศาล
ไม่ได้มีเพียงเขาที่จัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทได้อย่างง่ายดาย