รถตู้สีดำคันสวยจอดลงหน้าบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ ฉันก้าวลงจากรถ หันไปโบกมือลาท่านแม่ด้วยรอยยิ้มฝืดๆ แล้วกลับมาเงยหน้ามองประตูอิฐสูงใหญ่มีหอนาฬิกา้า รถกลับไปแล้ว จะหนีกลับวังตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว…
ฉันกระชับเสื้อสูทสีดำ จัดปกเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในให้เรียบร้อย ขยับเนทไทสีแดงอีกนิดหน่อย ปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนกระโปรงลายสก็อตสีแดงซึ่งเป็เครื่องแบบนักเรียนของที่นี่แล้วจำใจเดินตามคนกลุ่มใหญ่ผ่านประตูเข้าไป
เท่าที่อ่านในเอกสารที่ท่านแม่ให้ไว้ โรงเรียนนานาชาติแห่งนี้สร้างมาั้แ่ยุคา อาคารดั้งเดิมก่อด้วยอิฐมองซ้ายขวาเจอป้อมปราการ ฉันยืนบนสนามหญ้าสีเขียวสด มองถนนซึ่งแยกออกไปหลายทาง
“ ห้องเรียนอยู่ไหนเนี่ย……. ” ฉันบ่นกับตัวเองพลางมองแผนที่ในมือ อาคารที่สร้างติดกันเป็สี่เหลี่ยมทำให้รู้สึกเหมือนถูกขัง ทางออกเดียวของที่นี่คือประตูใหญ่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ฉันจึงตัดสินใจเดินตรงไปข้างหน้าเพื่อไปยังตึกหลัก
กระเป๋าหนังใบเล็กซึ่งยัดของใช้จุกจิกไว้แน่นหนักกว่าที่คิด เสียงพูดคุยกันจากคนที่เดินผ่านไปมาทำเส้นประสาทในหัวปวดตุบ ฉันคงเคยชินกับวังที่เงียบเกินไปเลยไม่รู้เลยว่าโรงเรียนจริงๆมันวุ่นวายแค่ไหน อยากกลับบ้านแล้วจริงๆนะ…
เดินมาถึงหน้าห้องผู้อำนวยการตามแผนที่ ฉันยกมือเตรียมเคาะประตูแต่มันถูกเปิดออกเสียก่อน
คนตรงหน้าสูงจนฉันต้องเงยหน้ามอง ผิวขาวยิ่งทำให้เส้นผมสีบลอนด์ทองหนายุ่งกับดวงตาสีเดียวกับผมแต่ส้มกว่าเปล่งประกายราวกับสะท้อนแสง ในวินาทีที่ดวงตาคู่สวยสะท้อนเงาของฉัน เหมือนกับเวลาถูกหยุดไปชั่วขณะ ริมฝีปากเรียวบางแย้มยิ้มให้ก่อนจะเดินสวนออกไป ฉันเผลอมองตามเหมือนต้องมนต์ ใส่เครื่องแบบของโรงเรียนด้วยอายุพอๆกันแท้ๆแต่ให้ความรู้สึกเป็ผู้ใหญ่มากเลย
“ เ้าหญิงแคนดี้ครับ? ”
เสียงเรียกดึงสติฉันกลับมา คุณลุงท่าทางใจดีเหมือนซานต้าพาฉันเดินชมรอบโรงเรียนพร้อมเล่าประวัติคร่าว เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอย่าทำให้ตัวเองกลายเป็จุดสนใจ ฉันจึงขอบคุณเขา แล้วเดินไปที่ห้องเรียนเองคนเดียว ยืนทำใจไม่ถึงนาทีแต่เนิ่นนานเหมือนหนึ่งปี ถ้าผ่านประตูนี้เข้าไปชีวิตต้องไม่เหมือนเดิมแน่ๆ
ภายในห้องมีเพียงผู้ชายจับกลุ่มคุยกันสองสามคนกับผู้หญิงคู่หนึ่ง โต๊ะกับเก้าอี้ไม้ไม่ถึงยี่สิบตัววางเว้นระยะห่างไว้พอดีในห้องกว้าง ไม่ได้น่าอึดอัดอย่างที่คิดไว้ ฉันเลือกที่นั่งหลังสุดริมหน้าต่างเพราะมันเป็จุดอับที่เงียบสงบที่สุดแล้ว
“ ขอนั่งด้วยได้ไหมคะ ? ” หันมองตามเสียงด้านหลังเจอหญิงสาวหน้าตาน่ารักอย่างกับตุ๊กตา ผมสีม่วงเข้มตรงยาวดวงตาอ่อนโยนสีเดียวกัน อากัปกิริยาที่รู้ได้ทันที่ว่าถูกสั่งสอนมาอย่างดีทำให้ฉันเชื่อใจมากพอให้เธอนั่งข้างๆ
“ ตามสบายเลยค่ะ ” ฉันส่งยิ้มกลับ
“ ฉันเอมมาลี ควีนค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก ”
“ แคนดี้ค่ะ ” เธอยื่นมือมาฉันจึงยื่นไปจับพอเป็พิธี ตื่นเต้นจนพูดไม่ออกเลยที่ได้เพื่อนคนแรก เพราะฉันนอนกังวลทั้งคืนว่าจะมีเพื่อนหรือเปล่า โล่งอกไปที
เสียงสัญญาณดังไปทั่วทั้งโรงเรียนเป็ที่รู้กันว่าเริ่มคลาสแรกแล้ว นั่งอยู่ตรงนี้มองเห็นนักเรียนที่กระจัดกระจายตามจุดต่างๆเริ่มทยอยเข้าห้องได้อย่างชัดเจน
อาจารย์ชาวต่างชาติเดินเข้ามาพร้อมกับนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ผู้ชายคนนั้น!! คนที่ฉันเจอเมื่อเช้าที่ห้องผู้อำนวยการ สิ่งที่ทำให้ฉันใยิ่งกว่าคือเขาเลือกนั่งโต๊ะข้างหน้าฉัน ยิ่งพอได้มองเส้นผมสีทองนั้นใกล้ๆ เหมือนกับว่าฉันเห็นมันเปล่งแสงออกมาได้
อาจารย์เริ่มด้วยการให้ทุกคนแนะนำตัวเพื่อทำความรู้จักกันก่อน เริ่มจากแถวหน้าคนซ้ายสุดไล่ไปแนวนอน เมื่อถึงตาของคนที่นั่งข้างหน้าฉัน เขาลุกขึ้น ถึงจะตัวสูงและบุคลิกมีความเป็ผู้ใหญ่โดดเด่นจากคนอื่นอย่างชัดเจนแต่ด้วยรูปลักษณ์ทำให้เขายังกลมกลืนกับคนอื่นในห้องได้ เขายิ้มก่อนจะแนะนำตัวด้วยเสียงนุ่มลึก
“ ผมเซียโล่ครับ ” เพียงเท่านั้นแล้วก็นั่งลงตามเดิม ทุกการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ในสายตาของฉันทั้งหมด ทำไมกันนะ ทำไมฉันละสายตาจากเขาไม่ได้กันนะ
เมื่อถึงเวลาของฉัน ฉันยืนขึ้นและพูดแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ สวัสดีค่ะ ฉันชื่อแคนดี้ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ” เพียงเท่านั้นแล้วรีบนั่งลงด้วยความไม่ชินกับสายตาคนอื่นที่มองมา
ในขณะที่คนอื่นยังแนะนำตัวอยู่เซียโล่ก็หันหลังมาหาฉันพร้อมกระซิบแ่เบา
“ จากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะ ” แล้วหันกลับไปตามเดิม มันดูเป็คำพูดธรรมดาๆก็จริงแต่มันดูเหมือนแฝงอะไรสักอย่างเอาไว้ตามความรู้สึกของฉัน
“ เช่นกัน ” ฉันตอบกลับไปเบาๆ แล้วกลับไปสนใจอาจารย์ที่อยู่หน้าห้องแทน
ก่อนจะไปพัก่เที่ยง ฉันหอบหนังสือออกมาเก็บในล็อกเกอร์ตรงทางเดินหน้าห้องและหากุญแจเพื่อล็อก แต่ไม่ว่าฉันจะหายังไงก็ไม่เจอเลย เป็ไปได้ยังไงนะ?
“ ไปทานข้าวกันเถอะ ” ควีนเดินมาชวนด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
“ ได้ แป๊บนะ ฉันหากุญแจล็อกเกอร์ไม่เจอ คิดว่าน่าจะตกอยู่แถวโต๊ะ ” ฉันกำลังจะเดินกลับไปหาในห้องแต่ผู้ชายกลุ่มหนึ่งยืนขวางอยู่
“ หานี่อยู่หรือเปล่าจ๊ะ ” คนที่ดูจะเป็หัวโจกของกลุ่มชูกุญแจล็อกเกอร์ของฉันพร้อมหัวเราะเสียงดัง
“ ใช่ค่ะ ขอบคุณมากที่---- ”ฉันเอื้อมมือพยายามไปคว้าแต่เขาดึงมือหนีและยังให้คนอื่นๆล้อมฉันไว้
“ เธอน่ารักชะมัด ไปกินข้าวกับฉันสิ ” ฉันรู้ได้ทันทีว่านี่คือแผนการ เขาจงใจขโมยกุญแจอย่างไม่ต้องสงสัย แค่วันแรกก็มีปัญหาแล้วไม่อยากมาอยู่รวมกับคนอื่นก็เพราะแบบนี้
“ คงไม่ได้ ฉันนัดเพื่อนไว้แล้ว ”ฉันหันไปมองควีนที่ตอนนี้หน้าเสียด้วยความกลัว
“ ไปเถอะน่า ฉันพนันได้เลยว่าเธอไม่กล้ามีปัญหากับฉันหรอก ” คำขู่ที่ใช้น้ำเสียงหยอกล้อกึ่งดูถูกนั่นทำให้ฉันหงุดหงิด ถ้านายรู้ว่าฉันเป็ใครนายนั่นแหละที่จะไม่กล้ามีปัญหา
“ คืนเธอไป ” ในขณะที่ฉันกำลังใช้ความคิดหาทางออกจากสถานการณ์นี้ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง หันไปมองถึงรู้ว่าเป็เซียโล่นั่นเอง
“ มีคนอยากเป็ฮีโร่ว่ะ ฮ่าๆๆๆ ” เ้าหัวโจกพูดจาเสียงดังและดังขึ้นไปอีกเมื่อผสมกับเสียงหัวเราะของลูกน้องคนอื่น ยิ่งเรียกความสนใจจากนักเรียนคนอื่นเข้าไปอีก
เซียโล่ยังคงยืนหน้านิ่ง ไม่ได้โต้ตอบอะไร คงเพราะความหมั่นไส้ลูกน้องคนหนึ่งที่ยืนข้างเขาจึงหมัดใส่คนที่อุตส่าห์มาช่วยแต่เขาหลบอย่างง่ายดายและจับมืออีกฝ่ายบิดจนได้ยินเสียงกระดูกเคลื่อน
“ โอ๊ยยยยยยยยยย ” เสียงแผดร้องของคนที่ทรุดลงไปนั่งกับพื้นทำให้คนอื่นๆเริ่มกลัว
“ ฉันจะพูดอีกแค่ครั้งเดียว คืนกุญแจมา ” ผู้ที่เป็หัวหน้ากลุ่มกระสับกระส่าย จำใจโยนกุญแจลงพื้นก่อนจะช่วยกันลากคนเจ็บรีบวิ่งหนีไป
เซียโล่ก้มลงไปเก็บกุญแจ ล็อกตู้ล็อกเกอร์ให้แล้วยื่นกุญแจคืน
“ ขอบคุณมากนะคะ ” ฉันรับมารีบเก็บลงกระเป๋าเสื้อทันที
“ ผมจะไปบอกผู้อำนวยการเอง ” ฉันคิดจะค้านเพราะมันไม่ใช่เื่ใหญ่ขนาดนั้นแต่ด้วยความที่ดูถูกกันมากเกินไปเลยต้องสั่งสอนให้รู้บ้าง
“ ฝากด้วยนะ ” อยู่ๆก็คิดถึงเหตุการณ์ตอนเช้าที่เจอเขาที่ห้องผู้อำนวยการ ไม่แน่ว่าเขาคงสนิทกันหรืออาจมีความลับอะไรเหมือนฉันก็ได้
“ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเพื่อนฉัน ” ควีนเดินเข้ามาเมื่อเห็นว่าทุกอย่างสงบแล้ว
“ รีบไปทานข้าวเถอะครับ ใกล้หมดเวลาพักแล้ว ” เขายิ้มตอบรับคำขอบคุณและทำท่าจะเดินไปแต่ฉันเรียกไว้ก่อน
“ เดี๋ยวก่อน! ไปกินข้าวกับพวกเรานะ ฉันเลี้ยงเอง ”
“ ขอรับไว้แค่น้ำใจนะครับ พอดีผมมีบางอย่างต้องรีบไปทำ ” เขายิ้มอีกครั้งเพื่อลา ก่อนจะเดินไปคนละทางกับโรงอาหาร
ทุกอย่างดำเนินไปเป็ปกติ เมื่อเลิกเรียนฉันก็ไปรอรถที่ประตูใหญ่ ควีนเป็ฝ่ายกลับก่อน รถคันสวยเงาวับพร้อมคนขับรถเชิญคุณหนูตัวน้อยขึ้นรถอย่างนอบน้อม ฉันรู้สึกว่าเรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่างถึงค่อนข้างเข้ากันได้ดี
นั่งรอประมาณครึ่งชั่วโมงจนคนเริ่มบางตา รถตู้ที่คุ้นเคยก็มาจอดตรงหน้า บอดี้การ์ดสองคนลงมาทำความเคารพฉันและหยิบกระเป๋าหนังไปถือพร้อมผายมือไปที่รถ
ระยะทางจากวังถึงโรงเรียนใช้เวลาพอสมควรเพราะพระราชวังอยู่นอกตัวเมืองหลบหลีกความวุ่นวายและสามารถขยายพื้นที่ได้เต็มที่ รถหยุดอยู่หน้ารั้วเหล็กแหลมสูงเพื่อเช็คความเรียบร้อยอย่างละเอียดกับเ้าหน้าที่
จากนั้นขับผ่านป่าสนไปอีกสองกิโลเมตร จึงจะเจอพระราชวังราโกเน่ มองผิวเผินที่นี่ก็คือป่าที่อยู่ใกลู้เาเท่านั้น ลงจากรถอีกด่านที่ต้องผ่านก็คือบอดี้การ์ดอีกกลุ่มที่ยืนเฝ้าประตูพระราชวังสูงใหญ่ ฉันเดินผ่านอย่างง่ายดาย แต่คนที่เหลือต้องโชว์บัตรแสดงตัวที่มีตราราชวงศ์ประทับก่อนถึงจะเดินตามมาได้
“ ท่านแม่ยังไม่กลับมาเหรอ? ” ฉันถอดเสื้อสูทส่งให้สาวใช้ที่เดินมาต้อนรับพร้อมกระเป๋า ปกติท่านแม่คงจะเดินมาถามด้วยความเป็ห่วงว่าโรงเรียนวันแรกเป็ยังไงบ้างแต่ถ้าไม่เห็นแสดงว่างานยังไม่เสร็จ
“ วันนี้มีงานเลี้ยงที่สถานทูตองค์ราชินีฝากไว้ว่าคงกลับดึกค่ะ ”
“ งั้นเหรอ… ” จากประตูทางเข้าฉันเดินเลี้ยวซ้ายไปห้องโถงบันไดลงไปชั้นใต้ดินที่มีห้องครัว ห้องเก็บไวน์ ห้องเก็บชีส ห้องเก็บวัตถุดิบขนาดใหญ่และอีกฝั่งของชั้นใต้ดินเป็สระว่ายน้ำในร่มกับห้องเพาะพันธุ์พืช
“ เ้าหญิงจะรับมื้อเย็นเลยไหมคะ? ” สาวใช้คนเดิมเดินตามมา เธอคงกำลังประหลาดใจเพราะฉันไม่ได้ลงมาที่นี่บ่อยนัก
“ ยังก่อน ” ฉันเดินเข้าไปห้องทำขนมที่แยกออกมาจากครัวหลักอีกที ที่นี่แถบไม่ต่างอะไรกับห้องครัวในร้านอาหารหรูๆ กว้าง สะอาดและมีทุกอย่างครบ
“ เ้าหญิงมีอะไรให้รับใช้หรือเปล่าครับ? ” หัวหน้าเชฟเดินเข้ามาทำความเคารพฉันด้วยท่าทีแตกตื่น ทำงานเื้ันานวันเข้าคงไม่ชินกับการรับมือเ้านายต่อหน้าเช่นนี้
“ ฉันจะทำเลมอนทาร์ต ช่วยเตรียมของที ” ฉันรับผ้ากันเปื้อนกับถุงมือพลาสติกมาสวมจากนั้นก็เริ่มลงมือทำทาร์ตด้วยตัวเองทุกขั้นตอน ฉันเป็คนชอบทำขนม อาหารก็มีบ้างแต่ไม่บ่อยคงติดนิสัยนี้มาจากท่านแม่แต่เื่รสชาติยังไงก็สู้ท่านแม่ไม่ได้จริงๆ
“ พรุ่งนี้ก่อนฉันไปโรงเรียนตัดแล้วใส่กล่องให้สวยงามนะ ” ฉันพูดกับเชฟเมื่อขั้นตอนสุดท้ายคือการเอาแช่ไว้ในตู้เย็น
“ รับทราบครับ ” ฉันถอดผ้ากันเปื้อนเดินไปล้างมือ แล้วกลับขึ้นไปชั้นสองเพื่อทานอาหารเย็น