ชาตินี้ข้าจะไม่ขอเป็นกุลสตรีที่อ่อนหวาน

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 165 ต่อให้เจ้าเป็นแมวเก้าชีวิต ก็เสี่ยงอันตรายมิได้

            เนื่องจากเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้บาดเจ็บที่ลำคอ การแข่งขันขี่ม้าตีคลีในวันนี้จึงได้ยุติก่อนเวลา แม้ว่าคำพูดของฮ่องเต้จะดูไม่กังวล แต่ก็ไม่รู้ว่าในใจของพระองค์จะหวาดกลัวแค่ไหน หากเมื่อกี้เกือกม้านั้นโดนพระศอ อย่าว่าแต่รองแม่ทัพหลินเวยเลย เกรงว่าตระกูลของแม่ทัพเยี่ยนคงต้องยุ่งยากมากแน่ๆ!

            ดังนั้นแม่ทัพเยี่ยนจึงปรากฏตัวได้ทันเวลา และขัดขวางอารมณ์ฮ่องเต้ ยิ่งเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ‘คนที่มีคุณธรรม’ ได้ขอร้องต่อฮ่องเต้ ทำให้ฮ่องเต้ที่อยู่เหนือหัว แม้อยากจะลงโทษแต่ก็พูดไม่ออก สุดท้ายการช่วยชีวิตคนย่อมถือว่าเป็นบุญคุณ แต่ถ้าความดีความชอบนี้ไม่สามารถแลกชีวิตของหลินเวยได้ เช่นนั้นจะไม่เกินไปหน่อยหรือ

            ในเมื่อเรื่องราวได้มาถึงขั้นนี้ ฮ่องเต้เป็นผู้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด จะมาเสียหน้าไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว จึงทำได้เพียงยอมถอยเล็กน้อย

            แม้ว่าพ่อลูกตระกูลเยี่ยนจะไม่ค่อยสื่อสารกันมากนัก แต่การร่วมมือกันวันนี้นั้นทำให้รู้สึกเข้าใจกันมากขึ้น ก่อนจากกันเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วขยิบตาให้บิดาข้างหนึ่งราวกับจะบอกว่า : ข้าเก่งที่สุดเลยใช่หรือไม่?

            แม่ทัพเยี่ยนยังคงท่าทีไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ‘เหมือนปลาตาย’ แล้วเขาก็ยังคงไม่พูดอะไรสักคำจนในใจเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรู้สึกเศร้า ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแล้วเดินกลับไป

            งานเลี้ยงของฮ่องเต้จบลงอย่างรวดเร็ว ทางด้านฮองเฮาไม่สามารถดูแลทุกคนได้จึงประกาศออกไปว่าจะชงชาเพื่อรับรองแขกที่ลานเล็กๆ ของพระตำหนักตนเอง และถามว่ามีผู้หญิงคนใดที่อยากจะเข้าร่วมบ้าง? เยวี่ยเจาหรานรู้ทันทีว่าลานนั้นจะกลายเป็นสนามรบที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้เยวี่ยเจาหรานไม่มีกะจิตกะใจที่จะไปสู้กับใครทั้งนั้น เพราะในหัวเขายังคิดไม่ตกเกี่ยวกับแผลที่คอของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว จึงรีบเดินกลับที่พักทันทีตามที่ใจสั่ง

            “เยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว!”

            เยวี่ยเจาหรานที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมตะโกนเรียกชื่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงทำให้คนที่กำลังทายาที่คออยู่นั้นตกใจจนตัวสั่น ผ่านไปสักครู่หนึ่งถึงได้รู้ว่านางกำลังทายาอย่างยากลำบากอยู่ “ข้าบอกว่าอย่างไรพี่ชาย เจ้าทำให้ข้าตกใจ ยาทาแผลสดอันล้ำค่าของข้าทาไม่โดนแผลแล้วเนี่ย”

            “ตอนนี้เจ้ายังจะมาเสียดายยาทาแผลของเจ้าอีกหรือ?” เยวี่ยเจาหรานรู้สึกอย่างไรบอกไม่ถูก แต่อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยังพูดล้อเล่นได้ คงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับนาง ถึงอย่างไรผิวของ ‘บุรุษผู้นี้’ น่าจะทั้งหยาบและหนา ดูแล้วข้าคงกังวลมากเกินไป!

            เยวี่ยเจาหรานพูดและเดินก็ลงไปนั่งข้างๆ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว และยื่นมือไปเอายาในมือนาง พูดอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ข้าทาให้เจ้า ถ้าขืนเจ้ายังทำเช่นนี้เกรงว่ากระดูกคอของเจ้าน่าจะมีปัญหาก่อนทายาเสร็จ”

            แม้ว่าเขาจะเป็นคนรักษาหน้าตา แต่พอฟังเยวี่ยเจาหรานพูดจบเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ไม่ปฏิเสธคำขอ เพียงแต่บ่นออกมาว่า “เป็นเพราะเจ้ามาสาย ถ้าเจ้ามาเร็วกว่านี้ ข้าคงไม่ลำบาก ‘ทาจนเหลืองเช่นนี้’ หรอก!”

            เป็นเรื่องบังเอิญที่ยาทาแผลสดออกสีทองจริงๆ เยวี่ยเจาหรานอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าพร้อมชมเชยว่า “คราวนี้เจ้าใช้คำโบราณได้ไม่เลว”

            “โอ๊ย” พอทายาลงไปเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรู้สึกทั้งเย็นทั้งแสบ อดทนไม่ไหวเลยร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและแกล้งพูดอย่างโกรธๆ กับเยวี่ยเจาหรานว่า “นี่พี่ชาย เจ้าเห็นข้าเป็นวัวหรืออย่างไร ทายาไม่รู้จักคำว่าเบาๆ หรือ”

            “ก็เจ้าขยับตัวมันถึงได้เจ็บ ข้าทาเบามือมาก” เยวี่ยเจาหรานอดไม่ได้ที่จะตอบกลับไป และก็เปลี่ยนหัวข้อบทสนทนา “ข้าว่า วันนี้เจ้ากล้าหาญมากที่สุดเลยนะ ลงจากหลังม้าไปช่วยฮ่องเต้ เจ้าต้องการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองโด่งดังในเป่ยจิง ใช่หรือไม่?”

            เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่ใช่คนขี้โม้แต่อย่างใด แต่พอฟังเยวี่ยเจาหรานพูดจบเขาก็ลืมความเจ็บปวดที่คอตัวเองไปเลย “นี่ข้าจะบอกเจ้าให้นะ เมื่อก่อนข้าก็กล้าหาญเช่นนี้ เพียงแต่ไม่ได้แสดงต่อหน้าเจ้า!”

            เยวี่ยเจาหรานอดหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่ผ่านไปสักครู่หนึ่งถึงพูดต่อว่า “ดีดีดี ตอนนี้ทุกคนรู้จักความกล้าหาญของเจ้าแล้ว หากเจ้ากลับไป ฝ่าบาทคงแต่งตั้งให้เจ้าเป็นแม่ทัพแน่ ใช่หรือไม่?”

            “อย่างนั้นไม่ต้องหรอก เป็นขุนนางทั้งเหนื่อยและไม่มีอิสระ”  เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วคิดตามคำเยวี่ยเจาหรานอย่างจริงจัง และเริ่มครุ่นคิดทันทีว่าเมื่อถึงตอนนั้นจะใช้ชื่อว่าอะไรถึงจะดูดี?

            เยวี่ยเจาหรานทายาให้อย่างเงียบๆ ขี้เกียจฟังนางบ่น ทำเพียงทายาให้เสร็จจากนั้นเขาถึงพูดกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างจริงจังว่า “เรื่องวันนี้ผ่านไปแล้ว ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้อีก ไม่ว่ายังไงก็ไม่ให้เจ้าตัดสินใจเข้าไปเสี่ยงอันตรายอีก ยังดีที่เป็นแค่เกือกม้า ถ้าพรุ่งนี้มีดาบสองเล่มพุ่งใส่เจ้า เจ้าต้องสู้อีกกี่ชีวิต?”

            “นี่เจ้า! คำพูดของเจ้าช่างไม่น่าฟังเสียจริง” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้ฟังเยวี่ยเจาหรานพูดจบยิ่งรู้สึกร้อนรนกับเรื่องในวันนี้ แล้วพูดว่า “เจ้าว่าข้าเป็นคนเห็นแก่เงินและชื่อเสียงหรืออย่างไร? การกระทำของข้าในวันนี้ ยังต้องคิดอะไรอีก เจ้าไม่เห็นเกือกม้าฝั่งตรงข้ามหรือว่าเป็นม้าของใคร เป็นของหลินเวย พ่อข้าไว้ใจรองแม่ทัพหลินมาก ถ้าหากวันนี้คนที่เจ็บคือฮ่องเต้ ตระกูลเยี่ยนจะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ”

            เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดพลางแกว่งพู่จี้หยกในมือของนางไปด้วย นางเดินแกว่งไปรอบๆ และผ่านไปครู่หนึ่งพู่จี้หยกก็พันกับดอกซุ่ย [1] ที่อยู่ด้านล่าง เยวี่ยเจาหรานจึงเดินไปช่วยแก้ออกให้

            “ดีดีดี ข้ารู้แล้วว่าในใจเจ้าคิดเช่นนี้ เจ้าทำถูกแล้ว” เยวี่ยเจาหรานปลดพู่จี้หยกที่พันกันยุ่งเหยิง และพูดกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอีกครั้งว่า “ครั้งนี้ฝั่งตรงข้ามคือรองแม่ทัพหลินก็ไม่เป็นไร หากหลังจากนี้ไปได้อยู่ข้างฮ่องเต้อีก ไม่อนุญาตให้เจ้าบุ่มบ่ามเข้าไปขวางอีก การที่ฮ่องเต้โดนลอบทำร้ายล้วนเป็นสิ่งที่ควบคู่กัน เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”

            เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเข้าใจเหตุผลที่เยวี่ยเจาหรานพูดเพราะเป็นห่วงตน ช่วงหลายวันมานี้เยวี่ยเจาหรานไม่ปฏิบัติเหมือนเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็นผู้ชายแล้ว

            ครั้งนี้ ในใจเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกลับรู้สึกว่าเห็นด้วย

            “อืม ข้ารู้แล้ว” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วลดสายตาลงมองพู่จี้หยกที่อยู่ในมือเยวี่ยเจาหราน พอเห็นเยวี่ยเจาหรานกำลังแก้ปมที่พันกันอย่างระมัดระวัง กลับรู้สึกถึงความสงบที่หาได้ยาก

            “แม้เจ้าจะเป็นแมวเก้าชีวิต ข้าก็ไม่อนุญาตให้เจ้าเอาหางเข้าไปอยู่ในที่อันตราย”

            เยวี่ยเจาหรานถือพู่จี้หยกขึ้นมาไว้ตรงหน้าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว แล้วมองนางผ่านวงแหวนที่อยู่ตรงกลางจี้หยกอย่างจริงจัง เขามองนางด้วยสายตาที่หลงใหลและลึกซึ้ง

            “ถ้าข้าเป็นขุนนาง หางทั้งเก้าของข้าก็สละได้!” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรู้สึกบรรยากาศมันแปลกๆ บอกไม่ถูก จึงดึงพู่จี้หยกในมือเยวี่ยเจาหราน และพูดอย่างไม่เข้าใจ พูดจบก็วิ่งสองสามก้าวไปถึงเตียงแล้วกระโดดลงบนเตียง และพูดว่า “ข้าง่วงแล้ว! อย่างนั้นข้ารบกวนเจ้าช่วยเก็บหางทั้งเก้าหางให้ดีๆ ล่ะ!”

            เยวี่ยเจาหรานที่ตกอยู่ในความเงียบ ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้ หลังจากนั้นจึงลุกขึ้นและเก็บของทุกอย่างบนโต๊ะให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว


            เชิงอรรถ

            [1] ดอกซุ่ย (穗) หมายถึง รวงข้าว เดือยข้าว


    คล้ายกับเรื่องชาตินี้ข้าจะไม่ขอเป็นกุลสตรีที่อ่อนหวาน ที่คุณอ่าน

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663