“เป็นอะไรไป ข้าเห็นเจ้าจ้องมองหยกนั้นนานแล้ว” เสียงของราชันจางเหว่ยทำให้เทพธิดาจางซินได้สติกลับมา แล้วรีบเก็บหยกชิ้นนั้นไป
“เปล่าเจ้าค่ะ เราปล่อยให้พวกเขามีเวลาด้วยกันเช่นนี้ต่อเถอะ ข้าหิวแล้วไปหาของอร่อย ๆ กินกันดีกว่า นานแล้วที่ข้าไม่ได้ลิ้มรสชาติอาหารของเผ่าเทพ”
“เจ้านี่นะ” ราชันจางเหว่ยส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะใช้พลังวิญญาณพาเทพธิดาจางซินหายลับไป
หมิงเยว่ทอดสายตามองตรงไปยังดงดอกไม้ ที่มีผีเสื้อบินผ่านไปมาอย่างมีความสุข ก่อนจะหันมายังประมุขตงหยางแล้วเอ่ยขึ้น
“เกล็ดมังกรนิล จะทำให้พลังวิญญาณของข้าเปิดออก”
“เจ้าห้ามไปที่เขาไท่ซานเด็ดขาด ข้าบอกแล้ว ว่าไม่มีผู้ใดสามารถเอาเกล็ดมังกรนิลออกมาได้ คราวก่อนโชคดี ที่จางซินมีดอกถงเซา แต่เวลานี้ดอกถงเซาไม่มีอีกแล้ว หากพลาดพลั้งโดนพิษของมังกรนิลขึ้นมา จะไม่มีทางรักษาอีก” ดวงตากลมตั้งมั่นบอกหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง ก่อนนางจะปล่อยยิ้มกว้าง
“ข้าไม่ไปที่เขาไท่ซานหรอกเจ้าค่ะ”
“สัญญากับข้าสิ” เขายื่นมือมาขอคำสัญญาจากนาง ทว่าภายในดวงตาของประมุขตงหยางเวลานี้ มีแต่ความหวาดหวั่น แม้เขาไม่พูดทว่าหมิงเยว่รับรู้ได้ ก่อนนางจะตัดสินใจเอื้อมมือไปเกี่ยวก้อยสัญญา
“ข้าสัญญา” นางตอบพร้อมสายลมอ่อนยังคงพัดโชยมาเป็นระลอก แม้เบื้องหน้ารอยยิ้มของหมิงเยว่จะทำให้ประมุขตงหยางวางใจ ทว่าภายในใจของนางกลับครุ่นคิดถึงแผนการใหญ่หลวง ที่จะไม่ยอมให้ประมุขตงหยาง พลีชีพเพื่อสรรพชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
“ข้าขอโทษนะ หากข้าจะผิดคำสัญญา แต่ว่าเกล็ดมังกรนิลเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยท่านได้ แม้ตายข้าก็ยอมแลก” นางลอบคิดในใจอย่างรู้สึกผิด
“เวลานี้ตงฟางบาดเจ็บ อย่างน้อยก็ใช้เวลาอีกสักพักกว่าเขาจะฟื้นฟูกำลัง และรวบรวมพลังวิญญาณขั้นเจ็ดให้สมบูรณ์ หมิงเยว่ ข้าอยากให้เจ้ากลับไปยังเผ่าวิหคของเจ้า หากตงฟางยึดอำนาจจากเผ่าเทพได้ อย่างไรเสียเผ่าวิหคก็ต้องยอมจำนน ถึงตอนนั้นเจ้าจะปลอดภัย”
“หมายถึงหลังจากท่านต่อสู้ และยอมสละดวงจิตของท่านแล้วใช่หรือไม่” หมิงเยว่เอ่ยถามทั้งน้ำตา ก่อนชายหนุ่มจะนิ่งเงียบ
“หากข้าขอให้ท่านยอมจำนนไปพร้อมกับเผ่าเทพ และเผ่าอื่น ๆ ท่านจะไม่ทำใช่หรือไม่” ตงหยางนิ่งเงียบเช่นเดิม
“ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ เหตุใดจึงไม่ยอม” หมิงเยว่เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“หากข้ายอม ข้าจะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร ตงฟางเป็นผู้กระหายในอำนาจ เขาไม่เคยเห็นคุณค่าของชีวิตใคร ยิ่งกว่านั้น เขาจะทำทุกทางเพื่อความสุขของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าสรรพชีวิตจะอยู่อย่างลำบากเพียงใด แค่คิด...ข้าก็ไม่อาจทนได้แล้ว จะให้ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใด ให้ข้าต่อสู้ขัดขวางเขาอย่างสุดความสามารถแล้วแหลกสลายกลางสนามรบจะดีกว่า” คำพูดของตงหยางทำให้น้ำตาของหมิงเยว่รินไหลไม่หยุด
“เช่นนั้นข้าก็ร่วมต่อสู้กับท่าน จะไม่กลับเผ่าวิหค”
“หมิงเยว่ พลังวิญญาณขั้นเจ็ด มีอำนาจมากพอจะทำลายล้างเผ่าเทพให้ราบเป็นหน้ากลอง ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเอาชีวิตมาทิ้งเช่นนี้”
“เมื่อข้าห้ามท่านไม่ได้ ท่านเองก็ห้ามข้าไม่ได้เช่นกัน” หมิงเยว่พูดจบ จึงเบี่ยงตัวเดินจากไป ก่อนตงหยางจะรีบใช้พลังวิญญาณดึงนางกลับมาในอ้อมกอด เขาจับจ้องมองนางด้วยสายตาสั่นไหว
“หากเจ้าชอบข้าจริง ๆ เจ้าก็ต้องเชื่อฟังข้า” หมิงเยว่นิ่งเงียบไม่ตอบ ก่อนเขาจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน
“ข้าขอร้องล่ะ กลับเผ่าวิหคไปซะ” คำพูดอ้อนวอนของเขาทำให้หญิงสาวเจ็บปวดเกินกว่าจะกลั้นน้ำตาได้ หมิงเยว่จับจ้องมองเขาด้วยความรัก แล้วตัดสินใจพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ก็ได้ ข้ากลับก็ได้ หากท่านผลักไสไล่ส่งข้าเช่นนี้ ข้ายอมกลับก็ได้” หมิงเยว่ใช้พลังวิญญาณหายลับไป ก่อนประมุขตงหยางจะค่อย ๆ หลับตาลงแล้วสงบความฟุ้งซ่านในใจ
“เหตุใดไม่ตามไปอธิบายกับนาง” เสียงของราชันจางเหว่ยเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ตงหยางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นแล้วหันกลับไปยังสหายรัก
"แอบฟังผู้อื่นคุยกัน เป็นมารยาทของราชันแห่งเผ่าเทพงั้นเหรอ” เขากึ่งต่อว่า ทว่าอีกฝ่ายหาได้สะท้าน เขาปล่อยยิ้มแล้วเดินเข้ามายกมือขึ้นตบบ่า
“เจ้ารู้สึกพิเศษกับนาง เหตุใดข้าจะไม่รู้ แต่ปล่อยให้นางเข้าใจผิดเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีแน่ ๆ”
“ให้นางเข้าใจเช่นนั้นดีแล้ว หากข้าไม่อยู่ นางจะได้ไม่ต้องเสียใจ” ตงหยางพูดแล้วก้มหน้าพร้อมเก็บความเจ็บปวดไว้ภายใน
“อย่างที่นางบอก หากสู้ไม่ได้ ก็แค่ยอม ข้าจะยกอำนาจทั้งหมดให้ตงฟางเพื่อรักษาชีวิตเจ้า” จางเหว่ยเริ่มโอนอ่อน ก่อนตงหยางจะหันมายังสหายรักแล้วพูดขึ้นด้วยความตั้งมั่น
“หากข้ายอมสละต้นจิตตัวเองกลางสนามรบ การสลายไปของพลังวิญญาณขั้นหกของข้า จะดูดเอาพลังวิญญาณของตงฟางออกไปด้วยสามส่วน พลังวิญญาณของเขาจะลดลงเหลือขั้นสี่ ถึงตอนนั้น ข้าจะฝากความหวังไว้ที่เจ้าสานต่อ จงทำลายตงฟางให้สิ้นซาก อย่าไว้ชีวิตเขาให้กลับมาทำร้ายสรรพชีวิตเช่นนี้อีก” ราชันจางเหว่ยได้ยินดังนั้นจึงแน่นิ่งไปแล้วพูดขึ้น
“ตอนนี้ตงฟางหลบหนีเพราะบาดเจ็บหนัก เรื่องราวยังไม่ถึง เหตุใดจึงฝากฝังไว้เช่นนี้” จางเหว่ยเบี่ยงหน้าไปทางอื่นไม่อยากรับรู้ ก่อนตงหยางจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากเจ้ายังยอมแพ้ สรรพชีวิตจะอยู่อย่างผาสุกได้เช่นไร อันที่จริงข้าไม่อยากฝากภาระหนักอึ้งไว้ที่เจ้า แต่เพราะทุกอย่างคือความผิดของข้า ที่ไม่เข้มแข็งทำลายต้นจิตของเขาในวันนั้น ทำให้สรรพชีวิตต้องตกอยู่ในความวุ่นวายอีกครั้ง แน่นอนว่าครั้งนี้เจ้าต้องเป็นผู้แบกรับต่อจากข้า” จางเหว่ยแน่นิ่งไปก่อนเอ่ยขึ้น
“เหตุใดเจ้าไม่บอกนางไปตรง ๆ ว่าเจ้าไม่ได้สละต้นจิตตัวเองโดยเปล่าประโยชน์เช่นนางเข้าใจ” ตงหยางถอนหายใจแล้วอธิบายต่อพร้อมสายลมพัดอ่อน
“หากนางรู้ความจริง นางจะเป็นผู้แบกรับภาระทั้งหมดต่อจากข้า ซึ่งข้าไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น หมิงเยว่อายุยังน้อย ข้าอยากให้นางใช้ชีวิตอย่างดีไปตราบเท่าอายุขัยของนาง ดังนั้นเรื่องนี้ข้าเองก็ต้องขอร้องเจ้า อย่าบอกให้นางรับรู้ด้วยเช่นกัน”
สายตาสั่นไหวของไป่เอ๋อสัดส่ายไปมาเมื่อเห็นคำพูดของตงหยางกับจางเหว่ยสนทนากันผ่านเคล็ดวิชาสะท้อนจิต พร้อมเสียงหัวเราะของตงฟางจะดังลอดออกมาด้วยความสะใจ ก่อนเขาจะตัดภาพ หันมายังไป่เอ๋อแล้วโน้มน้าวนางอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เจ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่ ว่าตอนนี้หัวใจของตงหยางไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป เขาหลงรักธิดาแห่งเผ่าวิหคเข้าแล้วจริง ๆ ส่วนเจ้า...เขาไม่แม้แต่จะเอ่ยถึง..”
“ไม่จริง ๆ เป็นไปไม่ได้ ท่านพี่ตงหยางไม่เคยหวั่นไหวกับหญิงใดในใต้หล้า กับแค่ธิดาไร้ความสามารถเช่นนาง จะทำให้เขาหวั่นไหวได้อย่างไร ข้าไม่เชื่อ” ไป่เอ๋อพยายามหลอกตัวเอง ก่อนตงฟาง จะปล่อยยิ้มแล้วดึงร่างนางเข้ามาในอ้อมกอด