ทันทีที่ออกจากร้านอาหารเขาทั้งคู่ก็มุ่งตรงไปยังห้องนอน ที่ตอนนี้เปรียบเสมือนเรือนหอรอรักของทั้งคู่ทั้งสองคนต่างนัวเนียพัวพันกันอย่างไม่มีสติ โดยเฉพาะฉีซื่อเมื่อครั้งก่อนออกเดินทางก็เพิ่งจะกำชับกับจินอู่อย่างแน่วแน่ว่า จะไม่ปรนนิบัติจะไม่ยอมให้ท่าอ๋องก่อกวนเด็ดขาด แต่สุดท้ายกลับเป็เขาเสียเองที่ทำไม่ได้ไม่สามารถควบคุมความ้าของตนได้เช่นกัน
ฉีซื่อปล่อยตัวปล่อยใจไปตามความ้าของตนส่วนอ๋องจินอู่นั้นเมื่อเห็นคนตรงหน้าเป็ใจขนาดนี้มีหรือจะปล่อยให้โอกาศหลุดลอยแต่เดิมทีเขาเพียงแค่จากหยอกเย้าฉีซื่อดูก็เท่านั้น ใครจะรู้ว่า จุดไฟเพียงนิด ไฟกลับรุกลามไปได้ไวขนาดนิ้เห็นที คนอย่างเขาคงจะต้องทำหน้าที่ราดน้ำมันเติมเชื้อไฟอีกหน่อยละกัน
“ท่านอ๋อง ช้าหน่อยกระหม่อมหายใจไม่ทัน”
“เ้าก็อย่าตื่นเต้นนักซิ” จินอู่กล่าวเย้าแหย่ ทำเอาฉีซื่ออายหน้าแดง
“อ๊า!!! .....” เสียงครางครวญอันรัญจวนค่อยดังขึ้นเป็ระยะบ่งบอกถึงความพึงใจของคนตรงหน้า
ภาพเบื้องหน้าของอ๋องจินอู่คือฉีซื่อที่ตอนนี้นอนหงายอยู่เบื้องหน้าภายใต้เสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย เผยผิวขาวอมชมพูเนียนระเอีอดเกินกว่าผิวของบุรุษทั่วไปแม้แต่ผิวของสตรีบางคนยังสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกทั้งใบหน้า ดวงตา ริมฝีปากพวงแก้ม ล้วนแต่เชิญชวนให้หลงไหลมิรู้จบ
“ท่านอ๋อง ได้โปรด...” ฉีซื่อ ร้องขอ เมื่อเห็นอ๋องจินอู่หยุดชะงัก
“ช้าชอบจริงๆเวลาเ้าร้องขอข้าเช่นนี้” อ๋องจินอู่เอ่ยอย่างพอใจ ที่คนตรงหน้าของเขาร้องขอเขาเหมือกับเด็กที่กำลังร้องขอขนมของโปรด
“อึก ฮะ อ๊า!!!!!”ฉีซื่อร้องออกมาอย่างเสียวกระสัน เมื่อถูกสอดใส่เข้าไปอย่างไม่ทันตั้งตัวหยาดน้ำตาไหลออกมาเล็กน้อยดวงตาเหม่อลอยบ่งบอกถึงความสุข ริมฝีปากร้องครวญครางเรียกหาแต่ท่านอ๋องท่านอ๋องไม่ขาดปาก
ค่ำคืนอันแสนหอมหวานยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับการบรรเลงเพลงรักร่วมกันของทั้งคู่จวบจนเกือบรุ่งสางบทเพลงแห่งรักจึงได้สงบลงพร้อมกับแสงสว่างในห้องที่ถูกดับลง อ๋องจินอู่ไม่รู้เลยว่า พอรุ่งสางฉีซื่อจะโวยวายอะไรบ้างเพราะวันนี้เขาได้ละเมิดข้องตกลงไปแล้ว แถมยังจัดการบรรเลงอย่างหนักหน่วงเสียด้วยเล่นเอาฉีซื่อสลบคาอกขนาดนี้ ไม่รู้พรุ่งนี้จะต้องรับมืออย่างไร
เช้าวันใหม่
“อาฉี อาฉี อาฉี” อ๋องจินอู่ตัดสินใจปลุกฉีซื่อ เพราะเขาเห็นคนตรงหน้ายังนอนแน่นิ่งหลับลึกลึกแบบไม่มีทีท่าจะลืมตามาเลย
“อืมมม” ฉีซื่อตอบรับอย่างอ่อนเพลีย ก่อนจะค่อยๆยันตัวลุกขึ้นนั่งแบบงัวเงีย
“คนของเราจวนจะพร้อมแล้วข้าออกไปดูเมื่อครู่ เลยบอกให้พวกเขา มารวมตัวกินมื้อเช้ากันที่นี่ ป่านนี้คงทยอยมากันแล้ว” อ๋องจินอู่เอ่ย พลางพยุงฉีซื่อลุกขึ้นนั่ง
“เมื่อคืน...ท่านหนักมือไปหรือเปล่า ข้าปวดตัวไปหมดเลย” ฉีซื่อบ่นพรึมพรัมแต่ไม่ได้มีทีท่าหงุดฟหงิดหรือโวยวายอะไร เมื่ออ๋องจินอู่เห็นแบบนั้นเขาเลยรีบเปลี่ยนเื่ ก่อนที่ฉีซื่อจะนึกขึ้นได้ดี๋ยวจะรับมือยาก
“งั้นเ้าก็ล้างหน้าชำระกาย แล้วรีบแต่งตัวเถิด ข้าเตรียมทุกอย่างไว้ให้เ้าแล้ว ปะเดี๋ยวข้าจะลงไปสั้งมื้อเช้าเสียหน่อยให้เขายกมาให้ที่ห้องก็แล้วกัน เ้าอยากได้อะไรพิเศษหรือไม่”เขาเอ่ยถามคนตัวเล็กก่อนจะก้าวออกไป ส่วนฉีซื่อก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆพร้อมกับค่อยๆก้าวลงจากเตียงไปทำกิจวัตรของตนอย่างเร่งด่วน เพราะเขารู้ตัวว่าวันนี้ตนเองนั้นสายมากแล้ว
เมิ่อมื้อเช้าผ่านไปฉีซื่อก็เริ่มตื่นเต็มตาเรี่ยวแรงทยอยฟื้นฟูกลับมา ดังนั้นจึงเริ่มทำภารกิจของตนทันที เขาสั่งให้คนบางส่วนออกไปหาบ้านเช่าในตรอกเล็กๆแต้ต้องไม่ไกลผู้คนจนเกินไป แต่ก็ไม่ใกล้แหล่งชุมชน ให้เลือกมาสัก2-3ที่ต่อรองราคาแล้วให้มาเจอกับตนที่โรงเตี๊ยมในตอนเย็น แล้วมื่อต่างคนต่างได้รับคำสั่งต่างก็พากันแยกย้าย ส่วนตัวฉีซื่อเองก็มีอีกแผนในใจ ดังนั้นจึงไม่รอช้ารีบก้าวเท้าฉับออกเดินทางอย่างไวแต่ไม่ทันจะไม่ได้เกิน2ก้าวกลับโดนอ๋องจินอู่ดึงแขนเอาไว้
“เข้าประสงค์สิ่งใดจะกระทำการอะไร เหตุใดไม่แจ้งแก่ข้าบ้าง เมื่อครู่ข้าเห็นเ้าออกคำสั่งคนของเราทุกคนให้ไปทำภารกิจข้าก็รอเ้ามอบภารกิจให้ข้าอยู่เช่นนะอาฉี”
“กระหม่อมไม่กล้าสั่งท่านอ๋องหรอกพะยะคะ”
“เ้าพูดอะไรของเ้ากันอาฉีข้าเคยบอกเ้าแล้วว่าข้าจะช่วยเ้าอีกแรง”
“ท่านอ๋องอยากให้กระหม่อมมองภารกิจให้ท่านใช่หรือไม่”
“เ้าว่ามาเลยข้าพร้อมทำเพื่อเ้า” อ๋องจินอู่กล่าวอย่างมั่นใจในความสามารถของตน
“งั้นท่านอ๋องภารกิจที่กระหม่อมจะมอบให้ก็คือ...โปรดรอกระหม่อมอยู่ที่นี่พะยะคะ”
“อาฉี!!!!” อ๋องจินอู่เสียงสูงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งทำภารกิจของตน
“กระหม่อม้าไปเพียงลำพังไปไม่นานพะยะคะ เดี๋ยวเย็นๆกระหม่อมจะกลับมา ท่านอ๋องรอที่นี่ก็ได้เพะยะคะ” อ๋องจินอู่ไม่ตอบรับอะไรเอาแต่มองหน้าอาฉีอย่างไม่ลดละ เมื่อฉีซื่อพูดจบก็สาวเท้าก้าวเดินออกไปทันทีโดยอ๋องจินอู่ก็ไม่ได้เดินตามมาด้วยแต่อย่างใด
....ผิดคาดแฮะทีแรกนึกว่าจะตามมาด้วยเสียอีก แต่ดูทีท่าแล้วเหมือนจะไม่พอใจไม่น้อยเลย แต่ทำไงได้เพราะนี่คือการค้าของ แถมเื่นี้เื่สำคัญเสียด้วยจะให้ใครรู้ไม่ได้.... ฉีซื่อคิดในใจพลางเดินฉับๆๆอย่างไวแล้วมุ่งตรงไปยังบ้านหลังนึงทิ่อยู่ถัดไป2ตรอกท้ายซอย โดยหารู้ไม่ว่าตนนั้นกำลังถูกสะกดรอยตาม
ณบ้านตระกูลโจว แถบชายแดน
“นายน้อย ท่านมาแล้ว” ทันทีที่ฉีซื่อไปถึง ก็หยุดยืนอยู่หน้าบ้านพร้อมทั้งยื่นป้ายหยกออกมาให้คนยืนเฝ้าดูก่อนคนเฝ้าหนึ่งตนจะวิ่งเข้าไปด้านในแล้วออกมาพร้อมชายชราผู้หนึ่ง
“ท่านผู้เฒ่า ลำบากท่านแล้วที่ต้องออกมารับด้วยตนเองหลายปีมานี้ท่านสบายดีหรือไม” ฉีซื่อกล่าวอย่างเกรงใจ พร้อมเข้าไปประคองพากันเดินเข้าไปก้านในอย่างช้าๆ
...บ้านตระกูลโจวมีอยู่ในแถบชายแดนั้แ่ไหร่กัน ข้ารู้มาว่าตระกูลโจวมีคฤหาสน์อยู่ที่เมืองหลวงในรายงานทรัพย์สินที่ส่งต่อราขสำนักไม่เคยมีเอ่ยถึงบ้านหลังในที่ชายแดนเลยแม่แต่น้อยฉีซื่อ เ้านี่น่าสนใจเสียจริง แซ่ฉีแท้ๆ กลับมีป้ายหยกตระกูลโจวเดินเข้าออกอย่างมีเกียจติ์ในบ้านหลังเล็กๆ(เล็กสำหรับอ๋องจินอู่)ที่มีคนฝ้าหน้าประตูช่างน่าสนใจเสียจริง .... อ๋องจินอู่ที่แอบสะกดรอยฉีซื่อมาแบบเงียบๆ เพราะความเป็ห่วงแต่กลับได้พบว่าอาฉีของเขาได้มาที่บ้านตระกูลโจวที่มีความสำคัญต่อราชสำนักอย่างมากสำหรับอ๋องจินอู่แล้ว ตระกูลโจวไม่ใช่ทั้งมิตรและศัตรูแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ไว้วางใจอยู่ดี
อ๋องจินอู่แอบซุ่มรอฉีซื่ออย่างเงียบๆนานร่วม1ชั่วยาม ฉีซื่อของเขาก็ยังไม่มีทีท่าจะกลับออกมาสักที หนำซ้ำยังมีขบวนรถม้าเข้าไปในตระกูลเป็ระยะสถานการณ์แบบนี้ ยิ่งทำให้อ๋องจินอู่ยิ่งไม่ไว้วางใจจึงคิดหาทางแอบเข้าตระกูลโจวให้ได้ปัญหาคือ หากเข้าไปได้แล้ว เขาจะหาฉีซื่อเจอได้อย่างไร พอคิดแบบนั้น พักนึงฉีซื่อก็เดินออกมาพอดีด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มพร้อมกับการมาส่งของผู้เฒ่า พร้อมกับเขาได้มอบกล่องไม้ให้กับฉีซื่อก่อนจะเดินกลับเข้าไปข้างในบ้านส่วนฉีซื่อเองก็เดินกลับไปทันทีแล้วเดินต่อไปที่ร้านเครื่องเทศเล็กๆทันทีเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ทุกครั้งที่ออกมาก็จะมีจดหมายมอบให้ทุกครั้ง
ผ่านไปครึ่งวันอากาศเริ่มร้อนฉีซื่อจึงเดินเข้าไปในร้านน้ำชาเพื่อจะพักสักครู่ เพราะตั้งใจไว้ว่าพอหายเหนื่อยจะเดินไปร้านเครื่องเทศอีกสัก3ร้านก็คงจะกลับแล้วเพราะเขาเองก็อยากจะกลับไปนอนสักงีบ เนื่องจากเมื่อคืนเขานอนไม่ค่อยเต็มอิ่มและก็ไม่รู้ท่านอ๋องจินอู่จะโมโหตนหรือไม่ที่ไม่ให้ตามมาเห็นทีขากลับคงต้องแวะร้านเหล้าซื้อเหล้าดีๆให้ฝากเป็การไถ่โทษเสียแล้วกระมัง
“เ้า...ใช่...ฉีซื่อบุตรชายของท่านฉีหลง หรือไม่”ฉีซื่อใทันทีที่มีคนมาเรียกชื่อของบิดา ก่อนจะหันไปหาตามเสียงที่เรียก
“ท่านคือ....” ฉีซื่อยิ่ง งง เข้าไปใหญ่ เพราะรู้สึกไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย
“ข้ามีนามว่า ตี้ไหลข่าท่านอาจจำข้าไม่ได้ แต่เราเคยพบกันเมื่อนานมาแล้ว ตอนท่านยังเด็กท่านเรียกข้าว่าอาตี้ก็ได้ ยินดีที่ได้พบท่านอีกครั้ง”
“อ่า...ยินดี...ยินดีที่ได้พบเช่นกัน” ฉีซื่อตอบรับแบบ งงๆ เพราะตนนั้นเป็คนความจำไม่ค่อยดี ยิ่งเพื่อนเล่นในวัยยิ่งจำไม่ได้เลย
“ท่านมาทำอะไรแถยชายแดนมาเที่ยวเล่นหรือมาทำการค้า” อาตี้เอ่ยถามพลางย้ายโต๊ะมานั่งด้วยแบบเนียนๆ
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ” อาฉีตอบไปแบบเลี่ยงๆ เพราะตนยังจำไม่ได้ว่าคนผู้นี้คือใคร แม้เขาจะแนะนำว่าคือคนที่เคยพบกันในวันเด็กก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีเพระในวัยเด็ก เขาเร่ร่อนไปทั่ว เด็กๆที่ร่วมขบวนสินค้าก็มีมากมาย ขนาดบางคนที่ตนเคยเล่นด้วยยังไม่รู้ชื่อเลยแต่ก็เล่นด้วยกันได้พอจบก็แยกย้ายถ้าให้จำชื่อคงจำไม่หวาดไม่ไหว
“ท่านมาถึงที่นี่ ได้แวะไปตระกูลโจวหรือยัง” อาตี้เอ่ยถามเบาๆ เหมือนกลัวมีคนได้ยิน
“.....” อาฉีมองหน้าอย่างสงสัยว่าเหตุใดเขาถึงรู้จักตระกูลโจวได้จนตอนนี้เริ่มสับสนแล้วว่าจะตอบเขายังไงดี เพราะเขาไม่รู้ว่าคนที่มาทักทายและคุยด้วยนี้คือมิตรหรือศัตรูฃ
“นายหญิงฝากของไว้ให้ท่านก่อนจะออกไปท่องเที่ยวต่อถ้ายังไม่ได้แวะไม่ก็ไปเสียหน่อยเถิด ท่านผู้เฒ่าเองก็อยากพบท่านไม่น้อย” อาตี้เอ่ยออกมาเสียงอ่อยๆ พร้อมยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่ยังไม่ทันจะเอาเข้าปากก็มีมือนึงเข้ามาปัดออกอย่างแรง
เพล๊ง!!!!!!!!!
“เ้าไม่มีสิทธิ์ร่วมโต๊ะกับเขา” เสียงที่ฉีซื่อคุ้นเคยดีดังขึ้นพร้อมกับการปรากฎตัวซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน
“ท่าน....ท่านอ๋อ....”
“จินอู่ ข้าจินอู่ไง คนที่เ้าเรียกหาทั้งคืนจวบจนถึงเช้ายังไงละทำไม!! ห่างกับข้าไม่กี่ชั่วยามเ้าก็ลืมชื่อข้าเสียแล้วหรือ” อ๋องจินอู่ปรากฏตัวทันทีที่เห็นชายอื่นทำรุ่มร่ามใส่อาฉีของเขา
“เ้าคงไม่ต้องให้ข้าแนะนำตัวใช่ไหมว่ามีนามว่ากระไรมีสัมพันธ์อะไรกัยฉีซื่อ” อ๋องจินอู่เอ่ยพลางมองไปยังอาตี้ด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตรเท่าไหร่จนอาตี้เองก็รู้สึกได้
“ท่านอย่าเข้าใจข้าผิดข้าเพียงจะเข้ามาทักทายเพื่อนเล่นสมัยเด็กเท่านั้น ตัวท่านเองอยู่ตั้งไกลจะได้ยินได้อย่างไร” อาตี้แก้ตัวทันควัน
“พวกเ้ากระซิบกระซาบกันข้าจะได้ยินได้ยังไง” อ๋องจินอู่พูดออกมาอย่างไม่ปิดบังแม้จะรู้ว่าอาตี้้าจะสื่ออะไรให้ฉีซื่อรู้แต่ก็ช่างเถอะ
“พูดมาให้หมด...” อ๋องจินอู่เอ่ยพลางมองหน้าอาตี้
“ได้! ถือว่าท่านยอมรับแล้วนะ ท่านฉีซื่อข้าอาตี้ เห็นเขาแอบเดินตามท่านั้แ่ร้านเครื่องเทศแล้วทีแรกข้าก็ไม่มั่นใจ จนเห็นท่านมานั่งคนเดียวในร้านน้ำชาแล้วเขารออยู่ข้างนอกถึงได้รู้ว่าเขาสะกดรอยตามท่านแน่นอน”ฉีซื่อมองไปทางอ๋องจินอู่
“อืม ข้าเข้าใจละ คี้ไหลข่าข้าขอขอบคุณท่านมาก เห็นทีข้าต้องไปแล้ว ข้ายังมีธุระต้องไปทำ ขอตัว” ฉีซื่อพูดจบก็ลุกขึ้นทันที
“เชิญๆ เดินทางปลอดภัย โอกาสหน้าพบกันใหม่” อาตี้เอ่ยอำลาแล้วเดินจากไป
“ฉีซื่อ นี่เ้า...”
“ส่วนท่านอย่าลืมจ่ายค่าเสียหายด้วยพร้อมทั้งค่าน้ำชาของกระหม่อมด้วยพะยะคะ เสี่ยวเอ้อร์ คิดเงิน!” อาฉีตัดบทฉับ แล้วเดินออกไปทันที
“รอเดี๋ยวข้าจะไปกับเ้า” อ๋องจินรีบวางทองไว้ก้อนนึงก่อนจะรีบตามออกมา
ตลอดทาง่บ่ายฉีซื่อไม่ได้ถามอะไรอ๋องจินอู่ถึงเื่ราวก่อนหน้าที่เกิดขึ้นฉีซื่อก้มหน้าก้มตาทำภารกิจการของตนให้เสร็จสิ้นโดยไว เพื่อหวังว่าตนจะรีบกลับไปพักผ่อนนอนหลับสักงีบก่อนที่คนที่ตนสั่งออกไปให้ทำภารกิจจะกลับมา ใน่บ่ายฉีซื่อเดินเข้าออกร้านค้าแป้งสาลีเล็กๆเป็ว่าเล่นบ้างก็สำเร็จบ้างก็ยังให้คำตอบไม่ได้ เพราะแม้ขะเป็ร้านเล็กๆแต่ดูเหมือนจะมีเื้ัที่ไม่ชอบมาพากลนักแต่ก็ช่างเถอะ โดยภาพรวมถือว่าเป็ที่น่าพอใจ ส่วนร้านที่ดูไม่น่าไว้ใจก็ตัดออกไปเท่านั้นเองเขาคงไม่เสียเวลาไปตามสืบที่มาของสินค้าหรือที่มาเด็ดขาด เพราะเขาเป็เพียงพ่อค้าบะหมี่เท่านั้น
“ร้านก่อนหน้าน่าสงสัยจริงๆ เราจะสืบกันหน่อยไหมอาฉี” อ๋องจินอู่เอ่ยถามอย่างคาดหวังในขณะที่พวกเขากำลังเดินกลับโรงเตี๊ยม
“เป็เื่ธรรมดาของท่านอ๋องที่อยากสืบแต่กระหม่อมเป็เพียงคนธรรมดา เกรงว่าจะเป็การหาเื่ใส่ตัวพะยะคะ”
“มีข้าอยู่เ้าจะกลัวอะไร”
“คนเราต่างมีความลับที่พูดไม่ได้หรือไม่ก็อยากเอ่ยถึงทั้งนั้นพะยะคะ ตราบใดที่ความลับของพวกเขาไม่ทำให้การค้าของกระหม่อมเสียหายกระหม่อมยอมปล่อยผ่านได้พะยะคะ” ฉีซื่อเอ่ยออกมาเพื่อหวังให้อ๋องจินอู่เข้าใจถึงสถานะของตนที่เป็คนธรรมดาคนนึง
“ก็ได้ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอกน่ะ แต่จะยอมตามใจเ้า ไม่สืบก็ไม่สืบตราบใดที่ไม่ทำร้ายเ้า ข้าจะไม่แตะต้องพวกเขา”
“ท่านอ๋องงงง.....” ฉีซื่อหยุดเดิน แล้วมองไปทางอ๋องจินอู่
“ข้าดีกับเ้าขนาดนี้ตามใจเ้าขนาดไหน เ้าเห็นรึยังว่าชีวิตนี้เ้าขาดข้าไม่ได้หรอก”
“ท่านพูดเองคนเดียวทั้งนั้นไม่เกี่ยวกับกระหม่อม” พูดจบฉีซื่อก็รับเดินจั้มเอ้าอย่างไวทำเอาอ๋องจินอู่มอวตามด้วยความเอ็นดู ก่อนจะค่อยๆเดินตามไปเช่นกัน